รองนายกฯ “วิษณุ” ย้ำชัด ฐานการปฏิรูปประเทศไทยต้องใช้การวิจัยเข้าช่วย

ปัจจุบันประเทศไทยขาดกลไกที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักในมิติต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงขาดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เท่าทันกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการทบทวนบทเรียนของการพัฒนา และสร้างองค์ความรู้เพื่อปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าและหลุดพ้นจากกับดักดังกล่าวที่กำลังประสบอยู่อย่างจริงจัง

ในเวทีมหกรรมวิชาการเพื่อการปฏิรูปที่จัดโดย คณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อบป.) ภายใต้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ (ปยป.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษ “การปฏิรูปเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ว่าการปฏิรูปประเทศต้องยึดหลัก 3P คือ

  1. Purpose คือ การตั้งวัตถุประสงค์งให้ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนทำไม เปลี่ยนเพื่อเดินไปสู่เส้นทางอะไร
  2. Process คือ การปฏิรูปต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน
  3. Participation คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน

ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม กฎหมาย ไม่มีทางสำเร็จถ้าขาดการรับรู้ความเข้าใจ ความร่วมมือ และการยอมรับ เพราะการปฏิรูปทุกชนิดคือการสวนทางความเคยชิน การปฏิรูปจึงต้องสร้างความรับรู้ความเข้าใจทั้ง 3 ฝ่ายนี้ให้ได้ ทั้งนี้การปฏิรูปมีอุปสรรคมาก สิ่งที่ต้องพยายามทำให้ได้คือทัศนคติของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะยินยอมพร้อมใจ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเปลี่ยน โดยแท้ที่จริงแล้วในสมัย ร.5 ท่านส่งตรัสถึงการปฏิรูปประเทศโดยเลือกใช้คำว่า “Government Reform” ที่ไม่ใช่หมายถึงการปฏิรูปรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่หมายถึงการปฏิรูปกฎระเบียบและการบริหารราชการ ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้ต้องไปสู่จุดนั้นให้ได้ เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนส่วนอื่นๆทั้งหมด และ “เวทีวันนี้คือส่วนหนึ่งในขั้นตอนของการปฏิรูปที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมนั่น หรือ Participation นั่นเอง การปฏิรูปไม่ได้เกิดจากความฝัน แต่ต้องมีข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน ส่วนนี้คือส่วนที่เป็น Process ต้องมีการวิจัย สร้างนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการค้นพบอะไรบางอย่าง การวิจัยจะทำให้ค้นพบวิธีการที่ดีและเหมาะสมเพื่อให้การปฏิรูปบบรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้” โดยในวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะตามรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ซึ่งมีวาระในการทำงาน 5 ปี ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า กรอบเวลาของการปฏิรูป คณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะจะต้องส่งแผนงานให้รัฐบาล เพื่อเห็นชอบเบื้องต้น จากนั้นหากต้องการจะแก้ไขกฎหมายปฏิรูป ต้องนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม อบป. จะมีการประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400