‘วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิคกรุงรัตนโกสินทร์’ ผลงานสร้างสรรค์ดุริยางคศิลป์ผ่านงานวิจัย

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในการเปิดการสัมมนาปิดโครงการวิจัยสร้างสรรค์ของ เรื่อง “งานสร้างสรรค์ดุริยางคศิลป์ : วรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยวิจัยมนุษยศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อนำเสนอบทเพลงไทยคลาสสิกที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากลในรูปแบบของวงดนตรีประเภทต่างๆ รวมถึงบทเพลงมาตรฐานสากลที่มีอัตลักษณ์ไทย ให้มีการเผยแพร่ในวงกว้าง

ศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า วรรณกรรมดนตรีหรือบทประพันธ์เพลงในระดับคลาสสิกของประเทศไทยยังมีน้อยถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศ บทเพลงที่แสดงอัตลักษณ์ไทยในวงการดนตรีคลาสสิกมี 2 ประเภท ได้แก่ บทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ที่เรียกว่า บทเพลงร่วมสมัย และ บทเรียบเรียงเพลงไทยที่อยู่บนพื้นฐานของเพลงไทยเดิมหรือเพลงไทยสากล อันเป็นมรดกทางปัญญาจากบรรพบุรุษ เนื่องจากจำนวนนักแต่งเพลงคลาสสิกของประเทศยังมีจำกัด ทำให้จำนวนผลงานด้านการประพันธ์เพลงของประเทศมีจำกัดไปด้วย

โครงการวิจัยสร้างสรรค์ชุดนี้ เป็นโครงการด้านดุริยางคศิลป์ที่มุ่งสร้างสรรค์บทเพลงไทยคลาสสิกที่มีอัตลักษณ์ไทยชัดเจน ด้วยการคัดสรรเพลงไทยเดิมบทสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์มาเรียบเรียงด้วยเทคนิคการประพันธ์เพลงของตะวันตกสำหรับวงดนตรีประเภทต่างๆ โดยอาศัยหลักวิศวกรรมศาสตร์มาหนุนเสริมพัฒนางานดุริยางคศิลป์ เพื่อสร้างสรรค์ด้านการประพันธ์เพลงเชิงอนุรักษ์

นักวิจัยในโครงการทั้ง 5 ท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูงด้านดุริยางคศิลป์ เป็นอาจารย์สอนดนตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจากมหาวิทยาลัยศิลปากร วงดนตรีที่เลือกมาทำงานสร้างสรรค์มี 5 ประเภทได้แก่ วงซิมโฟนีออร์เคสตรา วงเครื่องสาย วงเครื่องลม วงเชมเบอร์ และวงเครื่องสายผสมเปียโน นักวิจัยแต่ละคนจะสร้างสรรค์บทเพลงสำหรับวงดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่ง จำนวน 4 - 10 เพลงซึ่งมีความยาวรวมทั้งสิ้น 45 - 60 นาที สามารถผลิตเป็นแผ่นซีดีเพื่อเผยแพร่ได้ และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานวิจัยสร้างสรรค์ไปเผยแพร่ในรูปแบบของการสัมมนาและการเขียนบทอรรถาธิบายเชิงวิเคราะห์ด้วย

โครงการวิจัยนี้ ก่อให้เกิดคุณูปการคือ

  1. ทำให้เกิดวรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกเชิงอนุรักษ์ที่มีคุณภาพ จำนวนทั้งสิ้น 51 เพลง
  2. ทำให้เกิดเสียงเพลงไทยคลาสสิกจากแผ่นซีดีความยาวทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 20 นาที โดยมี ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เป็นผู้ออกแบบปกซีดี
  3. ทำให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ด้านดุริยางคศิลป์มีคุณภาพในระดับสมบัติของแผ่นดิน
  4. ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในการสร้างสรรค์เพลงไทยคลาสสิกในระดับสากล
  5. ทำให้ศิลปะดนตรีขั้นสูงของไทยสามารถเผยแพร่ได้ในระดับอาเซียนและระดับโลก
  6. ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดวิชาการด้านการประพันธ์เพลงร่วมสมัย
  7. ทำให้คนไทยรุ่นหลังรู้จักเพลงไทยเดิมบทสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ และ
  8. ทำให้เกิดกลวิธีในการอนุรักษ์ สืบทอด และต่อยอดเพลงไทยเดิมอันเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาติ

นอกจากนี้ผลจากการสร้างวรรณกรรมเพลงไทยคลาสสิกชุดใหญ่โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง จะเป็นผลงานดนตรีฉบับคัมภีร์ที่ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนดนตรีในระดับปริญญาบัณฑิตและระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อเป็นแบบอย่างการสร้างงานดนตรีของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและนักแต่งเพลงนอกรั้วมหาวิทยาลัย และในระดับรัฐบาลยังสามารถใช้บทเพลงจากผลงานดนตรีชุดนี้ ไปออกแสดงในระดับสากล เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมดนตรี โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะนักดนตรีและผู้วิจัยได้มีการนำเสนอผลงานดังกล่าวไปแล้วในประเทศญี่ปุ่น


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400