สกว. - มน. เปิดเวที ‘ความมั่นคงด้านสุขภาพ 4.0’ ในงาน คปก.สัญจร ครั้งที่ 6

สกว.โดยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จับมือ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเวทีวิชาการความมั่นคงด้านสุขภาพตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย “Value-based healthcare 4.0” ต้องทำให้เกิดนวัตกรรมและมูลค่าด้านสาธารณสุขและคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการประชุมวิชาการ คปก.สัญจร ครั้งที่ 6 และการสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 119 หัวข้อ “Health Security for ThaiSociety” ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมการวิจัยด้านระบบสุขภาพซึ่งมีผลกระทบที่สำคัญต่อประชากรในประเทศ รวมถึงนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นวิจัย

ในโอกาสนี้ นพ.ธงธน เพิ่มบถศรี รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข” สรุปสาระได้ว่าองค์ความรู้จากงานวิจัยและการศึกษาต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กเพื่อวางแผนจัดทำนโยบาย ก่อนลงแผนปฏิบัติและกิจกรรม นักวิจัยต้องมีความสัมพันธ์ทางการแพทย์กันมากขึ้น ในแผนสาธารณสุขเรากำหนดให้เป็น “Value-based healthcare 4.0” ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญจึงต้องทำให้เกิดนวัตกรรมการมูลค่าด้านสาธารณสุข โดยความท้าทายสำคัญในอนาคต ได้แก่ ชุมชนเมือง สังคมสูงวัย โลกาภิวัตน์ ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

การส่งเสริมคุณภาพในผู้สูงอายุนั้นจะต้องปรับกิจกรรมและองค์ความรู้ให้เหมาะสมและเข้าถึงประชากรกลุ่มนี้ โดยความเสื่อมลงของสุขภาพที่จะทำให้ความสามารถของคนลดลง พิการหรือเกิดโรค ขึ้นกับความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเกิดโรค ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือเสียหน้าที่/สมรรถนะ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความเสื่อมของสุขภาพ การมีชีวิตอยู่ต้องควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเด็นหรือโจทย์วิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่น่าสนใจ ได้แก่ ความเสื่อมถอยของสุขภาพ ภาวะพึ่งพิง สมองเสื่อม สำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ ความชุกผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้สูบบุหรี่ ผู้เสพยาเสพติด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เด็กอายุ 0-5 ปีสูงดีสมส่วนและพัฒนาการสมวัย อัตราการตั้งครรภ์ซ้ำในหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปี อัตราผู้ป่วยซึมเศร้าเข้าถึงบริการสุขภาพจิต “การดูแลคนไข้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ต้องมีรัฐสวัสดิการในด้านต่างๆ ศูนย์สุขภาพควรเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับคนที่มีทางเลือก แต่อาจเป็นสิ่งสำคัญของผู้ไม่มีทางเลือก”

การเสวนา “Future of Thai Health” โดย รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย เหมือนประสาท วุฒิเมธีวิจัย สกว. คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ เมธีวิจัย สกว. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ดร. นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล เมธีวิจัย สกว. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร. พญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย ใน RGJ Seminar series 119 ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร

วิทยากรได้มุ่งเน้นเรื่องการผลักดันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงการแพทย์ทางเลือกสำหรับสุขภาพคนไทยในอนาคต รวมถึงการพัฒนายาสำหรับโรคที่ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เช่น ท้องร่วง การใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีในประเทศไทยเพื่อรักษาโรคและสมุนไพรเพื่อสังคมสูงวัย แนวทางในการพัฒนางานวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์ วิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ เช่น สเต็มเซลล์ และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ตลอดจนการวิจัยแบบเครือข่ายเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ

ดร. พญ.มณฑกา กล่าวถึง แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ปี 2560-64 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2) การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล 3) ส่งเสริมการใช้สมุนพรเพื่อการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ และ 4) สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายภาครัฐเพื่อการขับเคลื่อนสมุนไพรไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติมีมติเพิ่มงบประมาณเพื่อการวิจัยตาม(ร่าง)กรอบการลงทุน ได้แก่

  • ด้านการวิจัย ร้อยละ 80 ประกอบด้วย การวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งชาติ การวิจัยทางคลินิกเพื่อเป็นยารักษาโรสำคัญทางสาธารณสุข การควบคุมคุณภาพมาตรฐานและสารมาตรฐานเพื่อการวิเคราะห์ การวิจัยเพื่อส่งเสริมการรับประทานเป็นอาหารและการป้องกันโรค การเพิ่มหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนตำรับยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พันธุ์พืชและการปลูก
  • ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ร้อยละ 20 ประกอบด้วย การบริหารและขับเคลื่อนระบบวิจัย การจดสิทธิบัตร การขึ้นทะเบียน การลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน การลงทุนสร้างคนเพื่อเป็นนักวิจัยและนักธุรกิจ/ภาคเอกชน การลงทุนด้านสถานที่และอุปกรณ์ทั้งห้องปฏิบัติการวิจัย ห้องปฏิบัติการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดยา อาหารเสริม อาหารและเครื่องดื่มจากสมุนไพรไทย

รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย ระบุว่าโรคบางอย่างที่บริษัทยาไม่สนใจแต่ยังมีผู้ป่วยอยู่ นักวิจัยจำเป็นต้องทำวิจัยเพื่อตอบปัญหาให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น อหิวาตกโรค ซึ่งตนได้คิดค้นยาโดยเริ่มจากค้นหากลไกการเกิดโรคที่แม้จะค้นพบมา 30-40 ปีแล้ว แต่ในปัจจุบันมีสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม และใช้หุ่นยนต์ในการศึกษาวิจัยพัฒนาและทดสอบหายารักษาที่ได้ผลในการรักษาโดยใช้สมุนไพรพริกไทยดำ เช่นเดียวกับ รศ. ดร.กรกนกที่ให้ความสนใจการพัฒนาสมุนไพรไทยเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางเกี่ยวกับเส้นขน

ด้าน ดร. นพ.ไตรรักษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทย 1 ใน 5 มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ขณะนี้ได้นำยามาทดสอบกับผู้ป่วยซึ่งเป็นมะเร็งในตำแหน่งที่ต้องการ โดยใช้เทคนิคคล้ายกับสเต็มเซลล์เพื่อให้เป็นโอกานอย ด้วยการผ่าตัดนำชิ้นส่วนเนื้อมาเลี้ยงเพื่อให้เกิดการเลียนแบบตัวเอง ในอนาคตผู้ป่วยจะมีอวาตาร์ของตัวเอง ซึ่งแนวคิดจะคล้ายกับการรักษาโรคติดเชื้อ รวมถึงนำยาตำรับไทยมาร่วมทดสอบ ทำให้สามารถค้นพบยาที่เหมาะสมกับโรคได้ดียิ่งขึ้น ขณะนี้มีบริษัทของประเทศสิงคโปร์ให้บริการนำเซลล์ของผู้ป่วยมารับเลี้ยงเชื้อ นับเป็นตลาดในอนาคตหากเราสามารถผลิตโกรทแฟคเตอร์ได้เอง


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400