“ศาสตร์พระราชา” นำทางชีวิต กำหนดวิถีด้วย “หลักพอเพียง”

“บ้านแม่กำปอง” จังหวัดเชียงใหม่ ยึดหลักความพอเพียง ตั้งแต่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จพระราชดำเนินมายังหมู่บ้านกลางหุบเขา ในปี พ.ศ. 2524

“เมื่อก่อนไม่เหมือนตอนนี้ ตอนนั้นที่นี่แทบตัดขาดจากโลกภายนอก แม้จะอยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่แค่ 50 กว่ากิโลเมตร แต่ก็เข้าถึงยาก เพราะถนนหนทางสมัยนั้นทุรกันดาร” ...เสียงจาก ธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน และประธานการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ “บ้านแม่กำปอง” จ.เชียงใหม่ บอกเล่าถึงสภาพในอดีตของพื้นที่แห่งนี้ให้เราฟัง กลางเสียงฝนพรำที่หล่นเม็ดมาอย่างไม่ขาดสายในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันบ้านแม่กำปองแห่งนี้ไม่หลงเหลือภาพเช่นในอดีตแล้ว นับตั้งแต่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จพระราชดำเนินยังหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้ ในปี 2524 และถึงแม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว หากแต่ “แสงแห่งพระบารมี” ก็ยังคงส่องนำทางให้กับพสกนิกรที่นี่ ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ

“พอรู้ข่าวว่าท่านจะเสด็จฯ ผมตื่นเต้นมาก คืนก่อนที่จะเสด็จฯ ผมหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน อยากให้ถึงเช้าเร็วๆ จะได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน” ธีรเมศร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่กำปองบอกเล่า “ความทรงจำในอดีต” ที่ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานถึงกว่า 36 ปี นับตั้งแต่การเสด็จฯ เมื่อปี 2524 แต่ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังตราตรึงประทับแน่นอยู่ในหัวใจของเขา เหมือนเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเขาเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้ง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จฯ พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในครั้งนั้น อีกว่า เมื่อรถพระที่นั่งจอดที่โรงเรียนแล้ว ได้เสด็จฯ ยังวัดแม่กำปอง เพื่อทรงถวายสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยตัวเขาซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่ม อายุเพิ่งยี่สิบต้นๆ มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จในระยะใกล้ชิด ห่างจากเส้นทางเสด็จฯ เพียง 20-30 เมตรเท่านั้น ทั้งนี้ หลังเสด็จฯ ออกจากวิหารวัด เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเสด็จฯ ไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปจากวัด จนเจ้าหน้าที่บางส่วนที่ขึ้นไปพักผ่อนที่บ้านหลังนั้นตกใจกันยกใหญ่ เพราะไม่มีใครคาดคิด

“ถ้าจำไม่ผิด เป็นบ้านพ่อคำ แกมีลูกชื่อแน่น วันนั้นในหลวงเสด็จฯ ไปเพราะเห็นมีกรงนกเขาแขวนอยู่ พอถึงบ้านหลังนั้น พระองค์ตรัสถามถึงเครื่องมือดักนก ลูกชายพ่อคำซึ่งตอนนั้นไม่ได้สวมเสื้อก็จึงสาธิตให้พระองค์ดู สาธิตไปโดยไม่ได้สวมเสื้อแบบนั้นเลย หลังจากเสด็จฯ กลับ พ่อคำแกสั่งให้ลูกหลานทุกคนห้ามกวาดถูบ้านนานเป็นอาทิตย์เลย แกบอกว่าเก็บไว้เป็นสิริมงคลกับตระกูลของแก ที่ครั้งหนึ่งในหลวงทรงเคยเสด็จฯ มาที่นี่”

นอกจากเสด็จฯ ทรงเยี่ยมพสกนิกรที่มารอรับเสด็จแล้ว ธีรเมศร์เล่าว่า พระองค์ยังได้ตรัสถามกับตุ๊ลุง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ชาวบ้านให้การเคารพนับถือ ว่าชาวบ้านต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ ตุ๊ลุงจึงกราบทูลว่าชาวบ้านอยากได้ไฟฟ้า พระองค์จึงตรัสถามว่า ทำไมอยากได้ไฟฟ้า ตุ๊ลุงจึงกราบทูลว่าชาวบ้านมีอาชีพทำเมี่ยง ซึ่งต้องเก็บตอนกลางวัน และต้องทำเมี่ยงในเวลากลางคืน ถ้ามีไฟฟ้า ชาวบ้านจะสะดวกในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น พระองค์จึงพระราชทานแนวพระราชดำริว่า ที่บ้านแม่กำปองมีน้ำอุดมสมบูรณ์ น่าจะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำได้ หลังจากนั้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ กลับแล้ว อีกไม่นาน “โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่กำปอง” จึงเกิดขึ้น และถนนหนทางที่เคยทุรกันดารก็ค่อย ๆ ได้รับการปรับปรุงดีขึ้น จนหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนเช่นในอดีต ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเปรียบเหมือนดวงตะวันที่มอบแสงสว่างให้แก่หัวใจพสกนิกรบ้านแม่กำปองแห่งนี้

ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามกลไกของพลวัตโลก ปี 2543 บ้านแม่กำปองได้เปิดตัวในฐานะ “หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” และเริ่มให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในระยะแรกได้ประสบปัญหาหลายเรื่อง เนื่องจากชาวบ้านยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ เหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านบางส่วนจับมือกันลุกขึ้นมาทำงานวิจัย โดยการสนับสนุนจาก ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เพื่อค้นหารูปแบบ “การจัดการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม” ให้กับชุมชน ทั้งเรื่องการจัดการขยะที่เกิดขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้พอเหมาะพอดี ซึ่งประสบความสำเร็จพอสมควร แต่หลังจากชื่อเสียงของบ้านแม่กำปองโด่งดังในกระแสสื่อโซเชียล ช่วงไม่กี่ปีจากนั้น หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็ กลายเป็นเหมือนดอกไม้สีสวยกลิ่นหอมที่ใครๆ ก็ใคร่จะได้สัมผัส และด้วยไม่ได้มีการตั้งรับ ทำให้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เผชิญความท้าทายใหม่อีกระลอกจาก “กระแสธารการท่องเที่ยว” ที่ไหลบ่าเข้ามา จนต้องค้นหาแนวทางแก้ปัญหาอีกครั้ง ทำให้เครื่องมืออย่าง “งานวิจัย” ได้รับการนำมาใช้อีกหน

“เราคิดทบทวนย้อนกลับไปก็พบว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับชุมชนเล็กๆ อย่างเรา คือ ต้องยึดหลักพอประมาณ เพราะ ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ถ้าทำโดยไม่ประมาณตัวเองก็รังแต่จะเกิดปัญหา จึงได้กำหนดกติกาของชุมชนขึ้น และกำหนดบทบาทการท่องเที่ยวบ้านแม่กำปองว่า จะยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”...ธีรเมศร์ ระบุ

พร้อมกับขยายความถึง “การท่องเที่ยวแบบพอเพียง” ว่าจริง ๆ หลายคนได้ยินแนวคิดนี้มานานแล้ว แต่ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง ซึ่งกับตัวเขาก็เช่นกันที่รู้แค่เพียงผิวเผิน เพราะไม่ได้นำ “แนวทางพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9” มาคิดวิเคราะห์ จนเมื่อชุมชนเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน คำสอนของพระองค์ท่านจึงกลับมาเป็นแสงนำทางให้ชุมชนอีกครั้ง หลังจากนั้นในปี 2551 จึงจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เป็นของบ้านแม่กำปองขึ้นมาด้วยการ “น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยเฉพาะ ใน 3 เรื่อง คือ 1. หลักพอประมาณ 2. ความมีเหตุมีผล 3. การสร้างภูมิคุ้มกัน

พร้อมกับขยายความถึง “การท่องเที่ยวแบบพอเพียง” ว่าจริง ๆ หลายคนได้ยินแนวคิดนี้มานานแล้ว แต่ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง ซึ่งกับตัวเขาก็เช่นกันที่รู้แค่เพียงผิวเผิน เพราะไม่ได้นำ “แนวทางพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9” มาคิดวิเคราะห์ จนเมื่อชุมชนเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน คำสอนของพระองค์ท่านจึงกลับมาเป็นแสงนำทางให้ชุมชนอีกครั้ง หลังจากนั้นในปี 2551 จึงจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เป็นของบ้านแม่กำปองขึ้นมาด้วยการ “น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยเฉพาะ ใน 3 เรื่อง คือ 1. หลักพอประมาณ 2. ความมีเหตุมีผล 3. การสร้างภูมิคุ้มกัน

“คนมักเข้าใจว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้แค่แต่กับเรื่องเกษตร แต่ไม่ใช่เลย เพราะแนวทางที่ได้พระราชทานไว้ให้แก่คนไทยนั้น ครอบคลุมและกว้างขวางมาก สามารถนำมาใช้ได้กับทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องของการท่องเที่ยวแบบนี้” ...ธีรเมศร์ เน้นย้ำถึงเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” นั้น แต่ละคน แต่ละพื้นที่จำเป็นต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับตนเอง โดยแนวทางที่บ้านแม่กำปองปรับใช้นั้น จะยึดหลักสำคัญคือการ ปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท

“ยกตัวอย่าง ต้องมีเหตุผล พอดี พอประมาณ คือทำยังไงให้ชาวบ้านทำไม่เกินตัว อย่างที่แม่กำปอง เราใช้ห้องพักแต่ละบ้านที่มีเหลือมาให้บริการนักท่องเที่ยว นั่นคือ ไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ ซึ่งหมายถึงไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ส่วนการสร้างภูมิคุ้มกัน ที่นี่เรามีกฎกติกาในการทำการท่องเที่ยวกัน เพื่อไม่ให้ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองจนเกินไป เพราะถ้าหมู่บ้านยังดูแลรักษาทรัพยากร เช่น น้ำ ป่า เอาไว้ได้ ตราบนั้นก็ยังมีเสน่ห์อยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หมดลง เวลานั้นเสน่ห์ของแม่กำปองก็คงสิ้นมนต์ขลัง” ...ธีรเมศร์ กล่าวถึงหลัก “ท่องเที่ยวพอเพียง” ที่บ้านแม่กำปองใช้

เราถามเขาอีกว่า เหตุใดจึงเลือกเรื่องของการท่องเที่ยวเป็นตัวนำ อดีตผู้ใหญ่บ้านยิ้ม พร้อมตอบด้วยเสียงราบเรียบว่า เพราะการท่องเที่ยวเป็นได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องของการพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการพัฒนาองค์กรและ คน ซึ่งชุมชนแห่งนี้ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา เพียงแต่พยายามทำอย่างสมดุลที่สุด และอย่างพอประมาณ ซึ่งตอนนี้เป้าหมายสำคัญที่สุดมีอยู่ 3 ประการ คือ ชุมชนต้องพึ่งพาตนเองได้ ต้องจัดการตนเองได้ และสุดท้ายคือ คุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น โดยไม่มองที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำอย่างครบด้าน คือ ทั้งคน ทั้งชุมชน จะต้องเติบโตและพัฒนาไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

ทั้งนี้ ในคืนที่หยาดฝนยังหล่นพรำไม่ขาดสายนั้น “ทีมวิถีชีวิต” ถามอดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่กำปองว่า... ณ ช่วงเวลาที่พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าตกอยู่ท่ามกลางบรรยากาศโศกอาดูรถึง “พระผู้เป็นที่รักยิ่ง” นั้น วันนี้ ในวันที่ พระองค์เสด็จสู่ฟ้าสรวงสวรรค์ พสกนิกรที่นี่ และในทุกพื้นที่ ควรดำเนินชีวิตต่อไปเช่นไร ซึ่งเขากล่าวด้วยเสียงเรียบๆ แต่ก็น่าคิดอย่างยิ่งว่า... “แม้พระองค์ท่านจะจากไป แต่ก็แค่พระวรกาย เพราะคำสอนของพระองค์ยังคงอยู่...และส่องนำทางเราทุกคนได้เสมอ”

ดุจดั่งดวงตะวันที่ไม่มีวันดับแสง

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

อ้างอิงบทความจาก : https://www.dailynews.co.th/article/605635

คน เฝ้า ข่าว พาไปดู “บ้านแม่กำปอง” จ.เชียงใหม่ ว่ากันว่าหมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขา เป็น ต้นแบบท่องเที่ยวชุมชนพอเพียง ด้วย...

Posted by สกว. on Wednesday, November 1, 2017

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400