ไดอารี่ สกว. 2019

กว่า 4 ปี ที่ประเทศได้เข้าสู่การปฏิรูปในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษา ผ่านการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 - 2580 ตลอดจนสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก่อให้เกิดการบูรณาการและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการพัฒนาประเทศโดยมีเป้าหมายประเทศไทย 4.0 โดยรัฐบาลมีนโยบายในการจัดตั้งและผลักดันกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในช่วงของการเร่งรัดการดำเนินการจัดตั้งเพื่อให้การวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อรองรับการการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อเตรียมคนไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 และเตรียมระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยไปสู่ฐานนวัตกรรม

เมื่อพิจารณาดรรชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) พบว่าปีนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 ด้วยคะแนน 67.5 ซึ่งดีขึ้นจากปีที่แล้ว 1.3 คะแนน โดยมีอันดับเหนือซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย ตุรกี และบราซิล ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นแนวหน้าและตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ในกลุ่ม G20 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีนวัตกรรมโลก (The Global Innovation Index: GII) ซึ่งเป็นการจัดอันดับด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมของ 126 ประเทศทั่วโลก โดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) พบว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับการปรับอันดับดีขึ้นถึง 7 อันดับ จากอันดับที่ 51 มาเป็นอันดับที่ 44 ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่น่ายินดีสำหรับการก้าวเข้าสู่ยุคของการพัฒนาวิจัยและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

สกว. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริหารจัดการทุนวิจัยของประเทศ ครอบคลุมทั้งงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาบุคลากรวิจัย ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรวิจัยของประเทศ และนำความรู้จากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ สกว. ได้ใช้แผนยุทธศาสตร์ สกว. พ.ศ. 2560–2564 ขับเคลื่อนองค์กร โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นสำคัญ และจัดการให้ผลงานวิจัยสร้างผลกระทบต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างนักวิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมที่ก้าวทันหรือก้าวนำการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลลัพธ์ ผลกระทบของงานวิจัย สนับสนุนการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้วยการบูรณาการกับหน่วยงานในระบบวิจัยทุกภาคส่วนของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานบริหารงานวิจัยนานาชาติ โดยในปี 2561 สกว. มีนวัตกรรมการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

  1. การพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการทุนวิจัยขนาดใหญ่ (Program based) ที่มุ่งสร้างผลกระทบต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจัดตั้งแผนงานสนับสนุนทุนวิจัย TRF Flagship Research Program (TRP) ซึ่งเป็นแผนงานสนับสนุนทุนวิจัยรูปแบบใหม่ของ สกว. ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ จังหวัด เกษตรกร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก และเยาวชน โดยเน้นการบูรณาการทำงานข้ามฝ่ายและข้ามศาสตร์ และกำหนดให้ผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย (USER) เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อร่วมกำหนดเป้าหมายและออกแบบงานวิจัยร่วมกับ สกว. และนักวิจัย เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบสนองการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งด้าน Competitive Growth และ Inclusive Growth อย่างทันท่วงที โดยในปี 2561 ได้สนับสนุนทุนวิจัย TRP ไปแล้ว 44 โครงการ จำนวนเงิน 206 ล้านบาท ซึ่งมีหน่วยงานผู้ใช้ร่วมสนับสนุนทุนจำนวน 23 ล้านบาท
  2. การสร้างงานวิจัย Frontier Research และการพัฒนานักวิจัยตามความต้องการของประเทศ โดยได้ดำเนินการใน 3 ส่วนสำคัญดังนี้

    1. การพัฒนานักวิจัยเชิงวิชาการในกลุ่มวิจัยพื้นฐานและวิชาการ ให้ทำวิจัยและผลิตกำลังคนที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ และในขณะเดียวกันสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ของประเทศได้ โดยในปี 2561 ได้สร้างนักวิจัยเชิงวิชาการแล้วจำนวน 736 คน
    2. การพัฒนานักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม เป็นการเชื่อมโยงการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ภายใต้โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) เข้ากับการสนับสนุนทุนวิจัยของฝ่ายอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลให้การสร้างและพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเพื่อภาคอุตสาหกรรมเชื่อมต่อกับการความต้องการ ความรู้ และกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง โดยในปี 2561 ได้สร้างนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมแล้วจำนวน 313 คน
    3. การพัฒนานักวิจัยเชิงนโยบาย โดยมุ่งพัฒนาความสามารถให้นักวิจัยในสาขาต่างๆ ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือวิชาการด้านอื่นๆ ให้สามารถตรวจสอบนโยบายสาธารณะที่ใช้อยู่หรือนำเสนอนโยบายสาธารณะใหม่ต่อภาครัฐ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสาธารณะยิ่งขึ้น ในปี 2561 ได้สร้างนักวิจัยเชิงนโยบายแล้วจำนวน 104 คน
  3. การพัฒนาระบบบริหารจัดการผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในมิติต่างๆ ได้แก่การพัฒนาศาสตร์การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านพาณิชย์และด้านนโยบาย โดยมุ่งหวังให้องค์ความรู้นี้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการยกระดับการบริหารจัดการผลงานวิจัยจำนวนมากของประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ สกว. ยังได้จัดทำรายการ “Research Café by สกว.” ซึ่งคัดสรรผลงานวิจัยที่อยู่ในความสนใจของสังคม และเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ มาเผยแพร่ผ่านวิทยุคลื่น FM 101.5 MHZ และเผยแพร่ผ่าน Facebook โดยผลงานวิจัยบางชิ้นมีผู้เข้าไปดูถึง 1 ล้านครั้ง
  4. การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลงานวิจัย สกว. เห็นว่าการติดตามประเมินผลเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบวิจัยและงานวิจัยของประเทศ ดังนั้นในปีนี้ สกว. จึงพัฒนากลไกต่างๆ ในระบบติดตามประเมินผล ได้แก่
    1. การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาจัดทำเป็นสารสนเทศเพื่อประมวลเนื้อหาผลงานวิจัย
    2. การพัฒนาศาสตร์ของการประเมินผลงานวิจัยของประเทศไทย
    3. การจัดทำฐานข้อมูลผู้ประเมินผลงานวิจัย
    4. การจัดทำหลักสูตรผู้ประเมินผลงานวิจัย

    ทั้งนี้ สกว. คาดหวังว่ากลไกเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างและพัฒนานักประเมินผลงานวิจัยให้มีคุณภาพและมีจำนวนมากขึ้นตามความต้องการของประเทศในอนาคต

  5. การพัฒนาระบบสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ทั้งในมิติชุมชนท้องถิ่นและมิติจังหวัด โดยปี 2561 ได้กำหนดให้ “เมือง” เป็นหน่วยในการวิเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนพื้นที่ โดยมีสถาบันการศึกษาและภาคประชาสังคมในพื้นที่ร่วมเป็นกลไกการขับเคลื่อน มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการในการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนพัฒนาระบบจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง นอกจากนี้ในระดับชุมชนท้องถิ่น สกว. ได้นำประเด็นเศรษฐกิจฐานรากมาเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาชุมชม และลดความเหลื่อมล้ำ
  6. การพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยกับต่างประเทศ ทั้งในระดับนักวิจัยและระดับหน่วยงานสำหรับการผลักดันระดับนักวิจัยนั้น สกว. ได้สนับสนุนผ่านโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ (International Research Network: IRN) ซึ่งปัจจุบันได้เกิดเครือข่ายวิจัยนานาชาติแล้วจำนวน 33 เครือข่ายจากหน่วยงานต่างประเทศ 9 หน่วยงาน มีการสร้างและพัฒนานักวิจัย 334 คน และผลงานวิจัย 124 เรื่อง

    ในขณะที่การผลักดันในระดับหน่วยงาน สกว. ได้พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรวิจัยระดับนานาชาติในประเทศต่างๆ จำนวนมาก อาทิ องค์กรวิจัยในสหราชอาณาจักร สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นต้น และล่าสุด สกว. ได้เข้าร่วมโครงการ e-ASIA Joint Research Program (e-ASIA JRP) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยจากกลุ่มประเทศ ASEAN+8 เพื่อให้เกิดการพัฒนาและแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับภูมิภาคโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ ประกอบด้วย ประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

  7. การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัยทั้งระบบ ซึ่งครอบคลุม

    1. ระบบ Management Information System (MIS) เพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินการโครงการวิจัยแบบออนไลน์ และ Real Time สำหรับผู้บริหารโดยแสดงผลครอบคลุมทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ของ สกว.
    2. ระบบงานบริหารจัดการทุนวิจัย (EPMS) ซึ่งในปีนี้ได้เเริ่มการประเมินผลโครงการวิจัยแบบออนไลน์ (E-Review) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการประเมินโครงการวิจัยอย่างยิ่ง
    3. การพัฒนาระบบ Smart Office เพื่อให้บริการงานภายในสำนักงานแบบออนไลน์เพื่อก้าวไปสู่ Digital TRF

    นอกจากนี้ สกว. ยังจัดทำระบบสืบค้นผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จผ่านห้องสมุดอิเล็กโทรนิกส์ (E–Library) ซึ่งปัจจุบัน สามารถสืบค้นผลงานวิจัยได้แล้วถึง 11,765 โครงการ มีสมาชิกจากหลากหลายสาขาอาชีพรวม 267,125 ราย โดยในปีที่ผ่านมามีผู้สนใจดาวโหลดผลงานวิจัย รวม 395,669 ครั้ง

ในมิติของการบริหารจัดการทุนวิจัย ปี 2561 สกว. ได้สนับสนุนทุนวิจัยใหม่จำนวน 2,102 โครงการ ในวงเงิน 3,171.73 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณของ สกว. จำนวน 2,761.40 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2560 จำนวน 654.87 ล้านบาท และเป็นโครงการร่วมสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่นจำนวน 410.30 ล้านบาท มีผลงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ กว่า 550 โครงการ และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติจำนวน 1,970 เรื่อง มีค่าเฉลี่ยของจำนวนผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ ของโครงการที่สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2561 เท่ากับ 2.86 เรื่องต่อโครงการ และมีจำนวนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตรที่ยื่นจดในปี 2561 จำนวน 103 เรื่อง ซึ่งเพิ่มจากปี 2560 ถึง 26 เรื่อง

จากความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ในการปฏิบัติงานและบริหารจัดการกองทุน ในปี 2561 สกว. ได้รับรางวัลหน่วยงานทุนหมุนเวียนดีเด่นจำนวน 2 รางวัลจากกรมบัญชีกลาง ได้แก่รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศ 2 ปีต่อเนื่อง และรางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น ซึ่งเป็นผลจากการสร้างผลงานโดดเด่นบริหารจัดการทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง 7 ปีติดต่อกัน (2555 - 2561) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าทุกองคาพยพของ สกว. ล้วนมีส่วนร่วมในการทำงานอย่างต่อเนื่องจนบรรลุผลสำเร็จและสร้างผลงานที่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ในทุกด้านอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นความภูมิใจที่ สกว. จะรักษาไว้ และพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ในปี 2562 สกว. ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ท่ามกลางบริบทใหม่ของประเทศ ในปีนี้ สกว. ได้เริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรและการสร้างขึ้นใหม่ (Reinventing) เพื่อเตรียมการเข้าสู่ สกว. ในทศวรรษหน้า พร้อมกับการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “สานพลังการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใน 20 ปี”

สกว. ขอเชิญรวมพลังนักวิจัยและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมกัน “สร้างสรรค์ปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ” ให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2562 สกว. ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวจงประสบแต่ความสุขความเจริญและมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ
ผู้อำนวยการ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย


➥ ไดอารี่ สกว. 2562 (2019) สามารถดาวน์โหลดได้จากเอกสารแนบ (Attachments) ด้านล่างนี้

Attachments:
FileDescriptionDownloads
ไดอารี่ สกว. 256282