สกว. ร่วมทุนพัฒนาเรือไฟฟ้าโดยสารคลองแสนแสบ พร้อมสร้างกำลังคนด้านดิจิทัลสู่อุตสาหกรรม-EEC

KU Green

รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เล็ง ม.เกษตรศาสตร์ ศรีราชา เป็นศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ EEC ขณะที่ สกว. พร้อมทุ่มงบวิจัยเพื่อพัฒนาเรือไฟฟ้าสำหรับโดยสาร 80 ที่นั่ง วิ่งในคลองแสนแสบ หวังลดมลพิษทางเสียงและควันพิษ รวมถึงช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานประชุมหารือโครงการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา โดยมี ดร.สันติ กีระนันท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมประชุมด้วย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี

DE Minister

รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการมาราชการในครั้งนี้ว่า เพื่อจะสำรวจพื้นที่ว่างของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยฯ ที่จะปรับโจทย์ให้สอดคล้องกับนโยบาย EEC ของรัฐบาล ซึ่งหลายเรื่องทางมหาวิทยาลัยฯ มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว มีพื้นที่พร้อมให้บริการ จึงได้หารือร่วมกับผู้บริหารที่จะออกแบบพื้นที่ร่วมกันเพื่อใช้พื้นที่ว่างในรการรองรับความต้องการของ EEC โดยจะเชิญผู้ประกอบการระดับโลก เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาร่วมลงทุน เพื่อเป็นจุดสร้างและจุดกระจายนวัตกรรมเพื่อนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป รวมถึงการสร้างและพัฒนากำลังคนผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่ง สกว. ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

“วันนี้เรามาคุยเรื่องกระบวนการทำงานร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใจกว้างมาก สาขาใดที่ขาดแคลนก็จะดึงพันธมิตรจากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศมาร่วมมือกัน โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแกนกลางและฐานที่มั่นที่จะเดินหน้าโดยไม่ต้องรอ เราจะรีบดำเนินการภายในปีนี้ เร่งออกแบบให้เสร็จและเริ่มทำงานในส่วนที่ทำได้ เช่น ทดสอบสัญญาณ 5G หรือการออกแบบคอมพิวเตอร์ โดยเชิญเอกชนที่เข้มแข็งในระดับโลกมาร่วมกันดำเนินการ ก็จะได้ประโยชน์ทั้ง EEC และการสร้างกำลังคน”

ทั้งนี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่าต้องการให้ EEC กระจายสู่ท้องถิ่น โดยการพัฒนา EEC จะต้องมีศูนย์กลางที่เป็นฐานนวัตกรรม การที่เราเลือกพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลก็เพราะทำได้เร็ว รองรับได้ทุกภาคส่วน เราต้องช่วยกันมองภาพใหญ่ EEC คือ 4.0 ของประเทศ และจะส่งเสริมสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่สตาร์ทอัพอย่างเดียว ทั้ง IoT และปัญญาประดิษฐ์ล้วนเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร สาธารณสุข และอื่นๆ เราต้องมีนวัตกรรมด้านไซเบอร์เพื่อสร้างแพลทฟอร์มเมืองอัจฉริยะ เริ่มจากจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น และกรุงเทพฯ บางส่วน เพื่อให้เกิดเมืองอัจฉริยะ EEC ตลอดจนความเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆ เช่น การอยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง และไลฟ์สไตล์

DE Minister

ขณะที่ ดร.สันติ กล่าวว่า เด็กไทยควรจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ให้มีวิธีคิดเชิงพัฒนา โดยยกระดับการสร้างเมืองนวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ อุทยานดิจิทัล ทั้งด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและด้านอื่นๆ เรามีสถาบันการศึกษาที่เข้มแข็งแล้ว ต้องคิดกรอบใหญ่และช่วยกันพัฒนา “ประเทศต้องตอกเข็มให้ได้ เราไม่สามารถถอดเข็มทิ้ง และต้องหาสูตรสำเร็จในการดำเนินงาน”

ด้านผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า งานวิจัยเป็นเรื่องจำเป็นมากต่อการส่งเสริมโครงการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล เพื่อสร้างฐานความรู้และบุคลากรสู่การรองรับอุตสาหกรรม โดยจะต้องทำให้เทคโนโลยีที่มีอยู่หรือกำลังดำเนินการอยู่กระจายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมพื้นฐานที่ประเทศไทยจะได้รับหรือคนในพื้นที่ได้ประโญชน์ รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านสังคมที่จะเกิดตามมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ

ในโอกาสนี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เยี่ยมชมพื้นที่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ รวมถึงเรือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมี ผศ. ดร.ยอดชาย เตียเปิ้น รองคณบดีฝ่ายการฝึก โครงการพิเศษ และพัฒนานวัตกรรม คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สกว. ที่ได้พัฒนาปรับปรุงเรือพลังงานแสงอาทิตย์ต้นแบบที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวทางน้ำในกรุงเทพมหานคร โดยพัฒนาจากเรือพลังงานแสงอาทิตย์ “เคยู กรีน” ซึ่งเป็นเรือต้นแบบของคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ และขณะนี้ได้ขยายผลสู่การพัฒนาเรือไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมขนส่งและบริการ ขนาด 80 ที่นั่ง เพื่อให้บริการในคลองแสนแสบ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มีเรือโดยสารประหยัดพลังงาน

เรือดังกล่าวใช้วัสดุอลูมิเนียม และแบตเตอรี่ลิเธียม ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่ประมาณ 40 นาที มีระยะเวลาใช้งาน 2 ชั่วโมง 30 นาที สามารถวิ่งไปกลับและจอดชาร์จไฟที่สถานีต้นทางหรือปลายทางได้ โดยระยะทางไปกลับตลอดคลองแสนแสบประมาณ 35 กิโลเมตร ต้นทุนการผลิตลำละ 25 ล้านบาท สามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี ขณะที่เรือนำเข้าจากต่างประเทศมีมูลค่าประมาณลำละ 40 ล้านบาท แต่ข้อจำกัดทางกายภาพที่สำคัญของคลองแสนแสบ คือ มีสะพานสูง และมีจุดแคบที่สุด 20 เมตร จึงจำเป็นต้องออกแบบเฉพาะให้เหมาะกับข้อจำกัดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรือที่พัฒนาขึ้นนี้จะช่วยลดมลพิษทางเสียงและควันพิษ รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิง 30 ตันต่อปีต่อลำ จากเรือปกติที่ใช้น้ำมัน 6 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10,800 ลิตรต่อปีต่อลำ ทำให้ประหยัดเงินได้ 3.24 แสนบาทต่อปีต่อลำ โดยรองอธิบดีกรมการท่าจะร่วมหารือกับนักวิจัยในวันที่ 4 สิงหาคมนี้

KU Green

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า จะร่วมสนับสนุนงบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาเรือไฟฟ้าดังกล่าวบางส่วน เพื่อสร้างเรือต้นแบบในเวอร์ชันแรก แต่ก็แนะนำให้นักวิจัยพัฒนาเรือในเวอร์ชัน 2-3 ต่อเนื่องไปด้วย สำหรับเรือต้นแบบนี้ต้องพิจารณาถึงผู้ใช้ประโยชน์ และวิธีการใช้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในคลองแสนแสบ ซึ่งมีหลายเจ้าที่อาจไม่เห็นด้วยเพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนสำหรับเรือใหม่จำนวนมาก แต่ก็สามารถขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานได้ แต่สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสำหรับเรือดังกล่าว คือ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้โดยสารและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองแสนแสบ ตลอดจนเป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม และสามารถพัฒนาเป็นเรือท่องเที่ยวได้ด้วย

 

สกว.ยินดีสนับสนุนงบวิจัยเรือไฟฟ้าโดยสารคลองแสนแสบ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ...

Posted by สกว. on Saturday, August 4, 2018

สกว.พร้อมหนุนกระทรวงดิจิทัลฯ สร้างกำลังคนป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ EEC ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์...

Posted by สกว. on Friday, August 3, 2018

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400