รองนายกตรวจการบ้านท่องเที่ยว สกว. ชี้ข้อมูลวิจัยมีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อน

สกว. นำทีมรายงานผลการวิจัยด้านการท่องเที่ยวในรอบ 4 เดือน แก่รองนายกรัฐมนตรี เผยต้องพัฒนา การจัดการท่องเที่ยวเรือสำราญ อย่างเร่งด่วน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศในการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับตลาดแรงงานของประเทศ และจัดทำดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับจังหวัดเพื่อจัดสรรงบประมาณการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานให้เหมาะสม ขณะที่รองนายกฯ พอใจผลงาน ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ นักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้นในรอบ 4 เดือน ของโครงการวิจัยตามกรอบ MOU 3 หน่วยงาน ระหว่าง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ สกว. รวมถึงผลดัชนีชี้วัดศักยภาพระดับจังหวัด

ดร.ไพฑูรย์ มนต์พานทอง จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลการศึกษาในแผนงาน “การศึกษาประเด็นเร่งด่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญของประเทศไทย” ว่าการท่องเที่ยวเรือสำราญของภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยสายการเดินเรือเจาะกลุ่มตลาดเป้าหมาย คือ วัยทำงานและครอบครัว เน้นเส้นทางการเดินเรือระยะสั้นประมาณ 3-5 วัน หากพิจารณาจำนวนเรือสำราญที่แวะพักท่าเรือต่างๆ ของประเทศไทยปี 2558-2559 ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือเกาะสมุย มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ท่าเรือภูเก็ตซึ่งเคยเป็นท่าเรือที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ของเอเชียกลับมีจำนวนเรือสำราญแวะพักลดลง นอกจากนี้งานวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวเรือสำราญถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ เนื่องจากมีการใช้จ่ายระหว่างท่องเที่ยวในท่าเรือของประเทศไทยถึง 6,174.11 บาท ต่อคนต่อวัน

กล่าวได้ว่าศักยภาพของการจัดการการท่องเที่ยวเรือสำราญของประเทศไทยในภาพรวม ยังมีข้อจำกัดและต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคของท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ทั้งบริเวณท่าเรือและการขนส่งสาธารณะ องค์ความรู้ ทักษะในการจัดการ นโยบายการพัฒนา ความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมไปถึงกฎระเบียบบางอย่างที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อไป

ในส่วนของแผนงาน “การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านทุนมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทย” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนและก้าวข้ามปัญหาภาพลักษณ์การเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกไปสู่การบริการมูลค่าสูง ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระบุว่าโดยภาพรวมบุคลากรทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยมีจุดอ่อน คือ ทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ ทัศนคติเชิงบวก ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ฉับไวในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงคุณภาพการบริการยังไม่ได้มาตรฐานสากล ความเหลื่อมล้ำด้านค่าตอบแทน เป็นต้น ขณะที่อุปสรรคสำคัญคือสถานประกอบการต่าง ๆ รับพนักงานต่างชาติเข้ามาแทนที่แรงงานไทยมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ขยันสู้งานและภาษาดีกว่าแรงงานไทย รวมถึงประเด็นภาพลักษณ์ความไม่มั่นคงในอาชีพบริการ

ทั้งนี้ผู้ประกอบการใน 4 ธุรกิจหลัก คือ อาหารและภัตตาคาร ที่พัก สุขภาพและ สปา การท่องเที่ยวและการเดินทาง เห็นร่วมกันว่าควรมีการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการเพื่อรองรับตลาดแรงงานของประเทศ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันหล่อหลอมบุคลากรให้มีความโดดเด่นบนพื้นฐานวิถีความเป็นไทย เพื่อสร้างมาตรฐานสากลที่นานาชาติยอมรับสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ภายใต้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data & AI) ที่สามารถวางแผนกำลังคนตามยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างแม่นยำ โดยจัดทำฐานข้อมูลแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ที่มีความเป็นเลิศ เครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศฯ และการพัฒนาหลักสูตร ที่เชื่อมต่อกับระบบการพัฒนาทักษะวิชาชีพทางการท่องเที่ยวและระบบบูรณาการธนาคารหน่วยกิต และเชื่อมโยงการบริหารจัดการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ทางการท่องเที่ยวและบริการในประเทศไทยให้สอดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งการแก้ไขปัญหาแรงงานนอกระบบนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและแรงงาน อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคมในที่สุด รวมถึงความร่วมมือของเครือข่ายในการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพสูงสู่ตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับเป็นแนวทางการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศในการพัฒนาทุนมนุษย์ทางการท่องเที่ยวและบริการในประเทศไทยต่อไป

ด้าน ศ. ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด จากมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ นำเสนอ “ผลดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับจังหวัด” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. ที่ได้ศึกษาโดยล้อตามดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ (TTCI) ของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) โดยพัฒนาดัชนีย่อย 2 ด้าน คือ ดัชนีผู้มาเยือน (ด้านอุปสงค์) และดัชนีเจ้าบ้าน (ด้านอุปทาน) เพื่อให้ได้ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับจังหวัดซึ่งแสดงความพร้อมระดับพื้นที่

ผลการจัดลำดับซึ่งไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร พบว่า จังหวัดที่มีคะแนนในภาพรวมคือมีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับจังหวัดสูงสุด 10 ลำดับแรก ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ สงขลา นครราชสีมา พังงา ประจวบคีรีขันธ์ และ สมุทรปราการ ดัชนีผู้มาเยือนและดัชนีเจ้าบ้านชี้ให้เห็นว่าจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงแต่จะมีศักยภาพในการรองรับด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และด้านสุขภาพอนามัยค่อนข้างต่ำ ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดชลบุรีมีคะแนนดัชนีผู้มาเยือนสูงเป็นลำดับที่ 2 แต่มีคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในลำดับที่ 72 ด้านความปลอดภัยอยู่ในลำดับ 66 จังหวัดเชียงใหม่มีคะแนนดัชนีผู้มาเยือนสูงเป็นลำดับที่ 3 แต่มีคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในลำดับที่ 70 ด้านความปลอดภัยอยู่ในลำดับ 51 จังหวัดพังงามีคะแนนดัชนีผู้มาเยือนสูงเป็นลำดับที่ 6 แต่มีคะแนนความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน (ด้านน้ำประปาและจำนวนธนาคาร) เป็นลำดับที่ 46 ด้านความปลอดภัยอยู่ในลำดับ 69 เป็นต้น

นอกจากข้อมูลดัชนีชี้วัดศักยภาพระดับจังหวัดจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยวระดับจังหวัดแล้ว ยังใช้เพื่อจัดสรรงบประมาณการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานให้เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ ในภาคเอกชนเองก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการพิจารณาลงทุนด้านการท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปเป็นเครื่องมือชี้นำการเฝ้าระวังทางด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ด้วย

พล.อ.ธนะศักดิ์ เผยภายหลังการนำเสนอผลงานวิจัยของ สกว. ว่าในวันนี้เป็นการตรวจการบ้านครั้งแรก ซึ่งได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก รัฐบาลมั่นใจว่าการท่องเที่ยวพัฒนาไปได้ถูกทางแล้ว เพราะความร่วมมือกันของประชาชน เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราจะต้องทำให้ประชาชนในท้องถิ่นเห็นถึงความสำคัญของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ชักจูงใจให้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวของท้องถิ่นตนให้เข็มแข็งและยั่งยืน ท้องถิ่นใดที่ยังไม่เข้มแข็งก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องช่วยประคองไป รวมทั้งความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่สำคัญคือเป็นการนำตำรามาผนวกกับการปฏิบัติจริง ซึ่ง สกว. จะดำเนินการปรับปรุงงานวิจัยตามข้อเสนอแนะและกลับมารายงานผลอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2561


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400