จริยธรรมนักการเมือง

D-100003979รศ.ดร.วริยา ชินวรรโณ 
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
ดร.ฐิตารีย์ ศิริศีศรชัย 
thitarree.This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยมหิดล 

สภาพการณ์ทางจริยธรรมของนักการเมืองไทย 
โครงการวิจัยเรื่อง “จริยธรรมนักการเมือง” เป็นการศึกษาสภาพการณ์ทางจริยธรรมและกลไกครอบคลุมการประพฤติปฏิบัติตามกรอบจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมที่นักการเมืองเลือกประพฤติตามหลักจริยธรรม หรือเบี่ยงเบนไปจากจริยธรรม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประพฤติปฏิบัติ กลไกควบคุมที่ใช้อยู่ กระบวนการและประสิทธิภาพในการบังคับใช้ 

ความเข้าใจที่เกิดขึ้นจะช่วยในการแสวงหาแนวทางในการพัฒนาจริยธรรมนักการเมือง 

ในการวิจัยเกี่ยวกับนักการเมืองไทยนั้น คณะวิจัยได้ดำเนินการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในการวิเคราะห์ประเด็นเรื่องการรับรู้และความรู้เรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากสมาชิกรัฐสภา 630 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 150 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 480 คนได้รับแบบสอบถามกลับคืน 201 ชุด คิดเป็นร้อยละ 32 ของสมาชิกรัฐสภาไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้และมีความรู้เรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูง โดยข้อค้นพบยืนยันว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 83 สามารถแยกประเด็นที่เป็นจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง 

สภาพการณ์ทางจริยธรรมในสังคมการเมืองเป็นประเด็นสำคัญที่การศึกษาวิจัยนี้ ได้ศึกษาเพื่อหาลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการหาแนวทางการพัฒนาจริยธรรมของนักการเมืองต่อไป และได้พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในสัดส่วนร้อยละ 48.99 แต่ในส่วนของสภาพการณ์ด้านอื่นๆ ที่ทำการศึกษา พบว่า นักการเมืองไทยในปัจจุบันคละเคล้าไปด้วยนักการเมืองที่มีและไม่มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (จากค่าเฉลี่ยผลประมวลรวมที่ค่าระดับ 2 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.59) 

อย่างไรก็ตามในการนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจริยธรรมนักการเมือง คณะวิจัยนี้ขอเสนอว่า การเมืองไทยยังมีนักการเมืองน้ำดีอยู่มาก เช่น จากการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รู้จักกับนักการเมืองที่ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมร้อยละ 31.82 และนักการเมืองที่รู้จักเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตร้อยละ 34.34 ถึงแม้จะมีกลุ่มคนที่ประพฤติละเมิดจริยธรรมและยังไม่สามารถดำเนินการลงโทษได้ ทุกภาคส่วนในสังคมไทยควรมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน ขยายกลุ่มนักการเมืองน้ำดี และหาแนวทางการลงโทษอย่างจริงจังกับผู้ประพฤติละเมิดจริยธรรมเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนในสังคม 
ประเด็นปัญหาจริยธรรมทางการเมือง 
การเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีประเด็นปัญหาจริยธรรมทางการเมืองต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติ ได้แก่ การทุจริตการเลือกตั้ง การฉ้อราษฎรบังหลวง การช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน พ้นจากความผิดหรือรับโทษสถานเบา แทรกแซงอำนาจหน้าที่ของข้าราชการ การใช้ทรัพย์สินทางราชการและงบประมาณของหน่วยงานราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การบังคับให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยกระทำผิดแทนตน การปรับหรือออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง การเอาใจออกห่างจากการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การยกเว้นการเอาผิดทางจริยธรรมกับนักการเมืองบางกลุ่ม การกลั่นแกล้งนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และการใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม 

การศึกษาวิจัยนี้ได้นำทั้ง 15 ประเด็นปัญหาข้างต้นมาตรวจสอบความรุนแรง และการพบได้บ่อยในปัจจุบัน จากการสำรวจความรุนแรงของประเด็นปัญหาทางจริยธรรมของนักการเมืองทั้งหมด 15 ประเด็นปัญหาที่พบในปัจจุบัน พบว่า ประเด็นการฉ้อราษฎรบังหลวงเป็นประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่ถูกมองว่ามีความรุนแรงอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยความรุนแรงมากที่สุดในระดับ 5 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65) ส่วนในอีก 14 ประเด็น ค่าเฉลี่ยความรุนแรงมากอยู่ในระดับ 4 ในด้านของการพบได้บ่อย ผลสำรวจยืนยันว่า ประเด็นปัญหาเรื่อง การเอาใจออกห่างจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขพบได้น้อย (ค่าเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ระดับ 2 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 1.13) 
กลไกควบคุมจริยธรรมของนักการเมือง 
จากการศึกษาวิจัยในเรื่องกลไกควบคุมจริยธรรมของนักการเมือง ผลสำรวจบ่งชี้ในมุมสมาชิกรัฐสภาไทยว่า ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2553 มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันด้วยค่าเฉลี่ยในเกณฑ์ระดับ 4 (เห็นด้วยว่าเหมาะสม) ที่ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.65 ในประเด็นการถามความคิดเห็นว่า กลไกและระบบบังคับใช้ประมวลจริยธรรมในปัจจุบันมีความเหมาะสมหรือไม่นั้น แม้ค่าเฉลี่ยได้แสดงผลในเกณฑ์ที่เห็นด้วยว่าเหมาะสม (ค่าเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ระดับ 4 ที่ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.32) แต่การหาค่าความถี่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้โดยแสดงค่าความถี่สูงสุดในการตอบอยู่ในช่วงเกณฑ์ไม่แน่ใจ แสดงผลที่ร้อยละ 29.8 ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจประเด็นอื่นๆ ในเรื่องกลไกควบคุมจริยธรรมของนักการเมืองที่ค่าเฉลี่ยแสดงผลสำรวจว่าไม่แน่ใจว่า มีความเหมาะสม เช่น ในส่วนของบทลงโทษ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมที่ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลจริยธรรมของนักการเมืองได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 

อย่างไรก็ตามผลการวิจัยแสดงการยืนยันว่า ในทางปฏิบัติ ปัญหาจริยธรรมของนักการเมืองจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี ด้วยค่าคะแนนร้อยละ 54.04 ที่อยู่ในกลุ่มข้อมูลเห็นด้วยและเห็นด้วยมากที่สุด 

โดยสรุปจากผลสำรวจให้แง่คิดว่า กลไกควบคุมจริยธรรมของนักการเมืองในด้านของกฎ ข้อบังคับและตัวประมวลจริยธรรมมีความเหมาะสมแล้ว แต่ส่วนที่ยังไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมหรือไม่คือ เรื่องของการบังคับใช้ และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ซึ่งควรจะมีการทบทวนและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป 
แนวทางการป้องกันการละเมิดจริยธรรม 
ผลจากการสำรวจในประเด็นแนวทางป้องกันการละเมิดจริยธรรมของนักการเมืองชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ควรจะเร่งดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

1. สมาชิกรัฐสภาไทยเห็นด้วยว่า การปฏิรูประบบการศึกษาที่เข้มข้นในเรื่องคุณธรรม การมีศีลธรรม และการมีจริยธรรมในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก และจะช่วยแก้ไขการละเมิดจริยธรรมได้ (ร้อยละ 83.37 มีความเห็นอยู่ในกลุ่มข้อมูลเห็นด้วยและเห็นด้วยมากที่สุด) 

2. การปรับเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้ยกย่องนับถือคนจากคุณงามความดี ความรู้ความสามารถ มากกว่าตำแหน่งหน้าที่และความร่ำรวย จะช่วยแก้ไขการละเมิดจริยธรรม (ร้อยละ 88.38 มีความเห็นอยู่ในกลุ่มข้อมูลเห็นด้วยและเห็นด้วยมากที่สุด) 

3. การกำหนดบทลงโทษทางกฎหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับจริยธรรมวิชาชีพในการที่ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนั้นๆ ละเมิดจริยธรรม โดยใช้ประโยชน์จากวิชาชีพสร้างความเดือดร้อนหรือลิดรอนสิทธิผู้อื่น ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น จะช่วยแก้ไขการละเมิดจริยธรรม (ร้อยละ 82.83 มีความเห็นอยู่ในกลุ่มข้อมูลเห็นด้วยและเห็นด้วยมากที่สุด) 

4. การก่อตั้งหน่วยงานเฉพาะที่มีความเป็นอิสระ เพื่อกำกับดูแลเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง จะช่วยแก้ไขการละเมิดจริยธรรม (ร้อยละ 71.72 มีความเห็นอยู่ในกลุ่มข้อมูล เห็นด้วยและเห็นด้วยมากที่สุด) 

5. การให้ความรู้และปลุกจิตสำนึกประชาชนให้ช่วยกันสอดส่องดูแลการกระทำที่ผิดจริยธรรมของนักการเมือง จะช่วยแก้ไขการละเมิดจริยธรรม (ร้อยละ 88.38 มีความเห็นอยู่ในกลุ่มข้อมูลเห็นด้วยและเห็นด้วยมากที่สุด) 

โดยสรุปทั้ง 4 ประเด็นหลักนี้ศึกษาด้วยวิธีการเชิงปริมาณให้ข้อเท็จจริงว่า สมาชิกรัฐสภาไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นอยู่กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สมาชิกรัฐสภาไทยมีความรู้เรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐสภาไทยคละเคล้ากันไปด้วยนักการเมืองที่มีและไม่มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปัญหาทางจริยธรรมของนักการเมืองมีประเด็นแนวโน้มเรื่องการขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ (conflict of interest) ในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นเป็นประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่ถูกมองว่ารุนแรงมากที่สุด 

การทุจริตการเลือกตั้ง การฉ้อราษฎร์บังหลวง การช่วยเหลือพวกพ้อง การแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของข้าราชการ การใช้ทรัพย์สินของทางราชการและงบประมาณของหน่วยงานราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การบังคับให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยกระทำผิดแทนตน การปรับหรือออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง การยกเว้นการเอาผิดทางจริยธรรมกับนักการเมืองบางกลุ่ม การกลั่นแกล้งนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และการใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เป็นปัญหาทางจริยธรรมของนักการเมืองที่พบได้บ่อย 

ในประเด็นกลไกควบคุมจริยธรรมกับนักการเมืองในด้านของกฎข้อบังคับและประมวลจริยธรรมพบว่า มีความเหมาะสมแล้ว แต่ส่วนที่ยังไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมหรือไม่คือเรื่องการบังคับใช้ และแนวทางการแก้ไขปัญหาทางจริยธรรมกับนักการเมือง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะกระทำอย่างจริงจังและรวดเร็วด้วยความยุติธรรม 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 118    หน้าที่ : 11