นักวิจัยไทยศึกษาพบกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออก

นักวิจัยไทยศึกษาพบกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเป็นอีกหนึ่งปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ที่มียุงลายเป็นพาหะ ส่งผลให้เกิดการตายและทุพพลภาพ โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 5-8 ปี จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการเกิด ไข้เลือดออกมักพบบ่อยในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเชื้อต่างสายพันธุ์จากการติดครั้งแรก ผนวกกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ น.ส.วันวิสาข์ เดชนิรัติศัย นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จากภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล จึงทำการวิจัยเรื่อง "การตรวจหาเปปไทด์แอนติเจนของไวรัสเดงกี่ที่มีความจำเพาะต่อทีเซลล์ของคนไทย" โดยมี นพ.ปรีดา มาลาสิทธิ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

การศึกษาครั้งนี้เป็นการหากลไกสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้ ซึ่งพบว่า ในร่างกายผู้ป่วยไข้เลือดออกจะผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันจำนวนมากที่มีความสามารถในการทำลายเชื้อที่พบมาก่อนในอดีตสูง แต่กลับมีการตอบสนองทำลายเชื้อที่เข้ามาใหม่ต่ำ และยังมีผลเพิ่มจำนวนไวรัสสูงชักนำไปสู่การเกิดโรคไข้เลือดออก ที่สำคัญยังพบว่าเซลล์ภูมิคุ้มกันเกิดการตายแบบทำลายตนเองทำให้เกิดความรุนแรงในการเกิดโรคมากยิ่งขึ้น จากการค้นพบกลไกครั้งนี้นับเป็นข้อมูลที่สำคัญยิ่งในการนำไปใช้พัฒนาและทดสอบวัคซีนไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์จากการฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว

 

 

 

 

 

เครื่องลดความชื้นข้าว + เตาเผาแกลบ

"เครื่องลดความชื้นข้าว + เตาเผาแกลบ"

การใช้เครื่องเกี่ยวนวดแทนแรงมนุษย์ในการเกี่ยวข้าว แม้จะทำให้เกี่ยวข้าวได้เร็วขึ้น แต่ก็ต้องเกี่ยวขณะที่ข้าวมีความชื้นสูง ซึ่งข้าวเหล่านี้หากไม่ได้รับการลดความชื้นภายใน 48 ชั่วโมง ความชื้นภายในจะทำให้ข้าวเสื่อมลง ซึ่งเครื่องอบลดความชื้นข้าวที่โรงสีใช้กันอยู่เดิม จะไม่สามารถอบลดความชื้นข้าวที่เข้าสู่โรงสีพร้อม ๆ กันปริมาณ มาก ๆ เช่นนี้ได้ และกลายเป็นปัญหาคอขวดของอุตสาหกรรมการผลิตข้าวในบ้านเรา

ศ. ดร.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ จากคณะพลังงานและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงได้พัฒนา "เครื่องอบลดความชื้นข้าวแบบฟลูอิไดซ์-เบด" ขึ้น โดยเครื่องนี้จะใช้ "ลมร้อน" ในการเป่าให้ข้าวลอยตัวขึ้น และข้าวจะถูกลมร้อนไล่ความชื้นออกไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 3 นาที ซึ่งปัจจุบันเครื่องนี้สามารถลดความชื้นข้าวได้ถึงชั่วโมงละ 20 ตันข้าวเปลือก และนอกจากเครื่องสีข้าวแล้ว ยังมีการพัฒนา "เตาเผาแกลบแบบไซโคลน" เพื่อนำแกลบที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งในโรงสีข้าว มาใช้เผาเป็นลมร้อนเพื่อป้อนให้กับ "เครื่องลดความชื้นข้าวแบบฟลูอิไดซ์-เบด" แทนการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้วันหนึ่ง ๆ หลายหมื่นบาท

ที่สำคัญงานวิจัยทั้ง 2 นี้ มีการร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนตั้งแต่เริ่มโครงการ ทำให้ผลงานวิจัยถูกนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้สามารถขายไปได้รวมกันมากกว่า 400 เครื่อง ทั้งกับโรงสีในประเทศ และต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก สเปน จากความสำเร็จของงานวิจัยดังกล่าว ทำให้องค์กรยูเนสโก ประกาศให้ ศ.ดร.สมชาติ ได้รับรางวัล UNESCO Science Prize ประจำปี 2003

 

 

 

รหัสโครงการ : RTA3980014

​ 

ค้างคาว ตัวแพร่เชื้อรายใหม่โรคพิษสุนัขบ้า

ค้างคาว ตัวแพร่เชื้อรายใหม่โรคพิษสุนัขบ้า

การให้ความสำคัญกับโรคใดโรคหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เสียชีวิต แม้ว่าในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าเพียง 50 รายต่อปี แต่หากดูมูลค่าการให้วัคซีนป้องกันโรคในผู้ถูกสุนัขกัดอย่างเดียวพบว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่าปีละ 300 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่รวมค่าเซรุ่มและงบประมาณที่ใช้สำหรับควบคุมและป้องกันโรคในสุนัขที่มีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัวทั่วประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ศ. นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ทำการศึกษาโรคพิษสุนัขบ้าแบบครบวงจร ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การป้ายเนื้อสมองบนกระดาษกรอง วางไว้ที่อุณหภูมิห้องไม่น้อยกว่า 222 วันนั้น สามารถตรวจ RNA ได้ การตรวจหา RNA ของไวรัสในปัสสาวะนั้นมีความไวพอกับการตรวจในน้ำลาย และยังได้มีการพัฒนาวิธีการ NASBA ซึ่งมีความไวกว่าวิธีเดิม คือสามารถตรวจได้ในขณะที่ ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังได้นำวิธีการตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI- Magnetic Resonance Image) มาใช้ โดยพบว่าสมองอักเสบที่เกิดจากพิษสุนัขบ้าในคนนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวไม่สามารถแพร่เชื้อได้ ที่สำคัญคือพบว่าค้างคาวเป็นพาหะสำคัญที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าอีกด้วย การศึกษาวิจัยโรคพิษสุนัขบ้าแบบครบวงจรนี้ ภาครัฐยังอาจนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการวางแผนควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่แพร่มายังคนได้เป็นระบบต่อไป

 

 

รหัสโครงการ : DBG4580001

​ 

เทคนิคใหม่ลดน้ำหนักโมเลกุล-ความหนืดยาง ได้ยางชนิดใหม่มีคุณสมบัติเทียบเท่ายางสังเคราะห์

เทคนิคใหม่ลดน้ำหนักโมเลกุล-ความหนืดยาง ได้ยางชนิดใหม่มีคุณสมบัติเทียบเท่ายางสังเคราะห์

 

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ยางสังเคราะห์ได้รับเลือกให้ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมูลค่าสูง ๆ มากกว่า ยางธรรมชาติของไทย มาจากคุณสมบัติของยางธรรมชาติที่เปลี่ยนไปเมื่อถูกเก็บรักษาในรูปแบบของยางแห้ง เนื่องจากพบว่ายางแห้งของไทยจะมีสายโมเลกุลยาวและมีน้ำหนักโมเลกุลสูง ยิ่งเก็บไว้นานจะเกิดการแข็งตัวและยางจะมีความหนืดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์ถูกนำมาใช้แทนยางธรรมชาติ อันเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไปอย่างน่าเสียดาย

ด้วยเหตุนี้ ดร.อรสา ภัทรไพบูลย์ชัย จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ทำการวิจัยเรื่อง "การปรับสภาพยางธรรมชาติเพื่อลดพลังงานที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง" ที่สามารถหาเทคนิคและวิธีการในการลดน้ำหนักโมเลกุลของยางธรรมชาติลงมาได้และมีความหนืดคงที่ด้วยสารชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า Hydroperse P50 ที่ช่วยลดน้ำหนักโมเลกุลของยางธรรมชาติให้ลดลงได้ตามที่ต้องการและยังช่วยทำให้ความหนืดของยางแผ่นที่เก็บไว้ไม่เพิ่มขึ้นด้วย ที่สำคัญการนำยางแผ่นที่ใช้ Hydroperse P50 ไปทำเป็นวัตถุดิบ จะไม่มีการใช้เครื่องบดแต่อย่างใด ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการแปรรูปยางและลดต้นทุนการแปรรูปยางลงไปได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์และนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยางได้ทุกประเภท

ขณะนี้ทีมวิจัยได้ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า ยางดังกล่าวมีคุณสมบัติเทียบเท่ายางแบบเดิมทุกประการ เพียงแต่ลดขั้นตอนการบดยางลงเท่านั้น หากเปรียบเทียบในท้องตลาดน่าจะเทียบได้กับยางสังเคราะห์ ทั้งนี้เนื่องจากยางสังเคราะห์นั้นผลิตขึ้นเพื่อให้ได้ยางที่มีน้ำหนักโมเลกุลที่พอเหมาะกับการใช้งาน ฉะนั้นเมื่อกลุ่มอุตสาห-กรรมผลิตภัณฑ์ยางนำยางสังเคราะห์มาใช้เพื่อลดกระบวนการดังกล่าว จึงคิดว่าน่าจะหันมาใช้ยางธรรมชาติชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ายางสังเคราะห์ ซึ่งนอกจากจะช่วยเกษตรกรไทยแล้วยังช่วยประเทศประหยัดเงินตราอีกด้วย

 

 

 

​ 

ขี้เลื่อยผสม PVC อุตสาหกรรมทางเลือกใหม่

ขี้เลื่อยผสม PVC อุตสาหกรรมทางเลือกใหม่

พีวีซี (PVC- Polyvinyl Chloride) เป็นวัสดุที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคาร บ้านเรือน ซึ่งข้อดีของเฟอร์นิเจอร์พีวีซีคือ มีน้ำหนักเบา โดยการทำให้เป็นรูพรุนเล็ก ๆ และการที่พีวีซีมีน้ำหนักเบานี้ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ยังนิยมใช้ไม้เป็นวัตถุดิบในการผลิต กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ไม้เหล่านี้ทำให้เกิดขี้เลื่อยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร จึงมีแนวความคิดที่จะนำประโยชน์จากขี้เลื่อยมาลดปริมาณการใช้พีวีซีในผลิตภัณฑ์ โดยการผสมกันและนำของผสมดังกล่าวมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ บริษัท V.P. Plastic Products จำกัด จึงได้ร่วมกับ รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อวิจัยความเป็นไปได้ที่จะผลิตผลิตภัณฑ์จากของผสมพีวีซีกับขี้เลื่อยไม้โดยใช้กระบวนการอัดรีด ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากงานวิจัยนี้ อาทิ กรอบประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ภายในและนอกที่มีสีและผิวคล้ายคลึงกับไม้มาก แต่มีสมบัติทนต่อสภาวะอากาศเหมือนพีวีซี โดยการผลิตสามารถนำขี้เลื่อยมาผสมกับพีวีซีได้ถึง 50 ส่วนต่อพีวีซี 100 ส่วนทำให้ลดต้นทุนได้ร้อยละ 25-30 เทียบกับการใช้พีวีซีล้วน ทั้งนี้นอกจากความเด่นของตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้แล้ว ยังมีความเด่นในแง่ของการบริหารงานวิจัยที่ทำให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของผลที่ได้จากการวิจัย จนได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยและพัฒนา ต่อยอดไปเรื่อย ๆ ภายใต้การสนับสนุนจาก สกว. ต่อไปอีกด้วย

 

 

 

รหัสโครงการ : RDG4550024

​ 

ชุดโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ชุดโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ชุดโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นการแสวงหาแนวทาง กระบวนการ และวิธีการในการศึกษาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่เน้นการศึกษา "ประวัติศาสตร์ของสังคมท้องถิ่น" ในลักษณะใหม่ที่เป็น การศึกษาจากความเปลี่ยนแปลงภายในของสังคมท้องถิ่นเอง และเป็นการทำงานร่วมกันของนักวิจัยหลากหลายสาขาวิชาและกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมในงานวิจัยอย่างเข้มข้นของชาวบ้าน อันนำมาซึ่งความเข้าใจให้สามารถมองเห็นภาพที่สลับซับซ้อนในความเปลี่ยนแปลงมิติต่าง ๆ ของสังคมท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน ทำให้การมองปัญหาปัจจุบันและการหาทางเดินไปในอนาคตของคนในท้องถิ่นทำโดยมีฐานความรู้ ความตระหนัก และความมั่นใจมากขึ้น

นอกจากผลงานวิจัยซึ่งประกอบด้วย 4 ชุดโครงการใน 4 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ และ ภาคเหนือ โดยมีโครงการวิจัยย่อยในชุดรวม 29 โครงการแล้ว โครงการนี้ยังก่อประโยชน์ในหลายด้าน กล่าวคือ การคืนประวัติศาสตร์ให้แก่สังคมท้องถิ่นก่อให้เกิดความสำนึกใหม่ในการมองอดีต ปัจจุบัน เพื่อสร้างสรรค์อนาคตร่วมกันบนฐานความรู้ นำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็งและการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างมีพลัง ก่อให้เกิด อัตลักษณ์ใหม่ของคนในท้องถิ่นซึ่งมีผลต่อการทำให้รัฐและสังคมภายนอกเริ่มมองท้องถิ่นในความเป็นจริง ยอมรับความหลากหลายของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ในด้านการศึกษาได้นำไปสู่การปรับแนวทางและหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนในท้องถิ่น ทั้งในวิชาประวัติศาสตร์และการทำหลักสูตรท้องถิ่น/หลักสูตรสถานศึกษา เป็นต้น

​ 

"ศูนย์เตือนภัยน้ำท่วม" จากงานวิจัยสู่การใช้จริง

"ศูนย์เตือนภัยน้ำท่วม" จากงานวิจัยสู่การใช้จริง

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ควรจะมีโครงการศึกษาพฤติกรรมการไหลของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อควบคุมปริมาณน้ำหลาก และ สูบระบายน้ำในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ให้สอดคล้องกับน้ำทะเลหนุน เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ"

จากพระราชดำรัสในครั้งนั้น คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จึงร่วมกับกรมชลประทาน และชุดโครงการวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนให้ รศ.ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ ทำวิจัยเรื่อง "การหาความสัมพันธ์ของระดับน้ำและปริมาณน้ำปากแม่น้ำเจ้าพระยา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ซึ่งตลอด 3 ปีของการศึกษาพฤติกรรมการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยา นำมาสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของระบบแม่น้ำเพื่อหาความสัมพันธ์ของระดับน้ำและปริมาณน้ำ ได้นำมาสู่การจัดตั้ง "ศูนย์พยากรณ์น้ำท่วมและบริหารจัดการน้ำ" ที่เมื่อใส่ตัวเลขของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีวัดน้ำต่าง ๆ ก็จะคำนวณได้ว่าน้ำส่วนนี้จะท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลหรือไม่ ซึ่งขณะนี้สามารถทำนายล่วงหน้าได้ถึง 4 วัน ทำให้มีเวลาในการบริหารจัดการได้อย่างมี ประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยขณะนี้กรมชลประทานได้สนับสนุนให้วิจัยต่อเพื่อขยายผลไปให้ครอบคลุมทั้ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์แล้ว ซึ่งทำให้ในอนาคตจะสามารถพยากรณ์ระดับน้ำล่วงหน้าได้ 9 หรือ 10 วันเลยทีเดียว

 

 

รหัสโครงการ : RDG4430004

​ 

การจัดการสารเคมีไทยในเวทีโลก

การจัดการสารเคมีไทยในเวทีโลก

 

การดำเนินงานโดยการใช้กลไก 3 ประการ คือ การสนับสนุนงานวิจัย (Research) ฐานความรู้ (Knowledge Platform) เชื่อมต่อกับการจัดเวทีสาธารณะ (Public Forum) ทำให้เกิดผลสำเร็จในการใช้ความรู้ที่สะสมจากงานวิจัยและฐานการจัดการความรู้ด้านสารเคมี ซึ่งมี รศ. ดร.วราพรรณ ด่านอุตรา และนางสาววรรณี พฤฒิถาวร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินโครงการ นำมาจัดเวทีสาธารณะ: วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในการเสริมสร้างสวัสดิภาพด้านสารเคมี ในปี พ.ศ. 2546 เป็นผลให้เกิดพลังในการเสริมสร้างสวัสดิภาพด้าน สารเคมีให้กับสังคมไทยจนสามารถขับเคลื่อนการจัดการสารเคมีไทยเข้าสู่เวทีโลกได้

เวทีสาธารณะดังกล่าวเป็นกิจกรรมการวิจัยที่มีผู้นำเสนอประเด็นวิเคราะห์ควบคู่ไปกับประเด็นที่นานาประเทศกำลังให้ความสำคัญในการดำเนินการ มาเปิดแนวคิดแล้วใช้การอภิปรายเป็นการสร้างความเข้าใจจาก มุมมองที่หลากหลาย เพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมเรียนรู้และวิเคราะห์ผลประโยชน์และผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ รวมทั้งหาคำตอบให้กับสังคมไทย เวทีสาธารณะจึงมีลักษณะที่เป็นประชาพิจารณ์ผลจากการศึกษาวิจัยอย่างมีส่วนร่วม ทำให้บรรยากาศของการเสวนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เป็น Strategic Partner เวทีสาธารณะครั้งสุดท้ายเปิดประเด็นเรื่องเปิดเผยข้อมูลสารเคมี: สิทธิการรับรู้หรือควรปกปิด โดยได้ชี้แนวทางของการทำให้สิทธิการรับรู้ให้เป็นภาคปฏิบัติ

สำหรับสาระที่อภิปรายกันทั้งหมดได้ถูกประมวลไว้ในเอกสารเผยแพร่ 2 ฉบับ คือ เอกสารสร้างสรรค์ปัญญา "ขับเคลื่อนการจัดการสารเคมีไทยในกระแสโลก" และเอกสารสรุปย่อภาษาอังกฤษ "Public Forum: Propelling Chemical Management in the Current Global Trend" ข้อถกเถียงและข้อสรุปจากเวทีสาธารณะที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวช่วยเพิ่มความเป็นเอกภาพและมีน้ำหนักในการเจรจาต่อรองในเวทีการประชุมระหว่าง รัฐบาลว่าด้วยความปลอดภัยของสารเคมีครั้งที่ 4 (Intergovernmental Forum on Chemical Safety Forum IV หรือ IFCS Forum IV) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2546 นอกจากนั้นผลงานวิจัยระบบการติดตามตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าสารเคมีของไทยที่นำเสนอต่อสมาชิกประเทศกว่า 140 ประเทศเป็นตัวอย่างการดำเนินงานในการลดและเลิกใช้สารเคมีตามอนุสัญญาต่าง ๆ เช่น สารทำลายชั้นโอโซน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน และสารเคมีที่มีการนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่ง Pesticide Action Network (PAN) Mexico องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการรณรงค์ให้มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัยที่มีเครือข่ายทั่วโลกได้ให้ความสนใจอย่างมาก และขอนำไปเผยแพร่ให้กับกลุ่มประเทศลาติน อเมริกา

 

 

 

รหัสโครงการ : RDG4530020

​ 

การสร้างระบบ HACCP สำหรับโรงงานลูกชิ้น

การสร้างระบบ HACCP สำหรับโรงงานลูกชิ้น

HACCP (Hazard Analysis Critical Control Points) เป็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัยทางอาหารโดยสร้างหลักเกณฑ์ขึ้นมาควบคุมในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ซึ่งประเทศไทยเริ่มนำมาใช้ใน อุตสาหกรรมอาหารแล้ว แต่สำหรับลูกชิ้นที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทยหลายชนิดนั้น ยังไม่มีหลักเกณฑ์ด้าน HACCP ที่แน่นอนในการแปรรูปเนื้อสัตว์ลักษณะนี้

ผศ. ดร.เศรษฐศิลป์ อัมมวรรธน์ จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตลำปาง จึงได้ทำการศึกษากระบวนการผลิตลูกชิ้นทุกขั้นตอน และสามารถกำหนดค่ามาตรฐานการปฏิบัติและวิธีการตรวจสอบขึ้นที่สามารถใช้ลดและป้องกันความเสี่ยงในกระบวนการผลิตได้ โดยจากการทดสอบกับโรงงานตัวอย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง และในขณะนี้ได้ทดลองในโรงงานผลิตลูกชิ้นใน จังหวัดลำปาง ที่มีกำลังผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งผลปรากฏว่าสามารถทำให้โรงงานในโครงการดำเนินการผลิตลูกชิ้นได้มีคุณภาพมากขึ้น จนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตตามความต้องการของตลาดได้ อีกทั้งเกิดการเรียนรู้ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันทำให้โรงงานในจังหวัดลำปางปรับปรุงตาม ส่งผลต่อคุณภาพอาหาร (ลูกชิ้น) โดยรวมตามนโยบายปีแห่งความปลอดภัยทางอาหารและการเป็นครัวของโลก

 

 

 

รหัสโครงการ : RDG4520001

​ 

การพัฒนาระบบบริหารราชการไทยในต่างประเทศ (ทูต CEO)

โครงการพัฒนาระบบบริหารราชการไทยในต่างประเทศ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในการทำวิจัยประเมินผลการปฏิบัติงานของเอกอัคราชทูตแบบบูรณาการในสถานเอกอัครราชทูต 6 แห่ง ได้แก่ กรุงวอชิงตัน ดีซี กรุงโตเกียว กรุงปักกิ่ง กรุงนิวเดลี นครเวียงจันทน์ และ กรุงบรัสเซลส์ ตามโครงการนำร่องของรัฐบาล ที่ต้องการหาต้นแบบในการปฏิรูปให้เกิดระบบการทำงานและการบริหารราชการในต่างประเทศ สืบเนื่องจากนโยบายด้านการต่างประเทศที่มุ่งเน้นบทบาทการทูตเชิงรุกในเวทีการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และความพยายามในการปฏิรูประบบบริหารราชการใน ต่างประเทศให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพตามกรอบยุทธศาสตร์ทวิภาคี เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างและพัฒนาระบบบริหารราชการในต่างประเทศอย่างเป็นระบบภายในปีงบประมาณ 2547

โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545-กันยายน 2546 โดยผลการศึกษาของคณะวิจัยซึ่งมี รศ.ทศพร ศิริสัมพันธ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพร.) เป็นหัวหน้าโครงการ ได้นำเสนอต่อที่ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำปี 2545 และ 2546 ตามลำดับ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการประชุม โดยผลการประเมินและข้อเสนอแนะของโครงการซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงระบบบริหารราชการในต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่

1) การสร้างความเป็นเอกภาพในระดับนโยบายให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะการประสานยุทธศาสตร์ทวิภาคีของกระทรวงการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการระดับชาติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน
2) การกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของเอกอัครราชทูตแบบบูรณาการ และแนวทางการปฏิบัติของคณะผู้แทนไทยให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปตามหมวด 7 ของ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
3) การเสนอแนะให้มีการปรับปรุงระบบงบประมาณที่รองรับต่อยุทธ-ศาสตร์และเอื้อต่อการบริหารราชการในต่างประเทศแบบบูรณาการ และ
4) ปรับปรุงระบบการทำงานในส่วนกลาง และกระบวนการบริหารงานบุคคลของกระทรวงการต่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้การสนับสนุนและสามารถรองรับกับการบริหารราชการไทยในต่างประเทศแบบบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

หมายเหตุ : 10 งานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2546

 

 

รหัสโครงการ : RDG3910001

​