ไดอารี่ สกว. 2018

ปี 2560 ประเทศไทยได้เดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างเต็มรูปแบบในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษา เพื่อเตรียมการเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2579 และเป็นปีแรกที่ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างบูรณาการภายใต้กรอบ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ยุทธศาสตร์การวิจัยแห่งชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูประบบวิจัยแบบบูรณาการของประเทศ ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และนโยบาย Thailand 4.0 โดยมีเป้าหมายให้ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในขณะเดียวกันการปฏิรูปและการบูรณาการระบบวิจัยของประเทศได้เดินหน้าต่อไปอย่างเข้มข้น ผ่านการดำเนินการของสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวนช.) ซึ่งส่งผลให้ระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นกลจักรสำคัญในการพัฒนาประเทศมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ดรรชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) ประจำปี 2560 ของประเทศได้รับการจัดอันดับให้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว 2 อันดับ โดยอยู่ในอันดับที่ 32 จาก 137 และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากประเทศสิงค์โปร์ โดยตัวบ่งชี้การพัฒนาประเทศด้านนวัตกรรม (Innovation) และด้านความพร้อมเทคโนโลยี (Technological Readiness) ได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้

สกว. ในฐานะหน่วยงานหลัก มีภารกิจในการบริหารจัดการทุนวิจัยของประเทศ ครอบคลุมทั้งงานวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ครอบคลุมทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาบุคลากรวิจัย ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวบ้าน เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรวิจัยของประเทศ และนำความรู้จากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ได้ดำเนินการครบ 25 ปี ในปี 2560 และในปีนี้ สกว. ได้จัดงานมหกรรมวิจัย “25 ปี สกว.: สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” เพื่อแสดงพลังของงานวิจัย และนักวิจัยจากหลากหลายสาขาที่ร่วมกันตอบโจทย์ประเทศ และนำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ขึ้นเมื่อวันที่ 25 -26 สิงหาคม 2560 โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน

ในปีนี้เอง สกว. ได้เริ่มใช้แผนยุทธศาสตร์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ. 2560 - 2564 เป็นกรอบแนวทางในการบริหารจัดการทุนวิจัย และการบริหารองค์กร พร้อมทั้งนำประสบการณ์ความสำเร็จที่สั่งสมมาพัฒนาระบบและต่อยอดเป็นการบริหารจัดการทุนวิจัยรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีนวัตกรรมการสนับสนุนทุนวิจัยในปี 2560 ที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และพร้อมดำเนินการในปี 2561 ดังนี้

  1. การบริหารจัดการทุนวิจัยภายใต้กรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Research Issue : SRI) จำนวน 12 ประเด็น ที่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และจัดทำโครงการสังเคราะห์ต่อยอดผลงานวิจัย เพื่อให้ผลงานวิจัยได้ใช้ประโยชน์ตามแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างทันกาล โดยในปี 2560 ได้สนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นต่างๆ ไปแล้วจำนวน 137.74 ล้านบาท ตลอดจนพัฒนาโจทย์วิจัยชุดใหม่ ที่ยกระดับโจทย์การวิจัยให้ก้าวทันความต้องการความรู้ของผู้ใช้ และความต้องการของประเทศ ให้เป็น New SRI ที่มุ่งตอบโจทย์ Inclusive Growth ของประเทศควบคู่ไปกับการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ Competitive Growth
  2. การบริหารจัดการทุนวิจัยมุ่งเป้า (Targeted Research Issues : TRI) ที่ได้รับมอบหมาย จาก เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน รวมเป็นเงิน 1,779.42 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมาฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า ได้บูรณาการงานวิจัยมุ่งเป้าของฝ่าย และได้ต่อยอดแผนงานวิจัยมุ่งเป้าเป็นโครงการ Spear Head R&I Program เพื่อพัฒนารูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยมุ่งเป้าที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ และศักยภาพของนักวิจัย ตลอดจนสร้างระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงระหว่างองค์กรทั้งในเครือข่าย คอบช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. พัฒนารูปแบบ และระบบสนับสนุนแผนงานวิจัย TRF Flagship Research Program : TRP) ที่บูรณาการสนับสนุนทุนวิจัยข้ามศาสตร์ ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายของ สกว. มุ่งให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศ เป็นแผนงานสำคัญของ สกว. ที่สนับสนุนทุนในปีงบประมาณ 2561 จำนวน 5 แผนงานได้แก่ การจัดทำแผนบูรณาการจังหวัด ออกแบบและพัฒนาเมืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเกษตรกรสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่ยั่งยืน การสร้างคุณค่าการท่องเที่ยวไทย การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และการพัฒนาเยาวชนสู่พลเมืองคุณภาพสูง ซึ่งแผนงานทั้งหมดนี้มีรูปแบบการบริหารจัดการโครงการใหม่ที่มุ่งให้เกิดผลกระทบ (Impact) ต่อประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ประโยชน์ (User) อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นทาง
  4. พัฒนากลไกการบริหารจัดการทุนวิจัยกลุ่มวิจัยพื้นฐานและวิชาการ เพื่อการพัฒนากำลังคนได้ ตรงกับความต้องการของประเทศ และสามารถนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น อาทิ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ได้ริเริ่มทุน คปก. ต่อยอด ซึ่งเป็นทุนวิจัยขนาดเล็ก เพื่อเป็นทุนวิจัยต่อเนื่องให้กับนักศึกษา คปก. ที่จบโครงการไม่เกิน 3 ปี ได้มีโอกาสทำวิจัยต่อเนื่องในสาขาที่สนใจ เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นนักวิจัยมืออาชีพต่อไป และพัฒนารูปแบบใหม่ในการสนับสนุนทุน คปก. ระยะที่ 2 โดยแน้นการสนับสนุนประเด็นวิจัยที่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายยกระดับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนแนวทางการนำผลงานวิจัยระดับปริญญาเอกไปใช้ประโยชน์ คู่ขนานกับการนำผลงานวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ และนานาชาติ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นฝ่ายหลักในการสนับสนุนทุนวิจัยที่เป็นความรู้พื้นฐานของประเทศได้พัฒนากลไกใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยพื้นฐานกับงานวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม โดยริเริ่มให้มีการคัดกรองโครงการวิจัยที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดและใช้ประโยชน์ และจัดทำข้อเสนอแนะหรือแนวทางในการผลักดันให้ผลงานวิจัยได้ใช้ประโยชน์จริง และในปี 2561 จะได้มีการต่อยอดงานวิจัยพื้นฐาน ณ ผู้ใช้ โดยเน้นการต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์
  5. พัฒนาระบบการสนับสนุนทุนวิจัยด้านอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง S-curve และ New S-curve โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทั้งในเรื่องการรับโจทย์ การร่วมสนับสนุนทุนวิจัย และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ สกว. ได้สนับสนุนทุนวิจัยอย่างครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่การพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ระดับปริญญาตรี - ปริญญาเอก ผ่านโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) และโครงการ คปก. นอกจากนี้ยังพัฒนาช่องทางการเชื่อมโยงผลงานวิจัยพื้นฐานไปสู่งานวิจัยและพัฒนาในมิติอุตสาหกรรม ผ่านกลไกการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ Research 2 BIZ และการจัดการผลงานวิจัยใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะช่วยสนับสนุนแนวทางการยกระดับและพัฒนาการวิจัยด้านอุตสาหกรรมของประเทศในทุกมิติ ทั้งในด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศ และการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อภาครัฐและภาคเอกชน โดยในปี 2560 มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการและสนับสนุนเงินอุดหนุนการวิจัย 176 บริษัท เป็นจำนวนเงิน matching fund ในรูปของเงินสด จำนวน 76.73 ล้านบาท และในรูปส่วนสนับสนุนอื่นที่ไม่ใช่เงินสด (in kind) มูลค่า 53.78 ล้านบาท มีผลงานเด่นได้แก่ สายรัดข้อมือและสร้อยคอสำหรับตรวจจับชีพจรเพื่อแจ้งเตือนเมื่อมีการล้มสำหรับผู้สูงอายุ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สีไล่ยุง การพัฒนาต้นแบบรถมินิบัสไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ และเครื่องจ่ายยาด้วยระบบอัตโนมัติเพื่อรองรับการใช้งานในโรงพยาบาล เป็นต้น
  6. พัฒนาระบบสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ทั้งในมิติชุมชนท้องถิ่น และมิติเครือข่าย จังหวัด และภูมิภาค โดยปี 2561 ได้กำหนดให้เมืองเป็นหน่วยในการวิเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนพื้นที่ โดยมีสถาบันการศึกษาและภาคประชาสังคมในพื้นที่ มาร่วมเป็นกลไกการขับเคลื่อน มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและสนับสนุนการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการในการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนพัฒนาระบบจัดการงานวิจัย ของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
  7. การขยายภาคีเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาประเทศสู่นานาชาติ ณ ปัจจุบัน สกว. ได้พัฒนาความ ร่วมมือด้านการวิจัยกับต่างประเทศผ่านการผลักดันทั้งในระดับหน่วยงานและระดับนักวิจัย สำหรับการผลักดันในระดับหน่วยงานนั้น สกว. ได้พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรวิจัยนานาชาติจำนวนมาก อาทิ British Council, Royal Academy of Engineering, Medical Research Council, Royal Society, British Academy, Research Council UK, Natural Environment Research Council ประเทศสหราชอาณาจักร Chinese Academy of Sciences (CAS), National Natural Science Foundation (NSFC) ประเทศสาธารณรัฐประชาขนจีน National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นต้น และสำหรับการผลักดันในระดับนักวิจัย สกว. ได้สนับสนุนผ่านโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ (International Research Network: IRN) โดยได้สนับสนุนให้นักวิจัยสร้างเครือข่ายวิจัยในระดับนานาชาติร่วมกับนักวิจัยและองค์กรสนับสนุนการวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้เกิดเครือข่ายวิจัยนานาชาติแล้ว จำนวน 19 เครือข่าย โดยมีนักวิจัยจาก 14 ประเทศเข้าร่วมเครือข่าย และมีองค์กรสนับสนุนการวิจัยจากต่างประเทศให้ทุนสนับสนุนจำนวน 5 หน่วยงาน ซึ่งได้แก่ British Council จาก สหราชอาณาจักร, CNRS และ French Government จากฝรั่งเศส, Swedish Research Council นอกจาก สกว. ได้เข้าร่วมโครงการ e-ASIA Joint Research Program (e-ASIA JRP) เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านงานวิจัยกับประเทศสมาชิก ASEAN+8 อีกด้วย
  8. พัฒนากลไกการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ (Research Utilization) เพื่อสนับสนุนให้งานวิจัยได้ใช้ประโยชน์และเกิดผลกระทบต่อสังคมซึ่งเป็นหมายสำคัญของ สกว. ณ ปัจจุบัน สกว. มีความพร้อมของระบบบริหารจัดการผลงานวิจัยใช้ประโยชน์ที่ครอบคลุม
    • ระบบจัดการผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ Platform ต่างๆ ที่สกว. จัดทำขึ้นเพื่อเชื่อมต่อผลงานวิจัยไปยังผู้ใช้ประโยชน์ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านพาณิชย์ ด้านนโยบาย ด้านสาธารณะ ด้านพื้นที่ และด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ผนวกกับการจัดกิจกรรมสื่อสารสังคม (Social Communication : SC) หลากหลายรูปแบบ เช่นหนังสือ ตำรา การจัดประชุม และเสวนา เพื่อเชื่อมโยงความรู้จากงานวิจัยสู่ผู้ใช้ประโยชน์ในหลายระดับทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้กำหนดนโยบาย
    • ระบบสารสนเทศเพื่อการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ที่ครอบคลุมฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย (Content Provider : CP) ที่แสดงทิศทางและแนวโน้มในการใช้ประโยชน์ของผลงานวิจัยแต่ละเรื่อง โดยดำเนินการควบคู่กับกลไกการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 5 ด้าน
  9. พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิจัยทั้งระบบ ซึ่งครอบคลุม
    • ระบบ MIS เพื่อการติดตามประเมินผลโครงการวิจัยแบบออนไลน์ real time ในระดับผู้บริหารครอบคลุมทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ของสกว.
    • ระบบงานทุนวิจัย (EPMS) ซึ่งเริ่มมีการประเมินผลโครงการวิจัยแบบออนไลน์ (E-Review) เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการประเมินโครงการวิจัย
    • การพัฒนาระบบ Smart Office เพื่อให้บริการงานภายในสำนักงานแบบออนไลน์เพื่อก้าวไปสู่ Digital TRF
    นอกจากนี้ สกว. ยังจัดทำระบบสืบค้นผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จ ผ่านห้องสมุดอิเล็กโทรนิกส์ (E-Library) ซึ่งปัจจุบัน สามารถสืบค้นผลงานวิจัยได้แล้วถึง 10,893 โครงการ มีสมาชิกจากหลากหลายสาขาอาชีพ รวม 251,415 ราย โดยในปีที่ผ่านมามีผู้สนใจดาวโหลดผลงานวิจัยรวม 315,295 ครั้ง

ในมิติของการบริหารจัดการทุนวิจัย ปี 2560 สกว. ได้สนับสนุนทุนวิจัยใหม่จำนวน 1,975 โครงการ ในวงเงิน 2,836.30 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณของ สกว. จำนวน 2,106.53 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2559 จำนวน 184.56 ล้านบาท และเป็นโครงการร่วมสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่นจำนวน 729.77 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2559 ถึง 176.88 ล้านบาท มีผลงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ รวม 551 โครงการ โดยแบ่งเป็น ด้านวิชาการจำนวน 27 โครงการ ด้านพาณิชย์ จำนวน 69 โครงการ ด้านนโยบาย จำนวน 87 โครงการ ด้านสาธารณะ จำนวน 209 โครงการ ด้านพื้นที่ และด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน จำนวน 159 โครงการ และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติจำนวน 1,696 เรื่อง มีค่าเฉลี่ยของจำนวนผลงานตีพิมพ์ในวารสาร วิชาการนานาชาติ ของโครงการที่สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2560 เท่ากับ 2.87 เรื่องต่อโครงการ และมีจำนวนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตรที่ยื่นจดในปี 2560 จำนวน 77 เรื่อง ซึ่งเพิ่มจากปี 2559 ถึง 18 เรื่อง

จากความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานและบริหารจัดการกองทุน ในปี 2560 สกว. ได้รับรางวัลหน่วยงานทุนหมุนเวียนดีเด่นจำนวน 2 รางวัล จากกรมบัญชีกลาง ได้แก่รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น และรางวัลเกียรติยศ ซึ่งเป็นผลจากการสร้างผลงานโดดเด่นบริหารจัดการทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง 6 ปีติดต่อกัน (2555 – 2560) แสดงถึงความสามารถในการบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิผลที่เป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ในทุกด้านอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นความภูมิใจที่ สกว. จะรักษาไว้ และพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ในปี 2561 สกว. ก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 พร้อมกับการเริ่มต้นแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (พศ. 2560 -2564) ด้วยการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “สานพลังการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภายใน 20 ปี” ที่มุ่งให้ผลงานวิจัยสร้างผลกระทบ (Impact) ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ สกว. จึงได้พัฒนาระบบและรูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยใหม่ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในทศวรรษต่อไป

ด้วยการให้ผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง (User Oriented) การรับโจทย์จากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ (Demand Driven) และเพิ่มกระบวนการแปลงและสื่อสารความรู้จากงานวิจัย (Knowledge Translation) ไปสู่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น Policy Brief หลักสูตรการเรียนการสอน คู่มือชุมชน การพัฒนากระบวนการผลิต และการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพดีขึ้น

สกว. ขอรวมพลังนักวิจัย และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมกัน “สร้างสรรค์ปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ” ให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2561 สกว. ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวจงประสบแต่ความสุขความเจริญและมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ
ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย


➥ ไดอารี่ สกว. 2561 (2018) สามารถดาวน์โหลดได้จากเอกสารแนบ (Attachments) ด้านล่างนี้

Attachments:
FileDescriptionDownloads
Download this file (TRF_Diary_2018.pdf)TRF Diary 2018ไดอารี่ สกว. 2561141