สกว. คว้า 2 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นปี 61 เน้นย้ำสร้างงานวิจัย “เข้าเป้า ตอบโจทย์ ใช้ประโยชน์ได้จริง”

ผู้อำนวยการ สกว. พร้อมคณะผู้บริหาร เข้ารับ 2 รางวัล ได้แก่ "ทุนหมุนเวียนเกียรติยศ" และ "รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น" ประจำปี 2561 เน้นย้ำการสนันสนุนงานวิจัย “เข้าเป้า ตอบโจทย์ ใช้ประโยชน์ได้จริง”

วันที่ 9 สิงหาคม 2561 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2561 “ทุนหมุนเวียน 4.0” เชื่อมโยงรัฐกับประชาชน สู่ไทยนิยมอย่างยั่งยืน ที่จัดขึ้นโดยกรมบัญชีกลาง ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี  เพื่อเป็นเกียรติแก่หน่วยงานที่บริหารจัดการทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลดีที่ดีตามวัตถุประสงค์ของแต่ละทุน โอกาสนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้รับ 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศ และ รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2561 โดยมี ศาสตราจารย์ นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. ขึ้นรับมอบ ซึ่งถือเป็นปีที่ 7 ของการรับรางวัลนี้

โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับกองทุนหมุนเวียนทุกทุนที่ได้รับรางวัลว่า “หวังว่ารางวัลที่ได้รับจะสร้างความภาคภูมิใจ ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้บริหารและพนักงานในกองทุนของท่าน ประเด็นด้านกองทุนหมุนเวียนนอกจากนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องเพิ่มคือ การสนับสนุนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา ที่ควรมีความสอดคล้องกับกองทุนของรัฐบาล ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วางแนวทางไว้  โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาที่มีเป้าหมายชัดเจน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม  พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งทำให้ประเทศหลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลาง”

ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งและรู้สึกได้รับเกียรติสูงสุดในการรับรางวัลครั้งนี้ เพราะ สกว.เป็นหน่วยงานแรกที่ได้รับรางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศที่มีการบริหารจัดการที่ดีและมีผลการดำเนินงานในระดับดีเด่นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และถือโอกาสนี้ขอบคุณคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย ตลอดจนผู้บริหาร พนักงาน ภาคีเครือข่าย และนักวิจัยทุกระดับ รวมทั้งผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ที่มีส่วนร่วมในการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ จนทำให้เราได้รับรางวัลที่น่าภาคภูมิใจ

“ในภาพใหญ่เราได้สร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันใน สกว. ทำให้ทุกคนในองค์กรช่วยระดมสมองและร่างแผนยุทธศาสตร์ด้วยกัน ส่วนในทางปฏิบัติได้มีการบริหารงานโดยสร้างความร่วมมือกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อหวังสร้างผลกระทบที่ทำให้เกิดการพัฒนาประเทศ เป็นจุดร่วมในการทำประโยชน์ให้กับประเทศได้เติบโตก้าวหน้า นอกจากนี้เรายังมีการติดตาม KPI ทุกเดือนร่วมกันในการประชุมผู้บริหารโดยใช้ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามาถติดตามรายละเอียดและแก้ไขปัญหาโครงการล่าช้าได้ทันสถานการณ์ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าทุกองคาพยพของ สกว. ล้วนมีส่วนร่วมในการทำงานอย่างต่อเนื่องจนบรรลุผลสำเร็จและสร้างผลงานได้ทันท่วงที”

ทั้งนี้ สกว. ในฐานะหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจในการบริหารจัดการทุนวิจัยของประเทศ หลายมิติทั้งงานวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ครอบคลุมทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาบุคลากรวิจัย ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวบ้าน ที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และพร้อมดำเนินการ เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรวิจัยของประเทศ และนำความรู้จากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ดังนี้

  1. การบริหารจัดการทุนวิจัยภายใต้กรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Research Issue : SRI) จำนวน 12 ประเด็น ที่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อาทิ ความเหลื่อมล้ำ สังคมสูงวัย และการศึกษา ฯลฯ
  2. การบริหารจัดการทุนวิจัยมุ่งเป้า (Targeted Research Issues : TRI) ที่ได้รับมอบหมายจาก เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน อาทิ โลจิสติกส์และโซ่อุปาทาน การบริหารจัดการการท่องเที่ยว ยางพารา และอ้อย น้ำตาล ฯลฯ
  3. พัฒนารูปแบบ และระบบสนับสนุนแผนงานวิจัย (TRF Flagship Research Program : TRP) ที่บูรณาการสนับสนุนทุนวิจัยข้ามศาสตร์ ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายของ สกว. มุ่งให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศ  อาทิ การสร้างคุณค่าการท่องเที่ยวไทย และการพัฒนาเยาวชนสู่พลเมืองคุณภาพสูง  ฯลฯ
  4. พัฒนากลไกการบริหารจัดการทุนวิจัยกลุ่มวิจัยพื้นฐานและวิชาการ เพื่อการพัฒนากำลังคนได้ตรงกับความต้องการของประเทศ และสามารถนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น อาทิ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) นับตั้งแต่ปี 2539 – ปัจจุบัน ผลิตนักศึกษาปริญญาเอกจำนวน 3,289 คน
  5. พัฒนาระบบการสนับสนุนทุนวิจัยด้านอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง S-curve และ New S-curve โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทั้งในเรื่องการรับโจทย์ การร่วมสนับสนุนทุนวิจัย และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
  6. พัฒนาระบบสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ทั้งในมิติชุมชนท้องถิ่น และมิติเครือข่าย จังหวัด และภูมิภาค โดยปี 2561 ได้กำหนดให้เมืองเป็นหน่วยในการวิเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนพื้นที่ โดยมีสถาบันการศึกษาและภาคประชาสังคมในพื้นที่ มาร่วมเป็นกลไกการขับเคลื่อน
  7. การขยายภาคีเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาประเทศสู่นานาชาติ  ปัจจุบัน สกว. ได้พัฒนาความ ร่วมมือด้านการวิจัยกับต่างประเทศ ผ่านการผลักดันทั้งในระดับหน่วยงานและระดับนักวิจัย โดยระดับหน่วยงานนั้น สกว. ได้พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรวิจัยนานาชาติจำนวนมาก อาทิ British Council, Royal Academy of Engineering, Medical Research Council, Royal Society, British Academy, Research Council UK, Natural Environment Research Council ประเทศสหราชอาณาจักร Chinese Academy of Sciences (CAS) และ National Natural Science Foundation (NSFC) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

อนึ่งนอกจากนี้ภายในงาน สกว. ยังได้ร่วมจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ทุนวิจัย สกว. ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์น้ำและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เพื่อถ่ายทอดข้อมูลงานวิจัยเรื่องน้ำที่ให้การสนับสนุนมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี โดย รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. ร่วมนำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ข้อมูลว่า

จากยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี ที่มีวิสัยทัศน์คือ ประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เป็น 1 ในยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สกว.จึงสนับสนุนทุนวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกว่า 20 ปี ให้ครอบคลุมยุทธศาสตร์ ทั้ง 6 ด้าน คือ

  1. น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
  2. ความมั่นคงของน้ำ
  3. การป้องกันน้ำท่วมและอุทกภัย
  4. การบริหารจัดการน้ำ
  5. การจัดการคุณภาพน้ำ และ
  6. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ

โดยกรอบการวิจัยจะเน้นใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม มีการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม โดยงานวิจัยจะครอบคลุม 4 ระดับ คือ ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และภาคนโยบาย ระดับชุมชน เช่น ชาวบ้านบ้านผาสุข อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ได้ร่วมกันกำหนดกติกาชุมชนลดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการน้ำระดับท้องถิ่น เกษตรกรในพื้นที่บ้านก้างปลา อ.ด่านซ้าย จ.เลย ร่วมใจพลิกฟื้นคืนผืนป่า แก้ปัญหาเขาหัวโล้น หันมาปลูกพืชผักปลอดสารผลิตภัณฑ์การเกษตรมาตรฐานด่านซ้ายกรีนเน็ต ระดับจังหวัด ที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม มีการสร้างโมเดลการจัดการน้ำชุมชนเมืองสามน้ำต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับชุมชน ตำบลอำเภอ และจังหวัด ระดับนโยบาย เกิดแนวคิดการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือความเสี่ยงใหม่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งเชิงนโยบายสาธารณะ และวิชาการรวมถึงมีส่วนผลักดันให้เกิดข้อกำหนดในร่าง พ.ร.บ.น้ำ ปัจจุบัน สกว. กำลังจัดทำ Roadmap แผนที่นำทางการวิจัยเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานการบริหารจัดการน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ ร่วมงานกับภาคีเครือข่ายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

 

สกว.คว้า 2 รางวัล ทุนหมุนเวียนดีเด่นปี 61 เน้นย้ำสร้างงานวิจัย “เข้าเป้า ตอบโจทย์ ใช้ประโยชน์ได้จริง” ผู้อำนวยการ...

Posted by สกว. on Thursday, August 9, 2018

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400