สกว. จัดกิจกรรมตามรอยบุพเพสันนิวาส ชู ‘อโยธยา4.0’ สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กระแสละครดัง “บุพเพสันนิวาส” สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ และเป็นที่จับตาของนักวิชาการไทย เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบาย “นิยมไทย” ของรัฐบาล นอกเหนือจากความบันเทิงแล้วผู้ชมยังได้เรียนรู้เรื่องราวสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งสถานที่ วัฒธรรม ภาษา และเหตุการณ์ต่างๆ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา โดยมีตัวละครสำคัญซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้จัดโครงการสื่อสัญจร “ตามรอยบุพเพสันนิวาสด้วยงานวิจัย สกว.” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย รวมถึงสร้างความตระหนักให้คนไทยเห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์และโบราณสถานสำคัญในพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนพระนครศรีอยุธยาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ และสร้างความเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนฐานความรู้ รวมทั้งเป็น “อยุธยาโมเดล” ที่จะขยายผลต่อยอดการพัฒนาไปในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

ที่ผ่านมา สกว. ได้สนับสนุนทุนวิจัยมากมายเกี่ยวกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยงานวิจัยที่โดดเด่น ได้แก่ การวิจัยและจัดทำหนังสือ “อโยธยาศรีรามเทพนครบวรทวารวดี” ซึ่งมี ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็นหัวหน้าโครงการ และชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกว. และกรมศิลปากร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการสำรวจสาเหตุของความเสียหาย เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟูโบราณสถานอันเป็นมรดกโลกของไทย

แม้พระนครศรีอยุธยาได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ที่สร้างรายได้แก่ประเทศไทยและประชาชนในพื้นที่มาต่อเนื่องยาวนาน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังขาดการศึกษาวิจัยเชิงลึกเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ การบูรณปฏิสังขรณ์ การอนุรักษ์โบราณสถาน การบริหารจัดการภูมินิเวศน์ การท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐานวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ และกำหนดนโยบาย ผ่านองค์ความรู้ ข้อมูล จากการศึกษาวิจัย ตามยุทธศาสตร์ สกว.ด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อชิงความได้เปรียบทางด้านเศรษฐกิจและสินค้าวัฒนธรรมของไทย

“กระแสละครมีประโยชน์มากต่อคนไทย เพราะช่วยกระตุ้นให้คนสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น สำหรับอโยธยาศรีรามเทพนครบวรทวารวดี ในยุค 4.0 นั้น ในโลกที่เปลี่ยนไปเป็นยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจและอุตสาหกรรม และภาคบริการ รายได้จากการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการจัดการเมือง “มรดกโลก” เกิดปัญหาหลายด้าน โดยปัญหาของไทยและนครศรีอยุธยา คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของและการดำเนินการของภาครัฐ ในขณะที่บทบาทของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน มัคคุเทศก์จะต้องที่มีความรอบรู้ ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ภาษาต่างประเทศ สื่อประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะหนังสือที่ดี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังขาดหายไปในการจัดการเมืองมรดกโลกอยุธยา คือ แหล่งเรียนรู้หรือพิพิธภัณฑ์สถานระดับโลก ศูนย์ประชุมแห่งชาติ การจัดประชุมหรือนิทรรศการนานาชาติ (MICE) และศูนย์ผลิตภัณฑ์โอท็อป” เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ระบุ

ขณะที่เวทีเสวนา “อโยธยา 4.0 สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เริ่มต้นด้วยกระแสการแต่งกายชุดไทย ซึ่ง นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ว่าเริ่มมาตั้งแต่งานอุ่นไอรักต่อเนื่องมาจนถึงละครบุพเพสันนิวาสออกอากาศ แต่นอกจากการแต่งกายแล้ว ตนอยากให้ผู้สร้างภาพยนตร์และละครใช้สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเป็นฉากในการถ่ายทำด้วย เพื่อจะได้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้คนไทยและต่างชาติรู้จักแหล่งท่องเที่ยวผ่านสื่อดังกล่าว ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมนั้นเห็นความสำคัญของงานวิจัย แต่จะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ โดยมี ‘คน’ เป็นศูนย์กลางตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ และเชื่อมั่นว่า สกว. จะช่วยเหลือให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพของคนด้วยองค์ความรู้ด้านวิชาการ ตอบสนองความต้องการของหน่วยงานรัฐให้เกิดความยั่งยืนได้

“ผมอยากได้นวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่จะรักษากระแสไว้ได้ สร้างวิธีขับเคลื่อนโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สื่อความหมายตรงตามความต้องการและเข้าถึงประชาชน เพื่อแบ่งเบาภาระการท่องเที่ยวของเมืองรอง และไม่ทิ้งใครหรือเมืองใดไว้ข้างหลัง เหล่านี้คือสิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวยั่งยืน นอกจากนี้ยังต้องมีความพร้อมด้านที่พัก อาหาร การเดินทาง การอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้วย ซึ่งจะต้องมีภาคีร่วมทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน”

เช่นเดียวกับ นางน้ำฝน บุณยะวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน ททท. ที่กล่าวถึงกระแสความสนใจของคนไทยที่มีต่อละคร ว่าเป็นแบบมาแล้วก็ไป เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้วัฒนธรรมนำกระแสจนเกิดเป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแยบยล ส่วนละครบุพเพสันนิวาสของไทย ก็นับเป็นความกล้าที่กำหนดให้นางเอกเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ไม่เรียบร้อยตามแบบฉบับนางเอกทั่วไป จึงตอบโจทย์ธรรมดาของมนุษย์เดินดินที่เป็นคนดู ตนอยากให้ใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจกับคนไทยให้เกิดความรู้สึกอยากเดินทางมาท่องเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของตัวเอง ให้คนเดินเข้ามาในอยุธยาด้วยความรู้สึกร่วมของการเป็นคนไทย มิใช่เพียงตามรอยละครเข้ามาถ่ายรูป จึงอยากให้ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนา เพื่อให้คนกลับมาหาอดีตได้ที่อยุธยา และรักษาศักดิ์ศรีของมรดกทางวัฒนธรรม ท่องเที่ยวอย่างมีวัฒนธรรม มีจิตสำนึกร่วมกัน

“ทุกหน่วยงานต้องจริงจังเพื่อปรับอยุธยาให้เป็นเมืองต้นแบบ ททท. ต้องกลับมาถามตัวเองว่าจะใช้การตลาดเป็นตัวนำต่อไปหรือไม่ ทำอย่างไรจะให้คนไทยเที่ยวไปเรียนรู้ไป เล่าเรื่องที่ถูกต้องอย่างสนุกและชาญฉลาด ถนอมและรักษาโบราณสถาน ทำให้เกิด ‘content marketing’ และเป็นบทเรียนที่เรียนรู้ได้ไม่รู้จบ ไม่ใช่โหนกระแสเพียงชั่วคราว สิ่งที่เป็นห่วงคือ ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เป็นโจทย์ยากที่ ททท. เองก็ยังหาทางออกไม่ได้ และต้องการงานวิจัยของ สกว. เพื่อจัดการปัญหาเหล่านี้ ให้อยุธยากลับมามีชีวิตอีกครั้ง”

สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในขณะนี้ น.ส.สุกัญญา เบาเนิด ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่เห็นได้ชัดคือ วัดไชยวัฒนารามจากเดิมมีนักท่องเที่ยวในวันธรรมดา 600-900 คน เพิ่มเป็น 5,000-6,000 คน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จากประมาณ 3,000 คน เพิ่มเป็น 25,000 คน ทำให้ส่งผลกระทบในหลายด้าน จึงต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ละเมิดกฎระเบียบของอุทยานฯ ในการเข้าชมโบราณสถาน เพราะเกี่ยวพันกับภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ โดยมีการจัดการมีหลายระดับตามน้ำหนักของเจตนาหรือพฤติการณ์ เช่น ตักเตือนเมื่อพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเล็กน้อย จนถึงการปรับและการจำคุก จึงใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสจัดกิจกรรมรณรงค์การแต่งกายชุดไทยเพื่อให้เกิดบรรยากาศในการเข้าชมโบราณสถานที่เหมาะสม หลังละครจบจะพยายามรักษากระแสนี้ไว้เพื่อให้คนเข้าถึง ตราบใดที่นักท่องเที่ยวสะดวกและมีความพร้อม ซึ่งในวันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ 2 เมษายน จะเป็นตัวกระตุ้นกระแสให้คงอยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง แต่ก็อยากให้คนไทยแต่งกายไทยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในโบราณสถานต่างๆ

ในส่วนของ สกว. นั้น รศ. ดร.อภิศักดิ์ ธีระวิสิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักงาน สกว. กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดทุนวิจัยมุ่งเป้าท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ล่าสุดมีโครงการวิจัยมุ่งให้เกิดการเพิ่มมูลค่า โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำ ภายใต้รูปแบบโปรแกรมแชร์ มีบารมีในการดูแลจัดการการท่องเที่ยวทั้งหมด คาดว่าจะใช้งบประมาณวิจัย 300 ล้านบาท และมีผู้จัดการนวัตกรรมที่จะนำงานวิจัยไปแปลงเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยแบบใหม่ของประเทศ ส่วนการศึกษาวิจัยและพัฒนาอยุธยาสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น อยากเห็นภาพที่มีคุณค่าและความทรงจำในการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ ความนิยมจากละครทำให้เกิดกระแสที่ดีและสามารถสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้ สกว.มีความพร้อมด้านงบประมาณที่จะสนับสนุนการวิจัยตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล อย่างไรก็ตาม ทุนของภาครัฐยังมีข้อจำกัด จำเป็นต้องมีภาคีจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ กำหนดโจทย์วิจัยให้ชัดเจนและหาคำตอบเพื่อนำไปใช้ได้จริง

ด้าน ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ นักวิจัยผู้รับทุน สกว. ให้ความเห็นว่าอยุธยามีความสำคัญในฐานะราชธานีของดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเป็นหนึ่งในสามของมรดกโลกทางวัฒนธรรมในประเทศไทย จึงมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์โลกในภาพรวม งานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว. สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความสำคัญในระดับนานาชาติไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย เอกสารเกี่ยวกับอยุธยามีจำนวนมากพอสมควรจากต่างชาติ เช่น พ่อค้าจีน ชาวตะวันตก รวมถึงเอกสารท้องถิ่น เช่น พงศาวดารต่าง ๆ ที่นักวิจัยนำมาศึกษาและสอบเทียบกับเอกสารอื่นๆ เพื่อดูความสัมพันธ์เชื่อมโยงประติดประต่อภาพของเรื่องราวในอดีตที่เป็นภาพสะท้อนในด้านต่าง ๆ ที่ต้องทำความเข้าใจในแต่ละบริบท

“การมองอยุธยาจำเป็นต้องมองอย่างสหวิทยาการ เพราะมีหลากมิติ ขณะที่การศึกษาวิจัยในอนาคตจะต้องดำเนินการทั้งด้านการบริหารจัดการ การจัดผังเมือง การสร้างภาพลักษณ์ของเมือง การขยายผลต่อยอดต้องบูรณาการวิจัยในองค์รวม จะศึกษาแยกส่วนไม่ได้ เพื่อให้อยุธยาเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และสามารถเป็นเมืองสำรองของกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวได้”

ขณะที่การติดตามความก้าวหน้าของชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการสำรวจสาเหตุของความเสียหาย อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟูโบราณสถานอันเป็นมรดกโลกของไทยนั้น รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า หลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ทำให้กรมศิลป์ตระหนักถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านวิชาการมากขึ้น เนื่องจากมีการเสื่อมสลายและผลกระทบภายในองค์เจดีย์จากความชื้นสะสมและแรงดันน้ำด้านใน ประกอบกับได้รับคำติติงจากยูเนสโกถึงการขาดความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยร่วมกันในหลายมิติ เช่น วิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสำรวจการทรุดตัวของโบราณสถาน และเร่งรัดฟื้นฟูความเสียหาย ประกอบกับพื้นที่มรดกโลกเป็นดินอ่อนทำให้ยิ่งมีความเสี่ยงในการบูรณะซ่อมแซม และเป็นโมเดลนำร่องในการบูรณะพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เพราะมีการเอียงตัวของเจดีย์ในหลายแห่ง ซึ่งต้องสำรวจความเสียหายอย่างต่อเนื่องและแม่นยำโดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีของนักวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว.

“สิ่งจำเป็นในการสนับสนุนการบูรณะโบราณสถาน จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง กระบวนการซ่อมแซม มิฉะนั้นจะถูกตำหนิจากนักวิชาการและทำให้กรมศิลปากรกลายเป็นจำเลยว่าเป็นผู้ทำให้มรดกชาติเสียหาย จึงกลายเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและ สกว. อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึงเป็นแนวทางให้กรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรมจัดหาเครื่องมือที่ทันสมัยและเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจทำงานเพื่อให้ได้งานวิจัยที่ตอบสนองโจทย์ของกรมศิลปากร ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และประเมินระยะเวลาในการทำงานได้”

ขณะที่ รศ. ดร.นคร ภู่วโรดม หัวหน้าชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” สกว. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโบราณสถานอันเป็นมรดกโลก กระทบต่อจิตใจของพุทธศาสนิกชนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และข้อสังเกตจากนักวิจัยอาวุโสชาวญี่ปุ่นถึงการชำรุดทรุดโทรมของโบราณสถานในพระนครศรีอยุธยา เป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการทำวิจัยนี้ เพราะหน้าที่อนุรักษ์โบราณสถานสำคัญเป็นของทุกคนในชาติที่จะต้องช่วยกันดูแล ซึ่งอุปสรรคสำคัญในการฟื้นฟู คือ การขาดข้อมูลของโบราณสถานทั้งด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมถึงขาดบุคลากรในหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ งบประมาณ และเทคโนโลยี ทั้งนี้ยูเนสโกได้ให้คำแนะนำว่าควรจัดให้มีการฝึกอบรมช่างฝีมือเพื่อพัฒนาทักษะด้านงานอนุรักษ์ และการดำเนินงานต้องอยู่บนหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ผสานกับการใช้วัสดุ และทักษะตามแบบเดิม ตลอดจนการจัดทำแผนอย่างละเอียดโดยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

ฐานข้อมูลทางวิศวกรรมของโบราณสถานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในด้านการวิเคราะห์ ประเมินและติดตามสภาพโบราณสถานเพื่อการอนุรักษ์ รศ. ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หัวหน้าโครงการย่อยของงานวิจัยนี้จึงตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวอย่างฐานข้อมูลดิจิตอลทางด้านวิศวกรรมของโบราณสถานของไทย โดยฐานข้อมูลจะครอบคลุมข้อมูลทางพิกัดและมิติต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์โครงสร้าง ข้อมูลคุณสมบัติทางกลและความทนทานของวัสดุ รวมถึงศึกษาแนวทางการประเมินและติดตามสภาพโบราณสถานและเทคนิคการทดสอบแบบไม่ทำลาย โดยงานวิจัยส่วนต่างๆ ประกอบด้วย

  1. การศึกษารวบรวมข้อมูลพิกัดและมิติค่าจริงตามความทรุดเอียงของโบราณสถานตัวอย่าง ประกอบด้วย ขนาดมิติ และการเอียงตัวในสภาพจริง เพื่อนำไปใช้ในการสร้างแบบจำลองเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และประเมิน รวมถึงติดตามสภาพโครงสร้างโบราณสถานในระยะยาวได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยการสแกนวัตถุด้วยเลเซอร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลสภาพจริงของโบราณสถาน เก็บค่าตำแหน่งต่าง ๆ บนพื้นผิวของวัตถุในรูปแบบพิกัด 3 มิติ และนำมาสร้างเป็นรูปภาพหรือแบบจำลองของวัตถุเสมือนจริง ที่สามารถบ่งบอกขนาดและรูปทรงของวัตถุได้อย่างแม่นยำเมื่อสแกนโบราณสถานเดียวกันอีกครั้งในอนาคต และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับผลการสแกนก่อนหน้า จะทำให้สามารถทราบถึงสภาพหรือลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปได้
  2. การศึกษาคุณสมบัติของวัสดุโบราณ ที่มีลักษณะแตกต่างจากวัสดุก่อสร้างในปัจจุบัน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากการทดสอบวัสดุเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกลของอิฐและปูนที่ใช้ในการก่อสร้างโบราณสถาน เพื่อวิเคราะห์และประเมินเสถียรภาพโครงสร้าง รวมถึงนำไปเป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการเลือกวัสดุซ่อมแซมที่มีสภาพใกล้เคียงกับวัสดุโบราณได้ ทั้งนี้วัสดุโบราณมีสูตรต่าง ๆ ในการผสมที่มีความข้นเหลวต่างกัน ทำให้การคุมคุณสมบัติของวัสดุเป็นไปได้ยาก คณะวิจัยจึงได้ทดลองผสมกับวัสดุ เช่น เถ้าแกลบ ซึ่งจะช่วยให้คงตัวได้เร็วขึ้น โดยที่ยังมีคุณสมบัติด้านรูพรุนไปแตกต่างจากวัสดุเดิม
  3. การศึกษาแนวทางการหาทดสอบคุณสมบัติวัสดุโบราณในสภาพหน้างานจริง โดยใช้วิธีการตรวจสภาพแบบไม่ทำลายด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับเทียบค่าที่เหมาะสม ผ่านการทดสอบทั้งจากหน้างานจริงและในห้องปฏิบัติการ

ผศ. ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล นักวิจัยโครงการย่อยจาก มจธ. ได้สาธิตการใช้เครื่องมือเก็บภาพ 3 มิติ และชี้จุดปักหมุดบริเวณรอบพระปรางค์ด้านนอกของวัดไชยวัฒนาราม เพื่อใช้เป็นพิกัดในการติดตั้งกล้องบันทึกภาพ พร้อมกับกล่าวถึงการทำงานเพื่อทดสอบวัสดุว่ามีทั้งแบบก้อนตัวอย่างจากวัสดุที่หลุดร่อน และใช้เครื่องมือประเมินกำลังของอิฐและปูนก่อ รวมถึงการวัดค่าความชื้น การเปรียบเทียบตำแหน่งจากภาพถ่าย เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างเชิงลึก สร้างสมการ การประเมินโครงสร้างอย่างง่าย รวมถึงความปลอดภัยและระยะเวลาในการบูรณะ ซึ่งนอกจากวัดไชยวัฒนารามแล้ว ยังได้ใช้เครื่องมือเลเซอร์สแกนเก็บภาพสัณฐานเดิมและส่งข้อมูลให้กรมศิลปากรในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น โรงราชรถ พระที่นั่งอนันตสมาคม วัดถ้ำพระโพธิสัตว์ จ.สระบุรี วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งการทำงานร่วมกับกรมศิลปากรทำให้เข้าใจนัยยะของการอนุรักษ์ที่มีมิติค่อนข้างสำคัญ ทั้งในเรื่องการทำงานโดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์

สำหรับ การสร้างแบบจำลอง 3 มิติจากภาพถ่ายด้วยโดรนนั้น ดร.กฤษฎา ไชยสาร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าโดรนสามารถเก็บข้อมูลในจุดที่คนเข้าไม่ถึงได้ซึ่งทำให้แบบจำลองสามมิติมีความสมบูรณ์และมีความละเอียดมากขึ้น ภาพที่เก็บได้จะนำมาใช้ในการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถลบผู้คนและต้นไม้ออกไป ให้เหลือแต่โครงสร้างที่ต้องการ เพื่อทำให้แบบจำลองมีความถูกต้องและสมจริงมากขึ้น จากนั้นแบบจำลอง 3 มิตินี้จะถูกนำมาใช้ในการศึกษาลักษณะรูปทรงของโบราณสถาน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ความแข็งแรงของโบราณสถานในการต้านแรงลม น้ำหนัก หรือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหว เพื่อตรวจสอบว่าจุดใดมีความเสี่ยง หรือนำมาหาความเอียงของเจดีย์ หรือสามารถตรวจสอบรอยร้าวหรือความเสียหายจากแบบจำลอง 3 มิติได้

ด้าน ผศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ประยุกต์ใช้การสำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานและการขุดค้นทางโบราณคดี โดยใช้ “เครื่องมือธรณีเรดาร์” (GPR Ground Penetratng Radar) ตรวจสอบโครงสร้างของโบราณสถานใต้พื้นดินและบริเวณโดยรอบที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของโบราณสถาน รวมถึงสำรวจพื้นที่ทั้งหมดในบริเวณรอบพระราชวังโบราณและอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ทางประวัติศาสตร์และซากโบราณสถานใต้ผิวดิน เพื่อนสนับสนุนการขุดค้นศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณสถานสถาน ตลอดจนใช้เป็นการวิจัยต้นแบบของการพัฒนาการใช้องค์ความรู้และเทคนิคสำรวจเพื่อช่วยบูรณะโบราณสถานและการขุดค้นทางประวัติศาสตร์ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานฟื้นฟูประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งคณะวิจัยได้อาศัยการส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรับสัญญาณการสะท้อนกลับใต้พื้นดิน ข้อดีของการสำรวจนี้คือ ไม่ทำลายโครงสร้างพื้นผิวของวัตถุ ข้อมูลที่ได้มีความละเอียดสูง และสามารถสำรวจได้ในระดับลึก อีกทั้งตรวจจับวัตถุ การเปลี่ยนแปลงไปของวัสดุและการทรุดที่ทำให้เกิดโพรงได้

ผลงานวิจัยของ สกว. จากชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” จึงเป็นตัวอย่างของการต่อยอดใช้ประโยชน์ ในการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานอันเป็นมรดกโลกด้วยวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ของงานวิจัยอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับงานวิจัย “อโยธยาศรีรามเทพนครบวรทวารวดี” ที่รอคอยการต่อยอดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และหวังว่าหากเราคนไทยทุกคนช่วยกันอนุรักษ์และบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมให้เกิดความสมบูรณ์ของโบราณสถาน ก็จะช่วยยังผลในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสืบไป

 

กรมศิลปากร ใช้เทคโนโลยีในอนาคตอนุรักษ์โบราณสถาน . จากกระแสละคร บุพเพสันนิวาส ทำให้โบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่วัดไชยวัฒนาราม ซึ่งทางกรมศิลปากร และ สกว.ได้ร่วมกันจัดโครงการอนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานด้วยหลักวิศวกรรม โดยนำเทคโนโลยีเก็บภาพสามมิติ มาใช้ สำหรับเป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์และวางแผนการอนุรักษ์โบราณสถานในอนาคต

Posted by ข่าว3มิติ on Sunday, April 1, 2018

การสำรวจธรณีฟิสิกส์โดยใช้เครื่องมือธรณีเรดาร์ (GPR Ground Penetratng Radar) เพื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานและการขุดค้นทางโบราณคดี ณ วัดไชยวัฒนาราม โดย ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการสนับสนุนของ สกว. และกรมศิลปากร

Posted by สกว. on Saturday, March 31, 2018

การใช้โดรนเก็บภาพบริเวณรอบวัฒไชยวัฒนาราม เพื่อสร้างแบบจำลองสามมิติ โดย ดร.กฤษฎา ไชยสาร นักวิจัยจากคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. และกรมศิลปากร

Posted by สกว. on Saturday, March 31, 2018

ปริศนาใต้พื้นดินวัดไชยวัฒนารามที่รอการค้นพบ หลังการสำรวจของนักวิจัยธรณีฟิสิกส์ในการฟื้นฟูโบราณสถาน โดยความร่วมมือของ สกว. และ กรมศิลปากร #ชุดโครงการอนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม

Posted by สกว. on Saturday, March 31, 2018

อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม ภายใต้ความร่วมือ สกว.-กรมศิลปากร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)...

Posted by สกว. on Saturday, March 31, 2018

สกว.จัดกิจกรรมตามรอยบุพเพสันนิวาส ดัน‘อโยธยา4.0’สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ...

Posted by สกว. on Saturday, March 31, 2018

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400