"ถ่านกัมมันต์จากยางรถยนต์" จากงานวิจัยสู่โรงงานต้นแบบ

"ถ่านกัมมันต์จากยางรถยนต์" จากงานวิจัยสู่โรงงานต้นแบบ

 

ในอุตสาหกรรมหลายชนิด น้ำที่เหลือทิ้งจากขบวนการผลิตมักจะปนเปื้อนด้วยสารบางประเภทที่หากถูกปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือภายนอกโรงงานโดยไม่มีการบำบัด ก็จะสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

 

แม้ภาครัฐจะมีการบังคับให้โรงงานเหล่านี้ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย แต่สิ่งหนึ่งที่พบเป็นประจำก็คือ "น้ำทิ้งจากโรงงานยังคงมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในปริมาณสูง" ซึ่งนอกจากการปิดระบบบำบัดถูกปิดจากความมักงายของเจ้าของโรงงานแล้ว หลายโรงงานที่แม้จะมีการเดินระบบบำบัดแล้วก็ยังไม่สามารถจัดการกับของเสียเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสาเหตุสำคัญอันหนึ่งเกิดจากการเลือกเทคนิคที่ใช้ไม่เหมาะสม

 

"โรงงานย้อมผ้า" คือตัวอย่างหนึ่งของปัญหาด้านเทคนิคที่เห็นได้ชัดเจน เนื่องจากเทคนิคการบำบัดสารปนเปื้อนในน้ำ เพื่อกำจัดสารกลุ่มฟีนอล รวมถึงสารโมเลกุลใหญ่อื่น ๆ เขาจะใช้สิ่งที่เรียกว่า "ถ่านกัมมันต์" ซึ่งเป็นของแข็งมีลักษณะเป็นรูพรุน เข้าไปจับกับโลหะหนักในน้ำเสีย ก่อนที่จะใช้ขบวนการแยกถ่านกัมมันต์นั้นออกมาจากน้ำทิ้ง เนื่องจากการบำบัดน้ำเสียของโรงงานประเภทนี้ มักจะเป็นเทคโนโลยีนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถ่านกัมมันต์ที่ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นการสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะทำให้ต้องสูญเสียเงินให้กับต่างประเทศปีละไม่น้อยแล้ว ถ่านกัมมันต์ที่นำเข้า (รวมถึงที่ผลิตได้ในประเทศ) จะมีประสิทธิภาพต่ำในการจับกับโลหะหนักของน้ำเสียจากโรงงานย้อมผ้า

 

ศ.ดร. วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กล่าวว่า ถ่านกัมมันต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ที่ผลิตเองในบ้านเราในขณะนี้ มีขนาดของรูพรุนเล็กมาก ๆ ซึ่งเล็กกว่าอนุภาคของโลหะหนักจากโรงงานย้อมผ้า เพราะฉะนั้นโอกาสที่ถ่านจะสามารถจับกับโลหะหนักชนิดนี้ได้จึงมีค่อนข้างต่ำ ผลก็คือแม้จะผ่านการบำบัดแล้ว น้ำนั้นก็ยังมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราแก้ได้ หากเราพบวิธีการที่จะผลิตถ่านกัมมันต์ที่มีขนาดรูพรุนที่เหมาะสมกับโลหะหนักของโรงงานพวกนี้

 

จากแนวคิดดังกล่าว งานวิจัยเรื่อง "การผลิตและประยุกต์ใช้ถ่านกัมมันต์จากยางล้อใช้แล้ว" ของนายพิศิษฐ์ อริยเดชวณิช นักศึกษาปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร. วิวัฒน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา จึงเป็นงานวิจัยเพื่อหาเทคนิคที่สามารถควบคุมขบวนการผลิตถ่านกัมมันต์ในขนาดรูพรุนตามที่ต้องการได้ อันจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กับโรงงานเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด ที่สำคัญงานวิจัยซึ่งอยู่ภายใต้ทุนเมธีวิจัยอาวุโสเรื่องนี้ ยังศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะผลิตถ่านดังกล่าวจากของเหลือทิ้งเช่นยางรถยนต์หรือกากกาแฟ

 

"เนื่องจากถ่านกัมมันต์คือสารประกอบกลุ่มคาร์บอน เพราะฉะนั้นยางรถยนต์ที่มีส่วนผสมหลักเป็นธาตุคาร์บอน ก็น่าจะนำมาทำเป็นวัตถุดิบในการผลิตถ่านกัมมันต์ได้ ขั้นตอนที่จะทำก็คือนำยางรถยนต์ที่แยกเฉพาะส่วนที่ต้องการแล้ว นำมาบดเป็นผงและให้ความร้อนที่เหมาะสมจนได้เป็นถ่านออกมา ซึ่งทั้งหมดจะต้องใช้ความรู้ด้านขบวนการกึ่งเคมีอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็จะถึงขบวนการนำไปอัดเม็ดและบรรจุท่อ ก่อนนำไปทดลองใช้จริง ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถพัฒนาเทคนิคในการผลิตถ่านกัมมันต์จากยางล้อใช้แล้วที่มีความสามารถในการดูดซับฟีนอลเทียบได้กับถ่านกัมมันต์ทางการค้า และมีความสามารถในการดูดซับสีย้อมอินทรีย์สูงกว่าถ่านกัมมันต์ทางการค้า " ศ.ดร. วิวัฒน์ กล่าว

 

จากความสำเร็จของงานวิจัยที่มีความเหมาะสมอย่างมากสำหรับการนำไปใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียโดยเฉพาะการดูดซับสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ทำให้ทีมวิจัยได้รับการติดต่อจากบริษัทที่รับกำจัดขยะแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยในการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตไปสู่ระดับอุตสาหกรรมต่อไป "ขณะนี้มีภาคเอกชนรายหนึ่งได้สนับสนุนทุนวิจัย สร้างเป็นโรงงานต้นแบบที่เริ่มการผลิตจริงในอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า และขณะนี้เราสามารถออกแบบกระบวนการผลิตในระดับพาณิชย์ได้แล้ว ซึ่งหากมีการสร้างโรงงานต้นแบบจริง และโรงงานต้นแบบสามารถทำงานได้ดี ก็คาดว่าในอีก 2 ปี ก็จะมีโรงงานผลิตถ่านกัมมันต์คุณภาพสูงก็จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน " ศ.ดร. วิวัฒน์ กล่าวสรุป

​ 

"วิจัยหวัดนก" งานวิจัยเด่น สกว. ปี 47

"วิจัยหวัดนก" งานวิจัยเด่น สกว. ปี 47

 

ท่ามกลางข่าวการะบาดของไข้หวัดนก รอบที่ 2 นี้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เป็นคำถามของคนไทยทั่วประเทศก็คือ "ไข้หวัดนกจะสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่" ซึ่งแม้จะยังไม่มีรายงานการแพร่เชื้อจากคนสู่คน แต่จากข่าวที่ระบุว่าการที่มีเชื้อไข้หวัดนกอยู่ในสภาพธรรมชาติเป็นระยะเวลาหนึ่ง เชื้อไวรัสกลุ่มนี้อาจเกิดการกลายพันธุ์จนสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนนั้น ได้ทำให้คนไทยมีความวิตกกังวลกับข่าวนี้มากยิ่งขึ้น ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสตับอักเสบ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

นักวิจัยไทยคนแรกที่สามารถถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัส H5N1 สายพันธุ์ที่พบในเมืองไทย กล่าวว่า ในกรณีของการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสนั้น จะต้องเป็นการเปรียบเทียบในระดับพันธุกรรมเท่านั้นถึงจะระบุได้ "ในการระบาดของเชื้อ H5N1 เมื่อต้นปี ทีมวิจัยของเราสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อ H5N1 ตัวนี้ได้และพบว่าะมีสายพันธุกรรมทั้งหมด 8 เส้น คิดเป็นลำดับเบสรวมกันประมาณ 13,600 เบส ซึ่งจากการศึกษาลำดับเบสทั้งหมดบนสายพันธุกรรมทั้ง 8 เส้น พบว่าเชื้อไข้หวัดนกของไทยนอกจากจะมีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่พบในประเทศเวียดนามแล้ว ยังน่าจะเป็นเชื้อไข้หวัดนกที่เคยตรวจพบในประเทศจีนตอนใต้เมื่อปีที่แล้วด้วย แต่หากจากจะถามว่าเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์หรือไม่นั้น เท่าที่เราได้ทำการตรวจเชื้อไวรัสร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในสัตว์ปีกกว่า 30 ตัวอย่างจากทั่วประเทศนั้น ยังไม่พบการกลายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ไทย อย่างมีนัยสำคัญ (มีการเปลี่ยนแปลงบ้างในพันธุกรรมบางจุดแต่น้อยมาก)"

 

สำหรับกรณีการติดต่อของเชื้อไวรัส H5N1 จากสัตว์ปีกไปสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น ศ.นพ. ยง กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเชื้อสามารถแพร่จากสัตว์ปีกไปสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ แต่จากงานวิจัยที่ระบุว่าไข้หวัดนกในแมวตัวหนึ่งสามารถแพร่ไปติดแมวอีกตัวหนึ่ง จะต้องเป็นการสัมผัสอย่างใกล้ชิด ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถติดตามการระบาดของโรคได้เร็วขึ้น ก็คือการพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบสายพันธุกรรมที่รวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะกับเชื้อ H5N1 สายพันธุ์ไทย ซึ่งกรณีการเสียชีวิตของเสือที่สวนเสือศรีราชานั้น ศ.นพ. ยง กล่าวว่าจากการวิจัยร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ข้อสรุปว่า เสือติดเชื้อไข้หวัดนกจากการกินโครงไก่ที่มีเชื้อ H5N1 จริง ส่วน ซึ่งกรณีที่เชื้อไข้หวัดนกสามารถติดต่อจากเสือสู่เสือได้หรือไม่นั้น น่าจะเป็นไปได้หากมีการสัมผัสอย่างใกล้ชิดระหว่างเสือสองตัว

 

ในส่วนของการติดตามการแพร่กระจายของเชื้อในระดับพื้นที่นั้น ศ.นพ. ยง กล่าวว่า จากข้อมูลลำดับพันธุกรรมของเชื้อ H5N1 ที่ได้ ตนเองและทีมวิจัยจึงได้รับทุนจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ (BIOTEC)ในการพัฒนาชุดตรวจสอบเชื้อ H5N1 ที่มีความจำเพาะกับเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ไทย ที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการติดตามและวางแผนการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งผลงานที่ทำโดยนักศึกษาโครงการปริญญษเอกกาญจนาภิเษก คปก. เรื่องนี้ สามารถพัฒนาเทคนิคการตรวจที่ให้ผลที่แม่นยำโดยใช้ระยะเวลาการตรวจประมาณ 10 ชั่วโมงเท่านั้น จากผลงานวิจัยด้านอณูชีววิทยาของไข้หวัดนกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานวิจัยของ ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ และทีมวิจัยชิ้นนี้ ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2547 ซึ่ง ศ.นพ. ยง กล่าวว่า สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือการพัฒนาชุดตรวจสอบไข้หวัดนกสายพันธุ์อื่น ๆ ด้วย

 

"เราก็กำลังจะพัฒนาชุดตรวจสอบเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น H7 และ H9 ด้วย แม้จะเป็นเชื้อที่ไม่ทำให้คนป่วยมีอาการรุนแรงเหมือนเชื้อไข้หวัดนก และยังไม่มีรายงานถึงการระบาดของเชื้อกลุ่มดังกล่าวในคน แต่หากในอนาคตเกิดมีผู้ป่วยอาการรุนแรงที่สงสัยว่าจะเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย เราก็จะสามารถทราบได้อย่างรวดเร็วว่าผู้ป่วยติดเชื้อกลุ่มนี้หรือไม่ รวมถึงสามารถดูต่อไปได้ว่าเป็นเชื้อที่เกิดการกลายพันธุ์ไปหรือยัง" ศ.นพ. ยง กล่าวสรุป

 

ในส่วนของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัดนกที่กลุ่มวิจัยจะดำเนินการต่อนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาชุดตรวจสอบเชื้อไข้หวัดนกที่กำลังดำเนินการอยู่แล้ว ทางกลุ่มวิจัยได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ทำการศึกษา ศึกษาและติดตามเพื่อตรวจสอบกลายพันธุ์ของไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีการประสานกับกรมอุทยานและพันธุ์พืช ในการวางแผนดำเนินการศึกษาวิจัยไข้หวัดนกในนกป่าและนกอพยพ เพื่อหาสาเหตุของการระบาดของโรคจากสัตว์กลุ่มนี้แล้ว

 

"สิ่งที่ทีมวิจัยของเราทำมาตลอด 1 ปีก็คือ การพยายามหาข้อมูลพื้นฐานทางพันธุกรรมทั้งหมดของไข้หวัดนก H5N1ที่ระบาดในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัยทั้งในสัตว์และในคน รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยการตอบสนองต่อยาที่ใช้ในการรักษาในกรณีไวรัสเกิดการดื้อยาต้านไวรัส รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคนี้ทั้งในคนและสัตว์ต่อไป" ศ.นพ. ยง กล่าวสรุป

 

​ 

วิจัยสารออกฤทธิ์ในพืชไทย จากต้นไม้สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

วิจัยสารออกฤทธิ์ในพืชไทย จากต้นไม้สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

 

ความเป็นมางานวิจัยทางด้านการศึกษาและค้นหาสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพจากธรรมชาติ เป็นงานวิจัยที่ได้รับความสนใจจากบริษัทยาและบริษัทเครื่องสำอาง รวมถึงสถาบันวิจัยทางเคมีทั่วโลก เนื่องจากหากสามารถค้นพบสารต้นแบบที่นำมาจดสิทธิบัตรและสามารถพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ จะหมายถึงผลิตภัณฑ์ยาหรือเครื่องสำอางค์ที่จะสร้างรายได้ให้กับเจ้าของผลงานวิจัยนั้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย สำหรับประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก โดยเฉพาะพืชสมุนไพร และยังมีการสร้างสมภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยมายาวนาน หากมีการนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้ถูกวิธีแล้วจะทำให้ประเทศได้รับประโยชน์จากทรัพยากรนี้อย่างมหาศาล

 

ศ.ดร.วิชัย ริ้วตระกูล เมธีวิจัยอาวุโส สกว. จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมวิจัย คือหนึ่งในทีมวิจัยด้านอินทรีย์เคมีสังเคราะห์และสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพจากธรรมชาติ ที่มีผลงานวิจัยพื้นฐานในประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง และได้ค้นพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มในพืชไทยหลายชนิด เช่น สารในพืชกลุ่มมังคุด และกลุ่มพุด ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง และฆ่าเชื้อเอดส์ รวมถึงงานวิจัยสารออกฤทธิ์ที่สามารถพัฒนาไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น Plaitanoid เป็นต้น

 

สำหรับงานวิจัยที่ได้รับจากทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ในปี 2546 นั้นจะเน้นงานวิจัยพื้นฐานแบบกำหนดทิศทางซึ่งมุ่งในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และการศึกษาวิจัยเพื่อการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณะ โดยเฉพาะในด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีเป้าหมาย 2 อย่างคือ

 

1. หาโครงสร้างต้นแบบของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติโดยเฉพาะพืชสมุนไพรเพื่อพัฒนาเป็นยาต่อไป และ


2.นำสมุนไพรที่มีศักยภาพมาพัฒนาเป็นสารสกัดหรือในรูปของอาหารเสริม ซึ่งสารสกัดเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านการทดสอบแล้วมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่จะนำมาพัฒนาเป็นสารสกัดหรืออาหารเสริมได้

 

"สารสกัดหรืออาหารเสริมที่จะพัฒนาขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากยาสมุนไพรไทยที่ใช้อยู่เป็นประจำ แต่จะนำเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้สารสกัดหรืออาหารเสริมที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับต่างประเทศ"

 

ส่วนสมุนไพรไทยที่จะนำมาใช้สำหรับฆ่าเชื้อเอดส์และเซลล์มะเร็งนั้นได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาสารต้นแบบในพืชตระกูลพุดและพืชตระกูลเดียวกับมังคุด โดยในเบื้องต้นพบสารบริสุทธิ์บางตัวที่สามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นยารักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุปาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบพิษวิทยาเบื้องต้นโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี

 

หลังจากนั้นจะเป็นการศึกษาทางคลินิกซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตามสำหรับการทดสอบทางด้านพิษวิทยานั้นขณะนี้พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก "พืชตระกูลพุดเท่าที่ทำวิจัยพบว่ามีสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อเอดส์และมะเร็งได้เป็นอย่างดี หากเป็นไปเราอาจสามารถสกัดสารที่มีฤทธิ์ดังกล่าวนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคเอดส์และมะเร็ง หรืออาจนำไปใช้เป็นยาผสมจากสมุนไพรใช้รักษาโรคเอดส์ก็ได้ ซึ่งในเรื่องของการนำมาใช้เป็นส่วนผสมสำหรับรักษาโรคเอดส์นั้นโดยส่วนตัวคิดว่า มีศักยภาพสูงมากที่จะทำได้"

 

ศ.ดร.วิชัย กล่าวอีกว่า นอกจากพืชตระกูลพุดและพืชในตระกูลมังคุดแล้ว ตนยังได้ทำการศึกษาพืชสมุนไพรอีกหลายชนิด ซึ่งหากนำข้อดีของสมุนไพรแต่ละชนิดมารวมกันแล้วจะออกฤทธิ์ดีมาก ยิ่งหากเรารู้ว่าสารบางตัวมีกลไกฆ่าเชื้อเอดส์ที่แตกต่างกันอย่างไรแล้ว การนำพืชสมุนไพรนั้นมาผสมเป็นคอกเทลให้ออกฤทธิ์เสริมกันแล้วเชื่อว่าน่าจะส่งผลดีกับผู้ป่วยโรคเอดส์ของไทยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อเอดส์จะมีการกลายพันธุ์สูง หากเราสามารถผลิตยารักษาโรคเอดส์ขึ้นได้เองก็จะช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ให้ได้ใช้ยาในราคาถูกลงตามไปด้วย

 

ในส่วนของ PlatanoidTM นั้น ทีมวิจัยภายใต้ทุนเมธีวิจัยอาวุโส ศ.ดร. วิชัย ริ้วตระกูล ได้ค้นพบสารใหม่ประเภท Arylbutanoids และ Diarylheptanoids ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ การศึกษานี้นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์จากไพลที่มีชื่อการค้า PlaitanoidTM โดยได้ประสานงานกับบริษัทเอกชน คือ บริษัทโควิก อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มบริษัทเอกชนต่างๆ 7 บริษัท ซึ่งจากการทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2546 บริษัทสามารถขายสารบริสุทธิ์ให้กับบริษัทในกลุ่มไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท และจำหน่วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารชนิดนี้ได้มากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในปี 2548 ที่ทางบริษัทจะเปิดตัวสินค้านี้กับตลาดต่างประเทศนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ การมีข้อมูลวิชาการและข้อมูลวิจัยที่ชัดเจนพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ ซึ่งสิ่งนี้คืออีกแนวทางหนึ่งของการวิจัยสมุนไพร ภายใต้ทีมวิจัยชุดนี้

 

 

​ 

เทคโนโลยีเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศ ทางเลือกใหม่อุตสาหกรรมอัญมณีไทย

เทคโนโลยีเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศ ทางเลือกใหม่อุตสาหกรรมอัญมณีไทย

 

นักวิจัย สกว.โชว์เทคโนโลยีเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศ สามารถเคลือบผิววัสดุให้คงทน สวยงาม ลดการนำเข้าเครื่องมือราคาแพงจากต่างประเทศ ที่สำคัญสามารถใช้รับมือข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมได้ ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทางเลือกใหม่ให้อุตสาหกรรมไทย

 

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทย แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ยังต้องใช้วิธีการปรับปรุงผิววัสดุ โดยการเคลือบผิววัสดุด้วยสารต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของวัสดุให้เป็นไปตามต้องการ เช่น ทำให้วัสดุมีความคงทนถาวรหรือสวยงามมากขึ้น วิธีที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้แก่ การชุบเคลือบด้วยไฟฟ้า ซึ่งการเคลือบด้วยวิธีการนี้ก่อให้เกิดปัญหากับอุตสาหกรรมคือ สารเคลือบจะยึดติดกับผิวของวัสดุได้ไม่ดีทำให้หลุดออกได้ง่าย นอกจากนี้ยังต้องใช้สารละลายเคมีในกระบวนการเคลือบเป็นจำนวนมาก และสารละลายเคมีเหล่านี้เป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสียตามมาอีกด้วย

 

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าโดยการนำ "กรรมวิธีการเคลือบในสภาวะสุญญากาศ" มาใช้จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากวิธีการเคลือบผิวโลหะมีวัตถุประสงค์ให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพผิวที่ดีเหมาะสำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น เครื่องประดับเพื่อความสวยงามหรือชิ้นงานอุตสาหกรรมที่ต้องการผิวที่แข็งทนทาน โดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพาประกอบด้วย รศ.สุรสิงห์ ไชยคุณ ผศ.นิรันดร์ วิทิตอนันต์ รศ.สำเภา จงจิตต์ อ.สกุล ศรีญาณลักษณ์ และ อ.จักรพันธ์ ถาวรธิรา ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้ในทุกด้านตั้งแต่การออกแบบและสร้างอุปกรณ์และเครื่องมือไปจนถึงเทคนิคการเคลือบวิธีต่างๆ ได้แก่ เทคนิคสปัตเตอริง การระเหยสาร และไอออนเพลตติง

 

โดยชุดโครงการวิจัยนี้ประกอบด้วย 3 โครงการที่ทำวิจัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานได้แก่ โครงการการวิจัยและพัฒนาการเคลือบ ฟิล์มบางไททาเนียมไนไตรด์ด้วยวิธีสปัตเตอริงสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ(2543) โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องเคลือบในสุญญากาศเพื่อการศึกษาและฝึกอบรม (2545) และโครงการการวิจัยและพัฒนาการเคลือบฟิล์มบางหลายชั้นของไททาเนียมไนไตรด์/ทองคำด้วยวิธีสปัตเตอริงไอออนเพลตติงสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ (2545) โดยทีมวิจัยได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำผลงานมาใช้ในอุตสาหกรรมได้อย่างเห็นผล จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยเด่น สกว.ประจำปี 2547

 

ตัวอย่างหนึ่งในชุดโครงการวิจัยได้แก่ "การวิจัยและพัฒนาต้นแบบเครื่องเคลือบในสุญญากาศสำหรับเคลือบฟิล์มบางหลายชั้นของไททาเนียมไนไตรด์/ทองคำ โดยวิธีสปัตเตอร์ไอออนเพลตติงสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ"

 

โดยงานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อออกแบบและสร้างเครื่องเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศและเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศแบบพึ่งตนเอง เนื่องจากหากนำเข้าเครื่องเคลือบในสุญญากาศดังกล่าวจากต่างประเทศพบว่ามีราคาสูงมาก และยังต้องมีความพร้อมของบุคลากรเพื่อรับผิดชอบดำเนินการต่าง ๆ ตั้งแต่การติดตั้งเครื่องมือนี้ไปจนถึงการแก้ปัญหาเครื่องเคลือบเหล่านี้ที่นำเข้ามาด้วย จากการศึกษาเบื้องต้นยังพบว่า ไทยยังมีเทคโนโลยีการเคลือบด้วยวิธีสุญญากาศนี้อยู่น้อยมาก การเตรียมความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไทย

 

รศ.สุรสิงห์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า แนวคิดของการเคลือบในสุญญากาศนั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่การวิจัยและพัฒนาด้วยวิธีสปัตเตอร์ไอออนเพลตติงนี้ จะทำให้สารเคลือบนั้นสามารถเข้าไปตกเคลือบตามร่องหรือซอกต่างๆได้ และเหมาะสมกับการเคลือบเครื่องประดับ ส่วนสาเหตุของการเลือกฟิล์มบางไททาเนียมไนไตรด์มาใช้ในงานวิจัยนี้พบว่า เป็นวัสดุเซรามิคที่มีคุณสมบัติน่าสนใจสำคัญหลายประการ อาทิ เป็นวัสดุที่มีความเสถียรทางเคมีและทนอุณหภูมิได้สูง มีความแข็ง สามารถนำไฟฟ้าได้ มีความเสียดทานน้อยและมีสีทองซึ่งเป็นสมบัติที่น่าสนใจในการนำมาประยุกต์ใช้ในงานเชิงอุตสาหกรรม เช่น สมบัติด้านความแข็งและความเสียดทานน้อย อาจนำมาใช้เคลือบบนมีดกลึงหรือดอกสว่าน

 

ดังนั้นหากเคลือบด้วยฟิล์มบางไททาเนียมไนไตรด์แล้วจะช่วยลดการสึกหรอและทนต่ออุณหภูมิที่สูงของดอกสว่านทำให้ยืดอายุการใช้งานได้นาน คุณสมบัติของการเคลือบด้วยฟิล์มดังกล่าวยังมีสีทองสวยงามจึงสามารถนำไปเคลือบบนเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น เข็มกลัด ตุ้มหู สร้อย สายนาฬิกา กรอบแว่นตา ฯลฯ ซึ่งจะทำให้วัตถุเหล่านี้มีความสวยที่คงทนไม่เกิดรอยขีดข่วนง่าย

 

นอกจากนี้ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวยังเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตได้เองทั้งหมด ทำให้ราคาต่ำกว่าต่างประเทศถึง 3 เท่าและด้วยความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากงานวิจัย ทำให้ทีมนักวิจัยขยายผลในรูปของการให้คำปรึกษา การฝึกอบรมแก่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเคลือบฟิล์มบางในสุญญากาศจำนวนมาก และผลงานวิจัยดังกล่าวยังแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ต่างประเทศได้กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม อาทิ ISO 14000 ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงหรือบางประเทศในทวีปยุโรปยังมีการสั่งห้ามนำเข้าเครื่องประดับที่มีนิเกิลเป็นพื้นรอง(ซึ่งเกิดจากการชุบเคลือบด้วยไฟฟ้า) ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ามาตรการเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั้งในและต่างประเทศ

 

รศ.สุรสิงห์กล่าวอีกว่า ความสำเร็จของกลุ่มงานวิจัยนี้ นอกจากจะอยู่ที่การได้องค์ความรู้ทางทฤษฎีฟิสิกส์และเทคโนโลยีของสุญญากาศและฟิล์มบางแล้ว ยังถือว่าเป็นงานที่ผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน จนสำเร็จเป็นเทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรมที่ช่วยลดการนำเข้าเครื่องมือราคาแพงจากต่างประเทศ และเป็นวิธีหาเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากลได้ต่อไป

 

 

​ 

วิจัยการสื่อสารเรื่องสี สร้างมาตรฐาน อุตสาหกรรมอัญมณีไทยสู่สากล

วิจัยการสื่อสารเรื่องสี สร้างมาตรฐาน อุตสาหกรรมอัญมณีไทยสู่สากล

 

สร้างระบบสีมาตรฐานเดียวกัน พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นที่ยอมรับสู่สากล อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับต้นๆและจัดเป็นอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ การเล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนในด้านต่างๆแก่กลุ่มผู้ประกอบการเพื่อให้ระบบอุตสาหกรรมประเภทนี้มีศักยภาพที่ดีขึ้น จึงเป็นแนวทางในการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในอนาคต

 

แต่ปัญหาประการหนึ่งในอุตสาหกรรมนี้คือ การขาดงานวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องการออกแบบเครื่องประดับและการสร้างตราสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ไทย ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมสากล โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)จึงมุ่งสนับสนุนให้เกิดการศึกษาวิจัยที่เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในด้านต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มคุณภาพพลอย การเพิ่มคุณภาพโลหะมีค่าอัญมณี การออกแบบ รวมถึงการพัฒนาระบบสื่อสารเรื่องสี เนื่องจาก ราคาอัญมณีขึ้นกับสี ความใสสะอาด การเจียระไน รวมถึงน้ำหนักกะรัต โดยในการซื้อขายนั้นราคาประมาณครึ่งหนึ่งจะขึ้นกับสี ซึ่งในวงการค้าอัญมณีไทยยังไม่มีระบบสื่อสารเรื่องสีที่เป็นมาตรฐาน "งานวิจัยการพัฒนาระบบสื่อสารเรื่องสีเพื่อประเมินคุณภาพอัญมณี" จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นงานวิจัยเด่นสกว.ประจำปี 2547เพื่อเป็นแนวทางสร้างมาตรฐานระบบสื่อสารเรื่องสีให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

 

ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบการสื่อสารเรื่องสี เพื่อประเมินคุณภาพอัญมณี กล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของอุตสาหกรรมอัญมณีได้แก่ การขาดการสื่อสารที่ชัดเจนในเรื่องคุณภาพพลอย ซึ่งหากมีการสื่อสารที่ชัดเจนก็เปรียบเสมือนการสร้างหลักประกันสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ ทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมนี้ได้ งานวิจัยนี้จึงมุ่งสร้างระบบการสื่อสารเรื่องของสีอัญมณีที่สามารถบ่งบอกถึงลักษณะของอัญมณีชนิดนั้น ๆ ได้เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีไทย และระบุคุณลักษณะของสีที่เป็นที่เข้าใจกันในระดับนานาชาติไว้ในใบรับรองคุณภาพอัญมณี เพื่อเพิ่มพูนความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

 

ในอดีตการเรียกชื่อสีอัญมณียังคงใช้คำที่เคยใช้ต่อๆกันมา ซึ่งไม่สื่อความหมายทางวิทยาศาสตร์เช่น ทับทิมสีแดงเลือดนก สีแดงดำ สีแดงม่วง เทอควอยซ์สีไข่นกการเวก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถปรับปรุงได้โดยอาศัยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบการสื่อสารเรื่องสี ซึ่งมีการจัดระบบสีเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การมองเห็นสีเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและการจำแนกสีของบุคคลผู้มองวัตถุนั้นแตกต่างกัน การสร้างระบบมาตรฐานในการบ่งบอกสีของวัตถุจึงต้องกำหนดชนิดของแหล่งกำเนิดแสง ตำแหน่งการวางวัตถุ ระยะห่างระหว่างวัตถุและนัยน์ตา สีของฉากหลังที่อยู่รอบด้านและผู้มองต้องผ่านการทดสอบว่านัยน์ตาไม่บอดสี ซึ่งมีระบบสีที่ใช้กันมากคือ ระบบของมันเซลล์ซึ่งเป็นการใช้แถบสีมาตรฐานในการเทียบสีกับวัตถุต่างๆโดยมีสัญลักษณ์บอกสีสันค่าความสว่างและค่าความอิ่มตัวของสี แต่ระบบนี้ยังต้องอาศัยความสามารถและความชำนาญของบุคคลในการบ่งบอกสี

 

คณะวิจัยจึงได้สรรหาอัญมณีธรรมชาติที่มีความงาม ความใสสะอาด และมีสัดส่วนการเจียระไนถูกต้อง 7 ชนิดได้แก่ มรกต บุษราคัม แซปไฟร์สีชมพู โกเมน แทนซาไนต์ โทแพซ และแอเมทิสต์ จำนวน 17 ชุด ชุดละ 5 เม็ด จากแหล่งต่างๆกัน ขนาดน้ำหนัก 0.75-1 กะรัต โดยจัดเรียงอัญมณี 5 เม็ดตามลำดับความอิ่มตัวของสีและน้ำหนักสีจากมากไปน้อย จากนั้นทำการเทียบสีของอัญมณีต้นแบบกับแถบสีระบบของมันเซลล์ซึ่งเป็นระบบสีที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมากกว่า 100 ปี ภายใต้แสงที่มีอุณหภูมิสี 5,000 K และความเข้มของการส่องสว่างที่บริเวณเทียบสี 1,200 ลักซ์ ผลก็คือ อัญมณีเม็ดใดมีสีเหมือนกับแถบสีใด อัญมณีเม็ดนั้นก็จะมีรหัสเช่นเดียวกันกับแถบสีนั้น ดังนั้นอัญมณีต้นแบบจะมีรหัสสีของมันเซลล์ทุกเม็ด นอกจากนี้ยังสามารถใช้ซอฟแวร์เฉพาะด้านเปลี่ยนข้อมูลจากรหัสสีระบบมันเซลล์ไปเป็นระบบ CIE L * a * b* และ CIE L * u * v* โดยอาศัยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ (ผลงานวิจัย ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ เรื่องระบบการสื่อสารเรื่องสีของอัญมณี พ.ศ.2542) ข้อมูลรหัสสีที่ได้เป็นข้อมูลสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้รหัสสีของอัญมณีที่ได้สามารถสื่อความหมายกับบุคคลทั่วไป ผู้วิจัยจึงแปลงรหัสสีของมันเซลล์เป็นชื่อสีในระบบ ISCC-NBS เพื่อให้ได้ชื่อสีสามัญของสีพลอยต้นแบบ ขั้นสุดท้ายของการดำเนินงานคือ การนำชื่อสีสามัญที่ได้ไปสอบถามความคิดเห็นจากผู้ค้าอัญมณีแล้วทำการปรับปรุงแก้ไขจนแน่ใจว่าชื่อสีสามัญของอัญมณีต้นแบบไม่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อราคาของอัญมณี

 

 

ข้อมูลชื่อสีดังกล่าวได้รับการเผยแพร่สู่ธุรกิจอัญมณีและทางสถาบันได้บรรจุชื่อสีมาตรฐานดังกล่าวลงในใบรับรองคุณภาพอัญมณีลูกค้านำมาตรวจสอบและเทียบสีกับพลอยมาตรฐานของสถาบัน ระบบการสื่อสารเรื่องสีที่สถาบันพัฒนาขึ้นนี้เป็นวิธีการใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใดทำมาก่อน และเป็นระบบที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มีความเป็นสากลอยู่ในตัวเอง จากการวิจัยทำให้สถาบันมีชุดอัญมณีต้นแบบของมรกต บุษราคัม แซบไฟร์สีชมพู แอเมทิสต์ แทนซาไนด์ โทแพช และโกเมน ซึ่งอัญมณีต้นแบบดังกล่าวมีลักษณะเหมือนชุดเพชรมาตรฐาน CIBJO หรือของ GIA ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหายาก และสามารถใช้เป็นมาตรฐานในการเทียบสีของอัญมณีของลูกค้าของสถาบัน

 

อัญมณีชุดมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการของห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีนานาชาติจนถึงปัจจุบันนี้สถาบันได้ทำการออกใบรับรองคุณภาพอัญมณีที่มีข้อมูลเรื่องสีเป็นจำนวน 6,000 ฉบับคิดเป็นรายได้รวมประมาณ 4,400,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการฝึกอบรมให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปจำนวนประมาณ 500 คน ผลจากการฝึกอบรมไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ วิธีการสื่อสารเรื่องสีที่ได้จากโครงการวิจัยนี้ยังถูกนำไปใช้ในโครงการวิจัยต่อเนื่องเพื่อให้ได้ชุดอัญมณีต้นแบบชนิดอื่นๆ เช่น ทับทิม ไพลิน แฟนซีแซปไฟร์ แพดพาแรดชา เป็นต้น ระบบการสื่อสารเรื่องสีดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ทั้งในรูปของการบรรยายให้นักศึกษา ผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งบรรยายให้นักอัญมณีศาสตร์จากห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีของจีนทั่วประเทศ 200 คน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ เช่น ในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น ทำให้กลุ่มบุคคลจากประเทศต่าง ๆ เช่น ผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศญี่ปุ่น 120 คน ได้ขอเข้าชมกระบวนการและเข้ารับการอบรมถ่ายทอดความรู้จากสถาบันอย่างต่อเนื่อง

 

แสดงว่าผู้ค้าในระดับนานาชาติได้ให้การยอมรับการดำเนินงานของสถาบันและมีความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีระบบการสื่อสารเรื่องสีที่ได้มาตรฐาน ทำให้การค้าอัญมณีทำได้สะดวก เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าในแถบเอเชีย และเนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีรายใหญ่ของโลก ดังนั้นยอมรับของคู่ค้าในภูมิภาค จะเป็นการเพิ่มศักยภาพความเป็นผู้นำให้ อุตสาหกรรมนี้ได้ต่อไป

หมายเหตุ : ผู้ร่วมวิจัย : ผศ.ดร.พงษ์จันทร์ จันทยศ และ นายสุทัศ สิงห์บำรุง

 

 

 

 

 

 

​ 

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (วพร.) สร้างโอกาสพัฒนาครู-ส่งเสริมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (วพร.) สร้างโอกาสพัฒนาครู-ส่งเสริมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้

 

นับตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 นับเป็นกฏหมายการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาหลายด้าน แต่ด้านที่สำคัญซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปทั้งหมดก็คือ "การปฏิรูปการเรียนรู้" ที่มุ่งสร้าง "วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้" ให้เกิดขึ้นแก่เด็กไทยในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะให้การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นไปอย่างได้ผลและมีความยั่งยืน เนื่องจากต้องมียุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพและเหมาะสม

 

ดังนั้นการส่งเสริมให้โรงเรียนและสถานศึกษามีการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน โดยใช้ กระบวนการ วิจัยและพัฒนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ให้การสนับสนุนแก่คณะนักวิจัยหลักจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการดำเนินงานวิจัยเพื่อแสวงหายุทธศาสตร์ แนวทาง และรูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ชุดโครงการ "การวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน" ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

 

รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี หัวหน้าชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (วพร.) กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนและสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานประสบผลสำเร็จในการดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน โดยแบ่งลักษณะการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ

 

1. โครงการวิจัยแม่บท ทำหน้าที่สังเคราะห์ (รูปแบบและวิธีการปฏิรูปการเรียนรู้ และการขยายผล) และประสานงานเพื่อให้การสนับสนุนโครงการย่อย


2. โครงการวิจัยย่อย ดำเนินการโดยโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศทั้งสิ้น 135 โรงเรียน รวม 49 โครงการ ทำการวิจัยเพื่อปฏิรูปการเรียนทั้งโรงเรียน

 

โดยมีนักวิจัยภายนอกที่ไม่ใช่บุคลากรของโรงเรียนแต่เป็นบุคลากรจากสถาบันอุดมศึกษา ศึกษานิเทศก์ และองค์กรอื่นๆ เข้าร่วมกระบวนการ 133 คน "ที่ผ่านมาพบว่าผลงานของโครงการนี้ทำให้เกิดเครือข่ายครู และโรงเรียนจำนวนมาก เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน อีกทั้งยังเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในโรงเรียนและระหว่างโรงเรียน ทำให้ครูมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการเรียนรู้และทำวิจัย มั่นใจ กล้าคิดและกล้าทำ ซึ่งการพัฒนาตนเองนี้ทำให้ครูมีผลงาน อาทิ มีแผนการสอนดี มี best practice เป็นต้น ซึ่งตัวชี้วัดหนึ่งที่บอกถึงพัฒนาการดังกล่าว ได้แก่ การได้รับรางวัลดีเด่นหลายๆ ด้านของทั้งโรงเรียนและตัวครูของหลายโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการ วิชาการ กิจกรรมนักเรียน"

 

ส่วนด้านนักเรียนพบว่า นักเรียนสนุกกับการเรียน ชอบกิจกรรมที่ครูจัด มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ทำให้ผลการเรียนและทักษะต่างๆ ดีขึ้น ทั้งเรื่อง คิด สื่อสาร การอ่าน เขียน การทำงานกลุ่ม ขณะที่ผู้ปกครองก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของโรงเรียน เช่น เป็นวิทยากรให้กับโรงเรียน และมีการบูรณาการในหลาย ๆ ด้าน ที่ผ่านมาจึงมีผู้ที่สนใจได้เข้ามาใช้ประโยชน์ทางวิชาการจากโรงเรียนที่ร่วมโครงการวพร. ไม่ว่าจะเป็นการนำนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกมาร่วมสังเกตกระบวนการทำวิจัย การเข้าร่วมสัมมนาและดูงานของโรงเรียน เป็นต้น

 

รศ.ดร.ทิศนา กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวมีส่วนทำให้โรงเรียนเกิดการตื่นตัว และเกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ภายในโรงเรียนกว่า 135 โรงเรียนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเกิดเครือข่ายครูและโรงเรียน สร้างครูให้เป็นนักวิจัยและมีประสบการณ์ในการทำวิจัย ทำให้ผู้เรียนและนักเรียนกลายเป็นคน "ดี เก่ง สุข" มากขึ้น รวมทั้งทำให้ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ภายในโรงเรียนอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างโรงเรียนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการและประสบผลสำเร็จก็คือ โรงเรียนอนุบาลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้วิธี กรณีศึกษาป่าชุมชนร่วมกับกลุ่มโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัด สปช. และสปอ.ในอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ในระยะแรกของการดำเนินงานถือว่าเป็นการปฏิรูปเพียงบางส่วนเท่านั้น

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 โรงเรียนได้รับการชักชวนจากนักวิจัยภายนอกให้ร่วมกันพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยมีการกำหนดจุดเน้นที่ต้องการพัฒนาทั้งโรงเรียนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งคณะครู และผู้บริหารของโรงเรียนเห็นด้วย เพราะต้องการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูอยู่แล้ว คณะครูกับนักวิจัยภายนอกจึงได้ร่วมกันวิเคราะห์จุดอ่อนในการจัดการเรียนการสอนที่มีอยู่เดิมของโรงเรียน และพิจารณาจุดแข็งของกระบวนการเรียนรู้โดยวิธีกรณีศึกษา ที่จะสามารถพัฒนาหรือแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาของผู้เรียนพบว่า มีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนให้มีการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิด ทำงานเป็น และแก้ปัญหาเป็น ซึ่งในที่สุดจึงสรุปประเด็นที่เป็นปัญหาเพื่อการวิจัย คือ การจัดการเรียนรู้โดยวิธีกรณีศึกษา เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก่นักเรียน

 

นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาของชุมชนพบว่ามีหลายสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนที่โรงเรียนจำเป็นต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เช่น ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม อาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ตลอดจนสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ อีกทั้งยังต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงปัญหาในด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน และที่สำคัญชุมชนต้องการให้มีการพัฒนาให้ผู้เรียน เป็นคนที่คิดเป็น ทำงานเป็น และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

 

"การดำเนินการของโรงเรียนอยู่ในส่วนหนึ่งของโครงการย่อย คือ โครงการวิจัยและพัฒนาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือและกรณีศึกษาปัญหาชุมชน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน โรงเรียนในโครงการย่อยนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนอนุบาลเวียงกาหลง และโรงเรียนปางอ่ายห้วยชมภู โดยที่โรงเรียนปางอ่ายห้วยชมภูดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาในหัวข้อ การเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน ในขณะที่โรงเรียนอนุบาลเวียงกาหลงเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยวิธีกรณีศึกษาปัญหา เพื่อพัฒนากระบวนการแก้ปัญหา"

 

จากการประเมินผลสำเร็จของโครงการปรากฏว่า ทั้งผู้เรียน ครู ผู้บริหาร ชุมชน นักวิชาการ และผู้มีส่วนร่วมพัฒนาจากภายนอก ต่างประสบผลสำเร็จทั้งสิ้นก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือนักเรียนมีพัฒนาการทางด้านทักษะการคิดที่ดีขึ้น กล่าวคือมีความสามารถในการคิดเพิ่มขึ้น รู้จักการวางแผนในการทำงานที่ครูมอบหมายให้ทำในแต่ละครั้ง จนประสบผลสำเร็จในการทำงานร่วมกัน รวมถึงการรู้จักค้นหาข้อมูลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ไขและทางเลือกที่เหมาะสม ที่สำคัญคือการกล้าแสดงออกและแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล การตัดสินใจแต่ละครั้งอยู่บนฐานของข้อมูล เป็นต้น ขณะเดียวกันครู และผู้บริหารก็ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมมากขึ้น ได้แสดงความคิดเห็น ได้บริหารจัดการแบบเต็มตัว ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการปรึกษาหารือกันแบบกัลยาณมิตร

 

รศ.ดร.ทิศนา กล่าวอีกว่า ผลจากการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาของโรงเรียนข้างต้น ส่งผลให้ครูหลายท่านของโรงเรียนมีผลงานดีเด่นและได้รับรางวัลเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน ได้แก่ นายวรศักดิ์ ทองผลา ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รางวัลผู้บริหารดีเด่น ของคุรุสภาอำเภอเวียงป่าเป้า ปี พ.ศ. 2546 นายวิฑูรย์ มาแก้ว ได้รับรางวัลครูแกนนำที่มีความเข้มแข็งในการปฏิรูปการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี พ.ศ. 2544 นางวันเพ็ญ มาแก้ว เป็นบุคคลต้นแบบการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และได้รับรางวัลครูเกียรติยศ(สาขาบูรณาการ) ของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ปี พ.ศ. 2545 นางพัชรี มาตยาบุญ เป็นบุคลากรต้นแบบการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ของสำนักงานการ ประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ปี พ.ศ. 2545

 

นายวิศาล ปิมปา ได้รับรางวัลครูสายปฏิบัติการสอนดีเด่น ของคุรุสภาอำเภอเวียงป่าเป้า ปี พ.ศ. 2545 นางทัศนีย์ คำปา เป็นบุคคลต้นแบบการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และได้รับรางวัลครูเกียรติยศ (สาขาบูรณาการ) ของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ปี พ.ศ. 2545

 

นับได้ว่าโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (วพร.) ชิ้นนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการในการใช้กระบวนการวิจัยเข้าไปสร้างการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีปฏิบัติของครู ผู้บริหารโรงเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชุมชน ทำให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียนทั่วประเทศ อีกทั้งยังก่อให้เกิดเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาระดับชาติ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ดูงานและสอนกระบวนการวิจัย สร้างความเข้มแข็งและคุณภาพให้กับสถาบันการศึกษา ส่วนเอกสารทางวิชาการของโครงการก็ได้รับการอ้างอิงและใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน และการขยายผลกับโรงเรียนที่สนใจนำกระบวนการวิจัยนี้ไปใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนต่อไปให้กว้างขวางมากขึ้น

 

 

​ 

วิทยาศาสตร์ท้องถิ่น...จากครูผู้เสพย์สู่ครูผู้สร้าง

วิทยาศาสตร์ท้องถิ่น...จากครูผู้เสพย์สู่ครูผู้สร้าง

 

ครูมีความสำคัญต่อระบบการเรียนรู้ของเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การสนับสนุนให้ครูได้มีโอกาสร่วมกระบวนการวิจัย ได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง น่าจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ครูได้เรียนรู้วิธีการที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี โครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานวิจัยเด่น ประจำปี พ.ศ.2547 ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เนื่องจากเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้ครูได้เติมเต็มศักยภาพของตนเอง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ครูว่า "ครูสามารถเป็นผู้สร้างความรู้ได้โดยเฉพาะความรู้ท้องถิ่น" และนอกจากจะได้รู้จักท้องถิ่นของตนแล้ว ยังได้สร้างสำนึกท้องถิ่นในตัวผู้เรียนด้วย

 

ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้ประสานงานโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับ สนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวถึงแนวคิดหลักของโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นคือ การพัฒนาศักยภาพครูด้วยกระบวนการวิจัยเพื่อสร้างชุดการเรียนรู้เรื่องที่เป็นประเด็นท้องถิ่น การนำแนวคิดไปแปลเป็นแนวทางปฏิบัติได้ใช้กลยุทธ์ของการเปลี่ยนความอยากรู้ให้เป็นความรู้ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียน นักวิชาการ นักพัฒนา และชุมชน ประเด็นท้องถิ่นจึงเกิดขึ้นจากพื้นที่ ต่อจากนั้นการเรียนรู้ก็จะเริ่มต้นขึ้นจากการตั้งคำถาม ซึ่งนำไปสู่กระบวนการหาความรู้ขั้นต่อไป ที่ต้องใช้ทั้งทักษะวิจัยและทักษะวิทยาศาสตร์ "เมื่อหัวใจของการเรียนรู้ท้องถิ่นคือการเรียนรู้จากความจริง การออกแบบโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นคือการเรียนรู้จากของจริงด้วยตนเอง เน้นที่ครูต้องสัมผัสเองก่อน ไม่ใช่การสั่งให้นักเรียนทำ ในการบริหารจัดการนั้นได้คำนึงถึงการพัฒนาระยะยาวด้วยการสร้างคนให้สามารถทำหน้าที่ประสานต่อไปได้ด้วย ผลผลิตที่เป็นชุดการเรียนรู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะขยายผลออกไปได้"

 

ดร.สรยุทธ กล่าวต่อว่า โครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ถือได้ว่าเป็นการเดินทางร่วมกันของพันกว่าชีวิตในช่วงสามปีที่ผ่านมา ได้มีโครงการวิจัยของครูเกิดขึ้น 49 โครงการ กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ มีครูและผู้บริหารเข้าร่วมประมาณ 200 คน นักเรียนอีกกว่า 1,500 คน นักวิชาการพี่เลี้ยง ปราชญ์ชาวบ้าน และคนในชุมชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้มีการนำเสนอผลงานดังกล่าวในงานประชุมวิชาการโครงการ "วิทยาศาสตร์ท้องถิ่น...เส้นทางสู่ครูผู้สร้าง" เมื่อเร็วๆนี้ สำหรับประเด็นที่ครูเลือกมาเป็นหัวข้อวิจัยเพื่อสร้างชุดการเรียนรู้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การใช้แหล่งน้ำ หรือป่าในพื้นที่เป็นห้องเรียน อีกกลุ่มหนึ่งใช้เรื่องเกี่ยวกับอาชีพ เช่น เรื่องการชุบโลหะเงิน และกลุ่มวัฒนธรรมประเพณี เช่น การใช้ของเล่นพื้นบ้าน และโคมลอยมาสอนฟิสิกส์ เป็นต้น เป็นการใช้ประเด็นท้องถิ่นเชื่อมโยงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

 

การเรียนวิทยาศาสตร์ต้องทำให้เด็กสนุกและเรียนรู้ร่วมไปกับวิชาอื่น เช่น ประวัติศาสตร์หรือภาษาไทยก็ได้ นักเรียนที่เข้ามาร่วมโครงการอาจยังไม่ใช่พระเอกในครั้งนี้แต่ครูได้เรียนรู้จากเด็กๆเหล่านั้น การตั้งคำถาม การทำการทดลอง และการทดลองใช้ชุดการเรียนรู้ ทำให้ครูได้ข้อคิด ข้อแก้ไขที่จะนำมาปรับปรุงชุดการเรียนรู้ให้ดีขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ครูก็จะมีผลงานอันน่าภาคภูมิใจที่ใช้สอนได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้น แนะนำนักเรียนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ระหว่างทางยังเกิดโครงงานของนักเรียนได้อีก ทำให้ครูได้มองเห็นหนทางที่จะพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้นได้ เห็นหนทางว่าจะไปแสวงหาความรู้ได้ที่ไหน เห็นการเปลี่ยนแปลงของตนเองว่าได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเพราะความเข้าใจที่ลึกซึ้งซึ่งเกิดจากการปฏิบัติและลงมือทำตลอดกระบวนการ ในโอกาสเดียวกันนี้ครูยังได้ประโยชน์อื่นๆข้างเคียงตามมาด้วย เช่นการเรียนรู้จักแหล่งวิชาการที่จะพึ่งพาได้ บางคนเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตเป็น

 

ดร.สรยุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับผลในเชิงคุณค่านั้นอาจกล่าวได้ว่า ได้เกิดความสัมพันธ์ในชุมชน ครูและชุมชนได้ตระหนักรู้ในแหล่งเรียนรู้บนพื้นที่ของตนเอง รู้จักภูมิปัญญาชาวบ้าน และเข้าใจดีขึ้นว่าเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่ออะไร เด็กๆ ที่ร่วมโครงการเริ่มเกิดสำนึกและหวงแหนท้องถิ่น ความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างเด็กกับผู้เฒ่าผู้แก่ได้เกิดขึ้นจากการเล่าขานถึงเรื่องราวในอดีต กิจกรรมที่ครูได้ออกแบบขึ้นมาไม่ได้มุ่งเฉพาะนักเรียนทั่วไป แต่บางโครงการครูได้เรียนรู้ว่าแม้แต่เด็กที่เกเร และด้อยโอกาสก็มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกซึ่งศักยภาพ สุดท้ายคือ ผลงานที่เป็นรูปธรรมของชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ท้องถิ่นทำให้ "วิชากระโดดโลดเต้นได้" ทั้งนี้ครูที่ผ่านกระบวนการจนจบได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เข้าใจตัวตน เข้าใจลูกศิษย์ และเข้าใจชุมชน ได้ซึมซับศิลปวัฒนธรรม ภาษาพื้นเมือง และความเป็นอยู่ของชุมชนด้วย มีความมั่นใจ และรู้วิธีการที่จะไป พัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้ต่อไป

 

ดร.สรยุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับตัวอย่างของโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นที่นำมาเสนอในวันนี้มี 2 เรื่องคือ เมี่ยง บ้านโป่งน้ำร้อน และของเล่นพื้นบ้านภาคใต้ "เมี่ยง" บ้านโป่งน้ำร้อน "เมี่ยง" ของกินเล่นแก้ง่วงของชาวเหนือ ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่นำไปสู่การเรียนรู้นอกห้องเรียนของเด็กๆโรงเรียนบ้านโป่งน้ำร้อน ต. ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ทำให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยากต่อการเข้าใจ และยังสนุกกับการเรียนรู้ ด้วยการศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการถ่ายทอดจากคนในท้องถิ่น ก่อเกิดสำนึกท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป "เมี่ยง" ที่ชาวเหนือเรียกคือ "ชา" ที่คนทั่วไปรู้จัก เป็นชาพันธุ์อัสสัม เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดจากแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ชาวไทยภูเขานำมาปลูกคละกันกับไม้ยืนต้นในพื้นที่ป่าดิบเขา เมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว ตามงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานศพ งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ หรืองานวัด จะมีของกินเล่นชนิดหนึ่งที่คนเมืองเหนือขาดไม่ได้เลยก็คือ "เมี่ยง" ซึ่งทุกงานต้องมีไว้ให้ขบเคี้ยวกันถือว่าเป็นของว่างระดับอินเตอร์ เห็นแม่อุ้ย พ่ออุ้ย คาบบุหรี่มวนด้วยใบตองกล้วย พ่นควันโขมง ถ้าสังเกตจะเห็นแก้มป่องน้อยๆ เพราะอมเมี่ยงที่ทำจากใบเมี่ยงห่อเป็นลูกอมกลมๆใส่ใส้ด้วยเกลือ ขิง และบางทีก็มีเม็ดมะแขว่นช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมชวนอม

 

นอกจากนี้ "สวนเมี่ยง" ยังทำหน้าที่ป้องกันการทำลายป่าต้นน้ำลำธาร และป้องกันไฟป่าได้เป็นอย่างดี การทำเมี่ยงได้อาศัยภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน ชาวบ้านพื้นเมืองบ้านโป่งน้ำร้อน ดำรงชีพด้วยการขายใบเมี่ยงซึ่งก่อให้เกิดประเพณีวัฒนธรรมตามความเชื่อทั้งในด้านวิถีชีวิตและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ประกอบอาชีพนี้ จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ค้นพบคุณสมบัติบางอย่างของต้นเมี่ยงนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน การใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เหล่านั้น ยังคงดำเนินเรื่อยมาโดยไม่มีการพัฒนา ปรับปรุง ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง จึงเป็นการจุดประกายแก่ครูโรงเรียนบ้านโป่งน้ำร้อน ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ได้นำเมี่ยงที่ถือได้ว่าเป็นการนำวิถีแห่งวัฒนธรรม เข้ามาผสมผสานกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนได้อย่างลงตัว

 

อ. สุรเจต ปาลี หัวหน้าโครงการชุดการเรียนรู้เรื่องเมี่ยงบ้านโป่งน้ำร้อน กล่าวว่า ในการเริ่มต้นของการเข้าสู่โครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น เรานึกถึงบริบทของโรงเรียนกับชุมชนก่อนเป็นอันดับแรกว่าควรศึกษาเรื่องอะไร และเนื่องจากบริบทของโรงเรียนเป็นป่า จึงมีการตกลงกันว่าจะนำเรื่องใกล้ตัวมาสู่การเรียนรู้ของเด็กที่ต้องเป็นที่ไม่ไกลจากตัวเด็กมากนัก เลยคิดว่ามีสองอย่างที่น่าจะเป็นไปได้คือเรื่องของ พืชสมุนไพร และ ต้นเมี่ยง ซึ่งการทำเมี่ยงเป็นอาชีพดั้งเดิม-ของ คนพื้นเมือง และสร้างรายให้กับชุมชนมาช้านาน แต่ระยะหลังขาดหายไป จึงอยากให้อยากให้เด็กรู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมาเป็นเมี่ยงที่เรากินกันได้ มีกระบวนการอย่างไร ด้วยการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาจับ และการลงพื้นที่เป็นการเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่การสังเกตลักษณะของต้นเมี่ยง การแปรรูปเมี่ยง ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นเมี่ยง และในเรื่องของตลาดว่าในพื้นที่เชียงราย ภาคเหนือ นั้นสามารถนำเมี่ยงไปจำหน่ายได้ที่ไหนได้บ้าง ถือเป็นการต่อยอดความคิด และเด็กที่เรียนเราก็เอาไปเรียนกับคนที่ทำเมี่ยงโดยตรง ทำให้เด็กๆ รู้สึกรักท้องถิ่น เห็นความสำคัญของท้องถิ่น ตัวครูเองก็ได้กระบวนการวิจัย ทำให้รู้ว่าการวิจัยไม่ยากอย่างที่คิด ที่สำคัญการเรียนนอกห้องเรียนเช่นนี้ทำให้เด็กมีความสนใจ มีความสุขกับการเรียน และสามารถนำรูปแบบการเรียนแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในวิชาอื่นๆด้วย

 

ชุดโครงการวิจัยวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นเรื่องเมี่ยงโดยนักเรียน ชุมชน คณะผู้วิจัย จึงเห็นความสำคัญในการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้กับผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เรื่องเมี่ยงอย่างแท้จริง เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาอันมีค่าและพัฒนาให้เกิดรายได้และสร้างชุดการเรียนรู้เรื่องเมี่ยงในโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น และเป็นการพัฒนาศักยภาพของครูในด้านการทำวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและท้องถิ่น ทั้งนี้สิ่งที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้คือ ได้ชุดการเรียนรู้เรื่อง เมี่ยงบ้านโป่งน้ำร้อน ครูผู้สอนมีประสบการณ์ตรงในการวิจัยเบื้องต้น ครูและนักเรียนได้ฝึกกระบวนการวิทยาศาสตร์ นักเรียนและชุมชนได้นำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต การตั้งคำถาม การออกแบบการทดลอง เป็นเครื่องมือในการสืบค้นหาความรู้ ซึ่งนำไปสู่วิธีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเมี่ยง

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนอีกด้วย ของเล่นพื้นบ้านภาคใต้…จากภูมิปัญญาสู่การเรียนรู้ "ครูสามารถสร้างความเข้าใจในวิชาฟิสิกส์ซึ่งเป็นเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายต่อการเข้าใจได้ โดย การนำของเล่นรุ่นบรรพบุรุษที่เด็กๆชาวใต้คุ้นเคย มาสร้างชุดการเรียนรู้เรื่อง "เรียนรู้เรื่องหลักการทางวิทยาศาสตร์จากของเล่นพื้นบ้าน" เพื่อมาใช้สำหรับการเรียนการสอน ถือเป็นการนำเอาภูมิปัญญามาผสานกับวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว" ทั่วทุกภาคของประเทศไทยล้วนมีภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นที่ต่างกันออกไป ซึ่งล้วนมีคุณค่า ควรแก่การอนุรักษ์ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งภูมิปัญญาเหล่านี้สามารถนำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้โดยอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้เรียนอีกต่อไป เช่นเรื่องราวของการศึกษาเรียนรู้เรื่องฟิสิกส์จากของเล่นพื้นบ้านภาคใต้

 

นายบัญญัติ ลายพยัคฆ์ หัวหน้าโครงการชุดการเรียนรู้เรื่อง "เรียนรู้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากของเล่นพื้นบ้าน" โดย ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากการที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีเสด็จเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จ.นครศรีธรรมราชและทรงให้ความสนพระทัยในนิทรรศการเชิงสาธิตหลักการทางวิทยาศาสตร์ของเล่นพื้น บ้านจากภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วทรงตรัสแบบเรียบๆว่า "มีหลักสูตรสอนในโรงเรียนหรือไม่" จึงตระหนักได้ว่าจะต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองพระองค์ท่าน จากนั้นจึงนำกระบวนการเรียนรู้หลักการวิทยาศาสตร์จากของเล่นพื้นบ้านสู่การวิจัยในโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น โดยมีแนวคิดที่จะนำของเล่นพื้นบ้านมาวิเคราะห์หลักการทางวิทยาศาสตร์ให้ได้เป็นองค์ความรู้ ครูนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการจัดทำชุดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับระดับการศึกษาของเด็กนักเรียน แล้วนำไปจัดการเรียนการสอนตามชุดการเรียนรู้นั้นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งของเล่นที่นำมาวิเคราะห์หลักการทางวิทยาศาสตร์นั้นมีหลากหลายต่างกันไป อาทิเช่น ลูกผัด, ลูกข่าง, กังหันหมุน ,ฉับโผง, กระบอกฉีด,แมงบี้ ,กุบกับ,ทองโย่งและเรือสบู่ เป็นต้น

 

ตัวอย่างของเล่นเหล่านี้เด็กๆภาคใต้นิยมเล่นมานานแล้ว อย่างกำหมุนหรือกังหันหมุนนั้น ไม่มีใครบอกได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทราบเพียงว่าเมื่อก่อนมีการใช้ไม้ไผ่มาทำกังหัน และต่อมาเมื่อมีคนนำยางพาราเข้ามาปลูกในภาคใต้จึงมีการคิดใช้ยางพารามาประกอบทำเป็นกังหันหมุนมาแทนไม้ไผ่ที่เคยใช้ในอดีต แสดงถึงภูมิปัญญาคือ ลูกยางพารานั้นมีเปลือกแข็งและด้านบนจะมีแผ่นเปลือกบางๆปิดรูทางงอกของเมล็ด เจาะเบาๆรูจะเปิด แคะเอาเนื้อในออกจนหมด ลูกยางจะเป็นโพรงใช้ตะปูเสียบให้ทะลุก้น ก็จะได้รูพอดีกับแกนกังหัน การหมุนของกังหันหมุนนั้นมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าหมุนได้เพราะมีทอร์กจากเชือกมากระทำกับแกนหมุน เมื่อปล่อยเชือกจนหมด ความเฉื่อยเชิงมุมก็ทำให้แกนหมุนต่อไป และเริ่มขดเชือกเข้าไปใหม่เพื่อพร้อมดึงเชือกอีกครั้ง

 

นอกจากหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนตามหลักสูตรในช่วงชั้นต่างๆแล้ว ของเล่นยังมีเสน่ห์และความลึกซึ้งของประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นิยมเล่นของเล่นแต่ละชนิดในช่วงฤดูกาลที่แตกต่างกัน ที่ครูสามารถโยงไปสู่การสอนเรื่องอื่นอย่างบูรณาการด้วย ซึ่งการเรียนการสอนแบบนี้จะทำให้นักเรียนได้มีความซาบซึ้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งมีความทันสมัย มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับชีวิตและสังคมได้เป็นอย่างดี

 

นายวินัย โชติพันธ์ ครูนักวิจัย โรงเรียนวัดเขาขุนพนม จ. นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การนำเรื่องของเล่นพื้นบ้านมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนนั้น ทำให้เด็กๆสนุกที่จะเรียน ทำเรื่องราวของฟิสิกส์ที่เป็นเรื่องยากต่อการเข้าใจให้เป็นเรื่องง่ายและสนุกสนานสำหรับพวกเขา ตัวครูเองจะได้มีความรู้ในเรื่องของการวิจัยและได้ประสบการณ์ในการจัดการสอนรูปแบบใหม่ด้วย เมื่อเด็กก็เรียนอย่างมีความอยากรู้ ครูก็สอนอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแห่งการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวใต้ มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สามารถนำเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาสู่การเรียนรู้ในหลักการวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว เพราะนอกจากความรู้ที่จะได้รับแล้ว ยังถือว่าเป็นการสืบสานภูมิปัญญาอันมีค่าให้คงอยู่ต่อไป

 

อาจารย์บุญเรือน จันทร์แก้ว ครูนักวิจัย วิทยาลัยช่างศิลป์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่างของครูที่ต้องสอนวิชาวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนศิลปะ การใช้ของเล่นพื้นบ้านสอนวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนได้ส่งเสริมจินตนาการด้านศิลปะ คิดค้น ดัดแปลง เสริมแต่งให้ของเล่นแต่ละชนิดมีรูปแบบที่สวยงาม มีสีสันมากขึ้น (ใช้ศิลปะมาตกแต่งปรับปรุงของเล่น) นักเรียนบางคนกล่าวว่า "เมื่อก่อนไม่สนใจและไม่ชอบวิทยาศาสตร์เลย แต่โครงการนี้ได้ทำให้เกิดความรักและเข้าใจวิทยาศาสตร์และรักของเล่นพื้นบ้านมากขึ้น" อีกตัวอย่างคือ อาจารย์กุสุมา สุวรรณโณ อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนพรหมคีรีพิทยาคม ก็พบเจอโจทย์ใหม่ว่าจะใช้ศิลปะในการสอนเด็กอย่างไรให้สนุก ได้ความรู้ มีความอ่อนพลิ้ว ไม่แข็งทื่อตามแบบฉบับของครูวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองเป็นอยู่

 

 

​ 

LESA Project วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ จากเครือข่ายความรู้ สู่งานวิจัยนานาชาติ

LESA Project วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ จากเครือข่ายความรู้ สู่งานวิจัยนานาชาติ

 

LESA Project หรือ โครงการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ หนึ่งในโครงการวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2547 สร้างชุดสื่อสารความรู้ใหม่ ในสาระความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับโลกและอวกาศ เพื่อให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศได้นำไปใช้ ด้วยการเผยแพร่ผ่านทางกลุ่มโรงเรียนเครือข่าย นำเสนอสาระความรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในรูปแบบพร้อมใช้งาน หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศทีเกิดขึ้น มาจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนร่วม 200 แห่ง ทั้งนี้ยังได้รับโอกาสก้าวสู่กระบวนการวิจัยระดับสากลกับ NASA CloudSat Mission อีกด้วย

การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน สร้างพื้นฐานทางความคิดที่สำคัญให้แก่เด็กและเยาวชน ก่อให้เกิดกระบวนการสังเกต ตั้งคำถาม ค้นคว้า วิจัย ทดลอง จนกระทั่งสรุปผลการค้นคว้าทั้งหมดระหว่างกลุ่มที่ทำงานร่วมกัน ผลที่ได้นอกจากจะเป็นสาระความรู้ทางด้านพื้นฐานวิทยาศาสตร์นั้นๆแล้ว ยังสามารถสร้างให้ผู้สอนและผู้เรียนเกิดกระบวนการทางความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอีกด้วย

 

 

 

 

"วิชาวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ" เป็นสาระการเรียนรู้แบบใหม่ ในสาขาวิทยาศาสตร์ ที่เพิ่มขึ้นมากนอกเหนือจากวิชา ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ที่มีอยู่แต่เดิมแล้วแต่เนื่องจากวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศเป็นวิชาที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาและความยากลำบากแก่ครูผู้สอน เนื่องจากขาดประสบการณ์และความรู้พื้นฐานทางด้านนี้ ประกอบกับหนังสือและตำราอ้างอิงที่จะใช้ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำไปสร้างสื่อการสอนก็หาได้ยาก ครูจึงไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพได้ "โครงการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ"ที่มีคณะผู้ทำงานคือ น.อ.ฐากูร เกิดแก้ว และทีมงานหอดูดาวเกิดแก้ว จึงเกิดขี้นภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) มีวัตถุประสงค์ในการสร้างสื่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวเนื่องด้วยวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ที่มีเนื้อหาสามารถสอดแทรกไปด้วยกิจกรรม เครื่องมือ สื่อการสอนและการทดลองที่เด็กสามารถจับต้องได้และง่ายที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลืออาจารย์ผู้สอนที่ประสบปัญหาขาดแคลนหนังสือและสื่อการสอน

 

 

 

น.อ.ฐากูร กล่าว่า "กิจกรรมที่นำมาสู่การสร้างชุดการเรียนรู้ส่วนใหญ่ใน LESA Project นั้นคือการจัดกิจกรรมค่าย โดยที่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียน ในเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศแขนงต่างๆ ซึ่งเราได้แบ่งชุดความรู้ออกเป็น หลายชุด คือ อวกาศ,ความร้อนและพลังงาน,บรรยากาศ,น้ำ,ธรณีวิทยา และ สิ่งมีชีวิต ซึ่งในค่ายเรียนรู้นั้นอาจารย์และนักเรียนจะร่วมกันเรียนรู้ ทดสอบเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเนื้อหาของชุดความรู้นั้นๆ ด้วยกิจกรรมการทดลอง ตลอดจนสื่อการสอนรูปแบบง่ายๆ ที่พัฒนาขึ้นจากทีมนักวิจัย เมื่อปรับปรุงชุดความรู้ที่ช่วยกันสร้างขึ้นจาก ทีมวิจัย ครู และนักเรียน ที่มาจากโรงเรียนเครือข่ายทั่วประเทศแล้ว ทางทีมงานก็จะเผยแพร่ชุดการเรียนรู้เหล่านั้นในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทางเว็บไซต์ www.lesaproject.com รวมถึงแจกจ่ายแก่โรงเรียนที่ร้องขอทางแผ่นซีดีอีกด้วย"

 

จากการทำงานร่วมกันของทีมงานวิจัยกับโรงเรียนเครือข่ายทั่วประเทศ ทำให้เกิดการขยายตัวของสมาชิกโรงเรียนเครือข่าย LESA Project เป็นจำนวนมากถึงเกือบ 200 โรง จากทั่วประเทศ นับเป็นจำนวนครูและนักเรียนได้มากกว่า 1,000 คน สร้างให้เกิดการแตกแขนงของโรงเรียนไปสู่การทำโครงการวิจัยระดับท้องถิ่น ผ่านโครงการ LESAWS หรือ Learning to be Scientists with Automated Weather Station(www.lesadata.com) โครงการการเรียนรู้อย่างนักวิทยาศาสตร์กับสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ สร้างนักวิจัยรุ่นเยาว์ผ่านการวิจัยข้อมูลอากาศจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ ที่ติดตั้งไว้ตามโรงเรียนเครือข่ายทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กลางให้บริการข้อมูลอยู่ที่หอดูดาวเกิดแก้ว ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก(Earth Science) การวิจัย และข้อมูลสภาพอากาศท้องถิ่น ในระดับหนึ่งด้วย

 

นอกจากนี้ LESA Project ยังดำเนินกิจกรรมกับแนวร่วมใหม่ นั่นคือ โรงเรียนที่มิได้อยู่ในเครือข่าย รวมถึงหน่วยงานของรัฐและเอกชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์แห่งการเรียนรู้ อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับดาราศาสตร์ เช่น โครงการ VT-2004 ซึ่งจัดให้มีการอบรม การสังเกตการณ์และการคำนวณการเกิดปรากฏการณ์ ดาวศุกร์โคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนำผลการคำนวณที่ได้นั้นมาวิเคราะห์หาระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ เพื่อส่งข้อมูลใช้ในการศึกษาร่วมกันกับนักเรียนทั่วโลกผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือ โครงการ The MONGKUT Project ที่จัดขึ้นในโอกาส ครบรอบ 200 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นำมาซึ่งการประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ ร่วมวัดเงาธงเฉลิมพระเกียรติ เพื่อนำคำนวณเป็นเส้นผ่านศูนย์กลางโลกต่อไป

 

ขั้นต่อไป ของ LESA Project น.อ.ฐากูร เปิดเผยว่า โครงการ LESA ได้รับการติดต่อให้ร่วมโครงการกับ NASA CloudSat Mission ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระดับนานาชาติ โดยแกนหลักคือ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA ของสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างการเรียนรู้และวิจัย วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศและเมฆ ผ่านทางการสังเกตจากภาคพื้นดิน แล้วทำการเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสังเกตการณ์ โดยที่จะมีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนที่เข้าร่วมอบรมระหว่างประเทศไทยและนิวซีแลนด์อีกด้วย

 

 

​ 

ใช้มาตรฐาน GMP พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบไทย ขานรับ WTO /การเปิดเสรีทางการค้า

นักวิจัยไทยเร่งสร้างมาตรฐานการผลิตน้ำนมดิบ ตอบรับ WTO เปิดเสรีทางการค้า ชี้กระบวนการนี้สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งยังเป็นเครื่องมือตรวจสอบเฝ้าระวัง ความปลอดภัยของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

 

การเปิดเสรีตลาดนมและผลิตภัณฑ์นมตามพันธกรณีขององค์การการค้าโลก(WTO) ในปี 2547 ประกอบกับกระแสการตื่นตัวของผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย รวมถึงกฎหมาย GMP (Good Manufacturing Practice) และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับยาสัตว์ตกค้างที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้ ทำให้ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวและเตรียมรับมือกับมาตรฐานในการผลิตน้ำนมดิบเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบทั้งสิ้น 159 แห่ง โดยเป็นศูนย์ของสหกรณ์ 113 แห่งเอกชน 35 แห่งและวิทยาลัยเกษตรกรรม 11 แห่ง

 

ซึ่งการควบคุมมาตรฐานการผลิตเกี่ยวกับสุขลักษณะการผลิตที่ดีของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบต่างๆเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบกับโรงงานแปรรูปที่เป็นผู้ซื้อน้ำนมดิบจากศูนย์ฯ ทำให้ทั้งระบบมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการดำเนินการให้ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบมีมาตรฐานเดียวกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะส่งผลให้น้ำนมดิบโดยรวมที่เข้าสู่โรงงานแปรรูปที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังส่งผลดีทางอ้อมให้การกำหนดเกณฑ์การรับซื้อน้ำนมดิบของโรงงานแปรรูปจากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบในคุณภาพน้ำนมเป็นไปในแนวเดียวกันทั้งประเทศ ทำให้เกิดความยุติธรรมทางการค้าระหว่างคู่ค้าทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น

 

"โครงการการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิต (GMP) ของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ" ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในวงจรการผลิตนม เพื่อให้มีการปรับปรุงวิธีการผลิตให้ได้มาตรฐาน นับตั้งแต่เกษตรกร ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โรงงานแปรรูป ตลอดถึงผู้ค้าขายที่ทำหน้าที่กระจายและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภค จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยเด่น สกว.ประจำปี 2547

 

ผศ.ดร. วินัย พุทธกูล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง "การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิต(GMP) ของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ" กล่าวว่า ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบทำหน้าที่รวบรวมน้ำนมดิบจากเกษตรกรไปยังโรงงานแปรรูป และส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกันยังเป็นหน่วยควบคุมมาตรฐานคุณภาพน้ำนมดิบให้กับโรงงานแปรรูปอีกด้วยกล่าวคือ มาตรฐานน้ำนมดิบของโรงงานจะถูกส่งผ่านไปยังศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจัดซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร แต่การพัฒนากลไกนี้ยังไม่ได้รับความเอาใจใส่ดูแลเท่าที่ควร เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนากลไกส่วนอื่นในวงจรการผลิตนมของประเทศ เช่น การพัฒนายกระดับมาตรฐานการผลิตของโรงงานแปรรูป ซึ่งได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อประเทศไทยจะต้องดำเนินการให้มีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานของอุตสาหกรรมนมทั้งระบบในอนาคต

 

การพัฒนาในส่วนของศูนย์รวบรวมน้ำนมจึงจำเป็นต้องดำเนินการไปพร้อมๆกันกับส่วนอื่นอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จะมีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเข้าร่วมโครงการจำนวน 80 รายซึ่งจะเป็นศูนย์ที่สามารถวิเคราะห์มาตรฐานของน้ำนมดิบในปัจจุบัน ขณะเดียวกันข้อมูลที่ได้ก็จะใช้ในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางสำหรับการปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานการผลิตของศูนย์แต่ละแห่งซึ่งแต่ละศูนย์จะมีบุคลากรอย่างน้อย 1 คนที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิต(GMP) ได้รับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติเพื่อเป็นบุคลากรหลักด้าน GMP ของแต่ละศูนย์ ให้มีความสามารถในการตรวจวิเคราะห์มาตรฐาน GMP และวางแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตของศูนย์ตนเองได้

 

การดำเนินโครงการนี้ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบแต่ละแห่งที่เข้าร่วมโครงการจะใช้แบบประเมิน โดยข้อดีของแบบประเมินและคู่มือดังกล่าวคือ ใช้ในการตรวจสอบระดับมาตรฐานการผลิตในปัจจุบันของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบแต่ละศูนย์ว่าอยู่ในระดับใด โดยข้อมูลจากแบบประเมินจะช่วยให้แต่ละศูนย์สามารถกำหนดเป้าหมายของการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อให้การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ GMP ของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้น้ำนมดิบที่จะไปสู่ผู้บริโภคได้ยกระดับคุณภาพขึ้นทั้งระบบ เป็นการสนองตอบนโยบายความปลอดภัยของรัฐบาลโดยตรง นอกจากนั้นหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบโดยตรง ยังสามารถนำผลการศึกษาจากโครงการนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานการผลิตตามหลักเกณฑ์GMPของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานของประเทศที่ศูนย์ฯทุกแห่งต้องยึดถือปฏิบัติ

 

ผศ.ดร. วินัย กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่รับผิดชอบในการดูแลมาตรฐานการผลิตของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ยังสามารถใช้แบบประเมินศูนย์ฯที่พัฒนาขึ้นในโครงการนี้ เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อให้ศูนย์ฯในความดูแลมีมาตรฐานการผลิตที่ดี เป็นแหล่งรวบรวมน้ำนมดิบที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ในหน่วยงานกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร(มกอช.)อีกด้วย

 

​ 

สกว.จับมือพันธมิตรต้านภัยแผ่นดิน เฟ้นมาตรการ "ป้องกันปราบปรามองค์กรอาชญากรรม/ผู้มีอิทธิพล"

สกว.จับมือพันธมิตรต้านภัยแผ่นดิน เฟ้นมาตรการ "ป้องกันปราบปรามองค์กรอาชญากรรม/ผู้มีอิทธิพล"

 

ท่ามกลางสภาวการณ์ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะใช้ความพยายามเพียงใดก็ยังมิอาจยับยั้งหรือยุติปัญหาเหล่านั้นให้หมดสิ้นได้ มิหนำซ้ำบางปัญหายังส่อเค้าบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติกระทั่งลุกลามออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องยาเสพติด การค้าประเวณี ปัญหาฟอกเงิน ปัญหาอาชญากร และกลุ่มผู้มีอิทธิพล เป็นต้น ดังนั้นเพื่อลดความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ร่วมมือกับ สถาบันกฏหมายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานงบประมาณความช่วยเหลือป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (NAS) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมพัฒนาโครงการ "การพัฒนากฏหมายป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ขึ้น

 

นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเรื่อง "การพัฒนากฎหมายป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกฏหมายที่ใช้ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มีอยู่แล้ว และเสนอแนวทางในการจัดทำ (ร่าง) กฏหมายใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถและมาตรการใหม่ๆ ที่เหมาะสมมาเสริมในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการกระทำความผิดโดยกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งเพื่อให้ได้กระบวนการแก้ไขกฏหมายที่มีอยู่แล้ว หรือการออกกฏหมายใหม่ให้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้องและเป็นเอกภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความตระหนักในกลุ่มบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม ผู้บังคับใช้กฏหมาย รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนทั่วไป ให้ทราบถึงสภาพและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น การขาดกฏหมายและการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพที่จะป้องกันและปราบปราม แนวทางและมาตรการในการแก้ไข ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากอนุสัญญาและพิธีสารทั้ง 3 ฉบับ และพันธกรณีของประเทศไทยที่มีตามอนุสัญญาและพิธีสารดังกล่าว

 

ประการสุดท้ายคือเป็นตัวอย่างและแนวทางในการพัฒนากฏหมายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามปัญหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกันในอนาคต

 

นายวันชัย รุจนวงศ์ กล่าวถึงผลสำเร็จของโครงการวิจัยว่า ที่ผ่านมาได้มีการนำผลงานวิจัยชิ้นนี้ไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงสาธารณะ รวมทั้งนำไปเผยแพร่ในที่ประชุมที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งแต่ละครั้งจะเป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจถึงกระบวนการ วิธีการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจและตระหนักว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว และส่งผลกระทบประการใดต่อประเทศชาติบ้าง ที่สำคัญคือจะใช้ข้อมูลของผลงานวิจัยชิ้นนี้ประกอบการประชุม UN Congress on Crime Prevention and Criminal Justice ครั้งที่ 11 ที่กำลังจะจัดขึ้นประมาณเดือนเมษายน พ.ศ.2548 นอกจากนี้ยังได้ใช้ข้อมูลบางส่วนของงานวิจัยนี้ในการเขียนงานวิจัยส่วนบุคคลเรื่อง "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: ผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงและมาตรการป้องกันและปราบปรามที่มีประสิทธิภาพ" เสนอต่อวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) และได้รับคัดเลือกเป็นงานวิจัยส่วนบุคคลดีเด่นในปี 2547 มาตรการทางกฏหมายในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมของไทยประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญคือ

 

1) มาตรการเกี่ยวกับผู้กระทำความผิด ได้แก่หลักตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน รวมถึงหลักความผิดฐานอั้งยี่ และซ่องโจรตามประมวลกฏหมายอาญา หลักสมคบกันกระทำความผิด พยายามสนับสนุน ช่วยเหลือการกระทำความผิดตามกฏหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด และกฏหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน


2) มาตรการเกี่ยวกับตัวยาเสพติด ซึ่งไทยได้กำหนดไว้ในเรื่องของการห้ามผลิต นำส่ง ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง และเสพ ซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฏหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ตามกฏหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท


3) มาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ได้แก่หลักการริบทรัพย์สินทางอาญาตามประมวลกฏหมายอาญา หลักการริบทรัพย์สินทางอาญากึ่งแพ่งตามกฏหมาย ว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และหลักการริบทรัพย์สินทางแพ่งตามกฏหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยการริบทรัพย์ทางอาญาหรือทางอาญากึ่งแพ่งนั้น เป็นการพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดของบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ สิน และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าผิดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย หากผลการพิสูจน์ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิดหรือมีข้อสงสัย ก็ต้องคืนทรัพย์สินที่จะริบนั้นให้แก่ผู้เป็นเจ้าของไป เว้นแต่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด ส่วนการริบทรัพย์สินทางแพ่งนั้นเป็นการพิสูจน์ความผิดของทรัพย์สินว่าได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด ไม่คำนึงว่าจะมีผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษตามกฏหมายหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็ผลักภาระการพิสูจน์แห่งการได้มาซึ่งทรัพย์สินให้ตกเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน โดยจะใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานแทนการพิสูจน์โดยปราศจากสงสัย


4) มาตรการบริหารและจัดการคดี ได้แก่ อำนาจสืบสวนพิเศษ อาทิ การดักฟังหรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การตรวจค้นจับกุมตามกฏหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การคุ้มครองพยานตามกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา รวมถึงการสืบสวน สอบสวนตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา และร่างกฏหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ตลอดทั้งความร่วมมือของจำเลยในคดีอาญาตามประมวลกฏหมายอาญาและกฏหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ทั้งนี้หากประเทศไทยต้องการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมยาเสพติดให้สัมฤทธิผลสูงสุด จำเป็นต้องปรับใช้ทุกมาตรการพร้อมกันในลักษณะบูรณาการที่ประสานกลมกลืน เนื่องจากแต่ละมาตรการย่อมมีจุดเด่นจุดด้อยหรือข้อจำกัดบางประการ มิได้ครอบคลุมถึงการแก้ไขปัญหาโดยองค์รวมทั้งหมด นอกจากนี้ที่ผ่านมาได้มีนักวิจัยหลายท่านนำกรณีดังกล่าวไปทำการศึกษาวิจัยกระทั่งได้ผลสรุปออกมาเป็นประโยชน์อย่างมาก อาทิ

 

"การกำหนดความผิดฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และ การคุ้มครองพยานและการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหาย" โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยสรุปว่ากฏหมายไทยสมควรที่ต้องเพิ่มเติม แก้ไข เพื่อให้มีมาตรการที่สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร ส่วนมาตรการเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองพยานและการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายนั้นประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฏหมายบางเรื่อง หรือมีอยู่แล้วแต่ไม่เพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองพยานเท่าที่ควร

 

"เทคนิคการสืบสวนสอบสวนพิเศษ" โดย นายอรรณพ ลิขิตจิตถะ มีกรณีที่สำคัญในการศึกษาวิจัยคือ การดักฟัง การใช้เจ้าหน้าที่อำพราง การส่งภายใต้การควบคุม การล่อให้กระทำผิด และการสะกดรอยด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่สำคัญในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อน ให้สามารถดำเนินการไปถึงกลุ่มสมาชิกขององค์กรได้ทั้งหมด ในความผิดที่กำหนดไว้ ได้แก่ ความผิดอาญาร้ายแรง ความผิดที่มีลักษณะก่อตั้งเป็นองค์กร ความผิดฐานฟอกเงิน ความผิดฐานฉ้อราษฎร์บังหลวง ความผิดฐานขัดขวางเจ้าหน้าที่ในงานกระบวนการยุติธรรม การผิดฐานค้ามนุษย์โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ความผิดฐานลักลอบขนย้ายผู้ย้ายถิ่นทางบก ทะเล และอากาศ

 

"ระบบฐานข้อมูลอาชญากรรม" โดย นายบุญญวิจักษณะ เหล่ากอที พบว่าที่ผ่านมาระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือที่เกี่ยวกับบุคคลมิได้มีการจัดทำหรือจัดทำไม่เชื่อมโยงในทางปฏิบัตินัก มักกระจัดกระจายไม่สมบูรณ์ต่อการนำไปใช้ประโยชน์ ที่สำคัญคือไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนารูปแบบ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อสนเทศให้เกิดเอกภาพ มีรายละเอียดที่สมบูรณ์ถูกต้อง สอดรับกับรูปแบบวิธีการแลกเปลี่ยนที่ทันสมัย สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงการดำเนินการเชิงวิเคราะห์ข้อสนเทศที่มีประสิทธิภาพ โดยการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดก็บรวบรวม แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์ข้อสนเทศ โดยแบ่งระดับฐานข้อมูลอาชญากรรมออกเป็น ระดับภายใน ระดับหลักการ และระดับภายนอก และในการแบ่งปันข้อมูลนั้นจะกำหนดระดับของการเข้าถึงไว้เป็นระดับผู้ปฏิบัติ ระดับผู้ควบคุมผู้ปฏิบัติ และระดับผู้บริหารระดับสูง

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยได้ประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งมีคำนิยามตรงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามที่ผลงานวิจัยได้ให้คำนิยามไว้ ดังนั้นทางกระทรวงยุติธรรมจึงเห็นควรกำหนดหัวข้อในการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 2 เรื่อง "มาตรการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมและผู้มีอิทธิพล" ซึ่งข้อมูลสำหรับการจัดประชุมได้อาศัยฐานข้อมูลจากงานวิจัยโครงการ "การพัฒนากฏหมายป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" นี้ด้วย ผลการจัดประชุมดังกล่าวนับได้ว่าประสบผลสำเร็จ สามารถดึงดูดให้ผู้เข้าร่วมประชุมเกิดความสนใจอย่างมาก ผนวกกับฝ่ายบริหารของประเทศได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงคาดว่าการประชุมทางวิชาการระดับชาติครั้งนี้จะส่งผลให้ทุกสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทั้งก่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมืองอย่างแท้จริงและยั่งยืน

 

​