สกว. โชว์ 3 ผลิตภัณฑ์หวังเอกชนต่อยอด

สกว.นำ 3 งานวิจัยเด่นด้านชีววิทยาศาสตร์โชว์ภาคเอกชน ในงาน Promoting I with I หวังผู้ประกอบการและนักลงทุนนำไปขยายผลต่อยอดสู่พาณิชย์เพื่อใช้ประโยชน์จริง ทั้งผลิตภัณฑ์ถนอมผิวจากไลโคปีน เฝือกจากยางธรรมชาติ และสารสกัดพริกไทยดำสู่เภสัชภัณ์ฑรักษาอุจจาระร่วง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในโครงการส่งเสริมนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ด้วยการลงทุน ปีที่ 2 ประจำปี 2561 “Promoting I with I” ซึ่งจัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ผนึกพลังส่งเสริมชีววิทยาศาสตร์ ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพไทย (ไทยไบโอ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยมีนักลงทุนร่วมรับฟังเพื่อต่อยอดใช้ประโยชน์จากงานวิจัยต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต

นักวิจัยผู้รับทุน สกว. ที่ร่วมนำเสนอต่อผู้ประกอบการในปีนี้ประกอบด้วย “เภสัชภัณฑ์จากพริกไทยดำรักษาอุจจาระร่วง” โดย รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย เหมือนประสาท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะ ซึ่งพัฒนาวิธีการเตรียมสารสกัดจากพริกไทยดำที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ กระบวนการไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการผลิต ขยายผลในระดับอุตสาหกรรมได้ และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นประมาณ 50 เท่า โดยนักวิจัยต้องการพัฒนาให้เป็นเภสัชภัณฑ์ผงน้ำเกลือแร่ผสมสารสกัดจากพริกไทยดำที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาผู้ป่วยที่เกิดโรคอุจจาระร่วงฉับพลัน และนำไปประยุกต์ใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน “เฝือกสำหรับแขนและขาจากยางธรรมชาติ” โดย รศ. นพ.นิยม ละออปักษิณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มีน้ำหนักเบา อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งานกับผู้ป่วยที่กระดูกหักและเคลื่อนบริเวณเท้า และบางกรณีสำหรับผู้ป่วยที่พักฟื้นจากการได้รับบาดเจ็บที่เท้า เมื่อออกจากโรงพยาบาล และ “อนุภาคนาโนไลโคปีนเพื่อการถนอมผิว” โดย รศ. ดร.ศิริพร โอโกโนกิ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รศ. ดร.ศิริพรเปิดเผยว่า ไลโคปีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งที่ละลายได้ดีในไขมัน สกัดได้จากผักและผลไม้โดยเฉพาะในมะเขือเทศ ซึ่งมีรายงานว่าไลโคปีนข่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ รวมถึงผิวหนัง และยังช่วยชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง อีกทั้งยังมีผลการวิจัยทางการแพทย์ที่ระบุว่าเมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณไลโคปีนในร่างกายจะลดลง ส่งผลให้มีโอกาสในการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น มะเร็ง และริ้วรอยก่อนวัย ดังนั้นจึงควรเสริมไลโคปีนให้แก่ร่างกาย แต่เนื่องจากโครงสร้างทางเคมีของไลโคปีนมีพันธะคู่เป็นจำนวนมากจึงทำให้ความคงตัวทางเคมีต่ำ และยังขาดงานวิจัยเพื่อพัฒนาหาตำรับที่เหมาะสมในการเพิ่มความคงตัวทางเคมีและนำส่งสิ่งออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพสูงทางเภสัชวิทยาของสารดังกล่าว

ทั้งนี้มีรายงานเรื่องการประยุกต์ใช้อิมัลชันแบบดั้งเดิม ไลโปโซม และพอลิเมอริกไมเซลล์ เพื่อเสริมความคงตัวให้มีสารออกฤทธิ์ แต่พบปัญหา เช่น ต้องสั่งซื้อสารตั้งต้นราคาแพงจากต่างประเทศ และอิมัลชันแบบดั้งเดิมไม่มีความคงตัว แยกชั้นได้ง่าย ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่น่าใช้ แม้วิธีเตรียมจะไม่ยุ่งยาก ดังนั้นนักวิจัยจึงได้พัฒนาระบบนาโนไขแข็งซึ่งเป็นระบบใหม่ที่อาศัยหลักการของอิมัลชัน แต่หยดน้ำมันกลายเป็นของแข็งทำให้มีความคงสภาพมากขึ้น และผลิตภัณฑ์ไม่เกิดการแยกชั้น แต่มีข้อเสียคือไลโคปีนไม่สามารถละลายได้หมดในไขแข็ง ระบบดังกล่าวสามารถละลายไลโคปีนได้ ดังนั้นหยดน้ำมันของไลโคปีนที่ถูกหุ้มด้วยไขแข็งจะไม่มาเกาะรวมตัวและแยกชั้น ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สวยงามน่าใช้ตลอด และสามารถเพิ่มความคงตัวให้ไลโคปีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การใช้นาโนเทคโนโลยีเภสัชกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารที่เป็นองค์ประกอบที่มาจากธรรมชาติจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถขยายผลผลิตไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปโลชั่น ครีม และเจล ซึ่งมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2561 มูลค่าตลาดจะสูงถึง 65.5 หมื่นล้านบาท”

 

สกว.ร่วมนำงานวิจัยมาต่อยอดสู่พาณิชย์ ในโครงการส่งเสริมนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ด้วยการลงทุน ปีที่ 2 "Promoting I with I"

Posted by สกว. on Monday, March 5, 2018

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400