ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย

“ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย”

ภูเบศร์ สมุทรจักร, ธีรนุช ก้อนแก้ว และริฎวัน อุเด็น

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงครอบครัวไทยในศตวรรษที่ 21
คำจำกัดความของ “ครอบครัว” ที่ถูกท้าทาย
มิติ “ครอบครัว” ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม...และตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย

อารัมภบท

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและโครงสร้างประชากร ส่งผลต่อกันและกัน อย่างลึกซึ้งในรูปแบบสามมิติตลอดเวลา ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ อะไรเป็น ปลายเหตุ สรุปได้เพียงว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดาเสมอเป็นเหตุปัจจัย ที่สำคัญ ในบางยุคการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทุกมิติ ดังเช่น ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ที่ทำงานและบ้านแยกออกจากกัน ในบางยุคการเปลี่ยนแปลง ทางด้านการเมืองทำให้เกิดนโยบายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร เช่น นโยบายลูกคนเดียวในสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือนโยบายกระตุ้นการเกิดของประธานาธิบดี เชาเชสกู ในประเทศโรมาเนีย และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ทำให้ลักษณะ การอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป นักธุรกิจต้องมีการปรับตัวทั้งในการพัฒนา สินค้า และบริหารให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การพัฒนาจากครอบครัวขยายสู่ ครอบครัวเดี่ยว และต่อไปยังครอบครัวที่เล็กกว่าครอบครัวเดี่ยวในปัจจุบัน ที่อยู่อาศัยที่มีขนาด เล็กลง ขนาดของห้องครัวและเครื่องใช้ในการประกอบอาหารที่เหลือแต่เพียงตู้เย็นกับไมโครเวฟ จากการอยู่ในแนวราบแบบบ้านเดี่ยว ไปสู่การอยู่ในแนวดิ่งแบบอพาร์ตเมนท์ หรือคอนโดมิเนียม ในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ

และการเมืองที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไปพร้อมๆ กับที่อื่นๆ ในโลก และยิ่งเมื่อโลก เชื่อมโยงใกล้ชิดกันจากปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ที่ก่อตัวชัดเจนขึ้นเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ยิ่งทำให้ สังคมไทย และครอบครัวไทยเผชิญกับชะตากรรมคล้ายคลึงกันกับครอบครัวในประเทศอื่นๆ มากขึ้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 1 ที่เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2504 จนถึง ฉบับที่ 12 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตกผลึกในขณะนี้ เป็นทั้งกระจกสะท้อนความเป็นไปใน สังคมไทยในแต่ละยุค และเป็นกลไกสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยเพื่อแก้ไขปัญหา และมุ่งไปสู่แนวทางในการพัฒนาตามอุดมการณ์ในแต่ละสมัย

คลื่นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจ ที่สาดโถมสังคมไทยเป็นระลอกต่อเนื่อง นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม และครอบครัวไทยในมิติต่างๆ ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติบรรจุนโยบายเพื่อประคับประคองให้สังคม และครอบครัวไทย อยู่ร่วมกันด้วย ความ “อยู่ดีมีสุข” ทำหน้าที่เป็นพื้นฐานอันสำคัญในการจรรโลงความเจริญและความสงบสุข ของสังคมไทยให้สามารถพัฒนา แข่งขัน และอยู่รอดได้ในโลกที่นับแต่จะเล็กลงทุกวัน

หนังสือ “ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย” เล่มนี้ เป็นการสังเคราะห์ผลการศึกษา จากโครงการวิจัยย่อย 3 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการวิจัยการส่งเสริมการมีบุตร ผ่านการสร้าง สมดุลในการทำงานและการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ (2) โครงการวิจัยการให้บริการ ของศูนย์การศึกษาก่อนวัยเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ (3) โครงการวิจัย ความอยู่ดีมีสุขของครัวเรือนชนบทไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคม ซึ่งแม้จะไม่ครอบคลุมทุกมิติ และทุกประเด็นของการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับครอบครัวไทย แต่เป็นประเด็นย่อยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการสร้างครอบครัวและมีลูกของคนหนุ่มสาว ยุคปัจจุบัน เป็นประเด็นที่ไม่เคยเป็นปัญหาในสังคมไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ครอบครัว ไทยยังเป็นครอบครัวขยาย การโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการทำงานและการศึกษายังมีไม่มากนัก มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในครอบครัว และชุมชน ซึ่งล้วนเป็นญาติพี่น้อง หรือแม้ไม่ใช่ญาติ โดยตรง แต่มีความใกล้ชิด รู้จักมักคุ้นกัน การแข่งขันเพื่อการเลื่อนชั้นทางสังคมยังไม่รุนแรง การเลี้ยงดูลูกยังไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เงินมากนัก การเลี้ยงลูก ยังเป็นการเลี้ยงดูให้เป็นคนดี มีความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เป็นคนดีของสังคม ในขณะที่การเลี้ยงลูกในวันนี้ กลายเป็นการ “ลงทุน” ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล เพื่อให้ลูกสามารถแข่งขันในสังคมที่มาตรฐาน การดำรงชีวิตทุกมิติแพงขึ้นทุกขณะตามการยกระดับของรายได้ และการขยายตัวของชนชั้นกลาง ในสังคมไทย ที่มาพร้อมกับ “ความเป็นสมัยใหม่” ของศตวรรษที่ 20 และ 21 การทำงาน มากขึ้นและหนักขึ้น จนมีผลต่อสมดุลในการดำรงชีวิตและการสร้างครอบครัว ชีวิตทุกระดับ รายได้ล้วนมีเงินไม่พอต่อมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ตนเองปรารถนา การเพิ่มของรายได้ที่ไม่ทัน ต่อการเพิ่มของค่าครองชีพ ทำให้คนชั้นกลางส่วนหนึ่งสับสนละล่ำละลักกับวิถีชีวิตในแบบฉบับ ของเพื่อนที่เคยร่วมชั้นเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมีรายได้ปานกลางถึงสูงขึ้นไปมีเงินใช้แบบ เหลือเฟือ แต่ตัวเองต้องใช้แบบแทบไม่มีเหลือเก็บ การมีลูกและการสร้างครอบครอบครัวไม่ง่าย เหมือนสมัยก่อน

เงื้อมสัมผัสแห่งความเป็นสมัยใหม่แห่งศตวรรที่ 20 และ 21 ขยายจากในเมืองและเริ่มเข้ามา ใกล้ชิดกับสังคมชนบทไทย ซึ่งเคยเป็นแหล่งเกษตรกรรมและพื้นที่วิถีชีวิตดั้งเดิม นับตั้งแต่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ความพยายามในการกระจาย ความเจริญซึ่งกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมแถบหัวเมืองในภูมิภาคต่างๆ ลูกหลานชาวชนบทที่ครั้งหนึ่งลาจากบ้านเข้าไปขายแรงงาน เพื่อแสวงหาโอกาสและชีวิตใหม่ใน กรุงเทพฯ มาบัดนี้ความเจริญเข้ามาถึงจังหวัดหรืออำเภอของตน เกิดการขยายตัวของพื้นที่เขต เมืองเข้าไปใกล้ท้องทุ่ง ห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดอยู่ห่างจากทุ่งนาไปไม่กี่เมตร การย้ายออก จากไร่นา และลาจากอาชีพเกษตรกรรมเพื่อไปขายแรงงานในรูปแบบต่างๆ ยังเป็นสัญลักษณ์ แห่งความก้าวหน้า ระยะเวลากว่า 30 ปีแห่งการกระจายความเจริญให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ยังคงทำให้หนุ่มสาววัยแรงงานย้ายออกจากบ้านนาและทิ้งพ่อเฒ่าแม่เฒ่าให้อยู่เฝ้าบ้าน เกิดเป็น ครัวเรือนที่มีแต่ผู้สูงอายุ และเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงของสังคมชนบทไทย สังคมไทย ศตวรรษที่ 21 ได้นำหลานน้อยที่เกิดในเมืองกลับมาให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าช่วยเลี้ยง เพราะชีวิตใน สังคมเมืองอัตคัต และไม่น่าไว้วางใจเกินกว่าจะเลี้ยงดูลูกไปด้วยทำงานไปด้วยได้ กลายเป็น ครัวเรือนข้ามรุ่นที่เปราะบางเสียยิ่งกว่าครัวเรือนที่มีแต่ผู้สูงอายุ และแม้จะมีกระแสการกลับมา พลิกฟื้นผืนดินและทรัพย์สินที่บ้านเกิดบ้าง แต่ก็ยังนับว่ายังมีน้อยมาก

ชีวิตครอบครัวในแต่ละยุคสมัย มีความเปราะบางในตัวของมันเอง เป็นความเปราะบาง ในรูปแบบใหม่ ความ “อยู่ดีมีสุข” ขึ้นอยู่กับการที่คนในครอบครัวเห็นคุณค่าของสถาบันครอบครัว และคุณค่าของกันและกัน พยายามช่วยเหลือเกื้อกูลกันในบริบทที่สร้างข้อจำกัดใหม่ๆ ในสังคม ซึ่งภาครัฐและเอกชนต้องมีบทบาทในการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการสร้าง และดูแลครอบครัว ให้ “อยู่ดี” และ “มีสุข”

แหล่งที่มาเอกสาร


➥ เอกสารวิชาการสามารถดาวน์โหลดได้จากเอกสารแนบ (Attachments) ด้านล่างนี้

Attachments:
FileDescriptionDownloads
ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย694