คอลัมน์ หนึ่งวันกับหนึ่งคน: จับฉ่าย

 

"ยางพารา" เส้นเลือดสำคัญ หัวใจของพี่น้องชาวใต้ ไทยส่งออกน้ำยางข้นไปตลาดโลกเป็นอันดับหนึ่งมาตั้งแต่ปี 2534 มันน่าภาคภูมิใจมั่กมากเลยนะ เหมือนกับการที่เมืองไทยเป็นครัวของโลกนั่นแหละ แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า ยังน่าเสียดายที่เราทำเงินหล่นหายไปมากโข หากจะเพิ่มมูลค่าและทำตัวเป็นเจ้าของตลาดของผู้ขายตัวจริง ไม่ปล่อยให้เนื้อไปเข้าปากเสือตัวใด

 

พื้นที่ปลูกยางพารากระจายไปในภาคอีสาน กรีดยางกันสนุกมือหลายเด้อ เมืองไทยเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในนามีข้าว ในสวนมียาง คะเนว่ามีพื้นที่ปลูก 16-17 ล้านไร่ ผลิตน้ำยางได้ 3 ล้านตันต่อปี

 

 

อาจารย์วราภรณ์ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการโครงการวิจัยแห่งชาติด้านยางพารา เป็นสาวชาวสมุทรสงครามตามถิ่นเกิด ไปโตที่ชลบุรี พอจบเกษตรศาสตร์ก็ลงไปทำงานสถาบันวิจัยยางที่สงขลาตั้งแต่เมื่อกว่า40 ปีก่อน ก่อนที่จะรู้จักต้นยางพาราซะด้วยซ้ำ นั่งรถผ่านไปยังคิดว่าชุมชนแถวนี้ทำไมลูกเล็กเยอะจัง ตากผ้าอ้อมกันทุกบ้าน แถมยังขมุกขมัว สีมอมอ ดูไม่สะอาดเลย ต่อมาจึงมีคำเฉลยว่า นั่นคือ ยางที่เขาตากไว้กันนะน้อง อูยยยยย นี่นะเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยยาง.....

 

ทำงานด้านยางพาราตั้งแต่ราคา 30 บาทต่อกิโล ตอนนี้ราคาตลาดคือ 120 และราคารัฐบาลประกันคือ 100 สะท้อนข้อมูลแบบตรงไปตรงมาว่า เรายังมีวิธีเพิ่มมูลค่าของยางพารา คือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งประยุกต์จากงานวิจัย จากนั้นก็ถ่ายทอดไปให้กับพี่น้องชาวสวนยาง

 

พอพูดถึงงานวิจัย อาจารย์ก็ขยับเล่าต่อว่า เวลาที่ผ่านนั้นยอมรับว่างานวิจัยด้านยางพารามักจะต่างคนต่างทำ งานวิจัยก็เขียน เขียน เสร็จก็วางบนหิ้ง พอแสวงหานักวิจัยก็พบว่าส่วนใหญ่มีจินตนาการสูง สำรวจพบว่า มีนักวิชาการในเมืองไทยที่ทำวิจัยเรื่องยางพาราเพียงไม่ถึง100 คน

 

มาวันนี้หน่วยงานหลักเขามีมุมคิดที่จะรวบงานวิจัยมากองไว้เป็นศูนย์รวม เพื่อฉายภาพใหญ่ให้ได้เห็นกันเต็มตาโดยมอบให้ สกว.เป็นแม่งานอยู่ 3 เรื่องคือ ด้านโลจิสติกส์ ด้านการท่องเที่ยว และยางพารา

 

ความที่อาจารย์ทำงานด้านยางพารามาตั้งแต่ยังไม่รู้จักต้นยาง จนมาตกผลึก งานวิจัยที่ทำเชิงพาณิชย์ได้จริงๆ มาแล้ว จึงมั่นใจว่ามาช้ายังดีกว่าไม่มา หากรัฐบาลหนุนสุดแรงเกิดให้กลายเป็นโครงการประชานิยม (ที่ชอบทำ) น่าจะทำให้เราภูมิใจในแชมป์กว่าเดิมแน่ๆ

 

งานของอาจารย์ใน พ.ศ.นี้ คือการสร้างทีมเครือข่ายนักวิชาการจากหลายศาสตร์ให้มาเจอกัน และช่วยงาน การตอบโจทย์ของประเทศเรื่องยางพารา (ให้ได้) ฟังแล้วพอมีความหวังขึ้นมา (บ้างแล้ว)

 

ชีวิตของนักวิชาการจึงมีความสุขกับการได้ทำงาน หลังรับราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยาวนาน 34 ปี โดยมารับงานที่ สกว.ก่อนวัยเกษียณ 2 ปี กะว่าจะมาช่วยงานสัก 2-3 ปี จากนั้นจะขอพักผ่อน แต่ผ่านไปแล้ว 10 ปีอย่างไม่รู้ตัว จริงๆ นะเนี่ย....อาจารย์กระซิบว่า ลืมวัย เพราะไม่มีเวลาคิด (ซะแล้ว)

 

ตื่นนอนตีห้าทุกเช้าดูแลอาหารเช้า ขอซดกาแฟเพียงแก้วเดียว มื้อกลางวันขอเป็นเส้นๆ-ก๋วยเตี๋ยว ส่วนมื้อเย็น เป็นผลไม้ เพื่อความเบาๆของร่างกาย

 

ต้องอ่านงานวิจัยเป็นตั้งๆ แต่ยังคงฝีมือปลายจวักไว้ได้ เมนูอร่อยประจำบ้าน โดยฝีมืออาจารย์เอง เป็น "จับฉ่าย" ที่ลูกๆ ชอบมาก รวมทั้งแกงส้มผักรวม ใส่กุ้ง หรือไก่ แบบไม่เผ็ดมาก ถูกใจกันจริงๆ

 

ชอบทานสับปะรด แต่ไม่ต้องมาถามว่า "เป็นสับปะรด" ไหม เพราะเลยป้ายไปมากกว่านั้นแล้วนะ ไม่นอนดึก ใช้ชีวิตง่ายๆ กับครอบครัว ที่ต่างเลือกความชอบของตัวเองได้ คุณพ่อบ้านเป็นนักวิชาการเหมือนกันกับอาจารย์ และลูกชายคนโต ลูกชายคนกลางเป็นนักธุรกิจ ส่วนคนเล็กเป็นศิลปิน หนุ่มๆ สามใบเถาของบ้านนี้จึงครบรสจริงๆ

 

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เป็นต้องลงพื้นที่ งานวิจัยยุคนี้หมดยุคที่จะนั่งโต๊ะเขียนแล้วนะ ว่าแล้วก็คว้ากระเป๋าเดินลิ่ว แม้วัยจะหลัก 6 แล้ว ก็ยังกระฉับกระเฉง เดินทาง ขับรถเอง โน่น... ไปโน่นแล้ว สมฉายาเจ้าแม่วงการยางตัวแม่จริงๆ ด้วย อูยยยยย....

 

ที่มา: ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

​