ไทยขานรับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน “Blue Economy” มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการเศรษฐกิจสีน้ำเงินครั้งที่ 1 นำเสนอข้อมูลและบทบาทของประเทศไทยในการผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินสู่ภาคปฏิบัติระดับนโยบายอย่างจริงจัง ขานรับกับแนวคิด “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ของประชาคมโลก มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

การใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทวีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในแง่ของการนำมาใช้โดยตรงและโดยอ้อม และเป็นวาระที่องค์การระหว่างประเทศและภาคีเครือข่ายนานาชาติ อาทิ องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก กลุ่มประเทศ OECD และพันธมิตรเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก (Partnership Management for the Seas of East Asia: PEMSEA) ต่างหยิบยกหัวข้อนี้เป็นวาระสำคัญทางนโยบาย โดยสาระสำคัญของแนวคิดว่าด้วยเศรษฐกิจสีน้ำเงินซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ คือ “การเป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน” ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงร่วมกันจัดงาน “การประชุมวิชาการเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทยครั้งที่ 1” ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีนำเสนอข้อมูลและบทบาทของประเทศไทย ในการนำแนวคิดเศรษฐกิจ สีน้ำเงินมาสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายอย่างจริงจัง

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สกว. ในฐานะประธานเปิดงาน  ให้ข้อมูลว่า งานประชุมในวันนี้มีขึ้นเพื่อให้เกิดพื้นที่ในการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงาน ภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีนน้ำเงินในประเทศไทย เพื่อผลักดันให้เกิดการขยายเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรที่ดำเนินงานด้านทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย ซึ่งตอบรับการขับเคลื่อนตามแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน  การขานรับจากนักนโยบายทั่วโลกเป็นอย่างดี องค์การระหว่างประเทศและภาคีเครือข่ายนานาชาตทั้งนี้จากข้อมูลของ The Ocean Economy in 2030 โดย OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ที่ประเมินว่า ในปี 2030 คาดว่ามูลค่าของเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 10 ล้านตำแหน่ง นอกจากนี้ธนาคารโลกเชื่อว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงินจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศที่เป็นชายฝั่งและเกาะขนาดเล็ก ซึ่งมักเป็นประเทศรายได้ต่ำหรือรายได้ปานกลางค่อนมาทางต่ำ ส่วนประเทศที่มีเศรษฐกิจบนแผ่นดิน เข้มแข็งอยู่แล้ว เศรษฐกิจสีน้ำเงินจะเป็นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในส่วนของประเทศไทย การนำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายอย่างจริงจังถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากไทยเป็นรัฐชายฝั่งที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อกับทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค อีกทั้งประเทศไทยยังมีอาณาเขตทางทะเล ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 กว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของอาณาเขตทางบกที่มีอยู่ประมาณ 530,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามันรวมถึงช่องแคบมะละกาตอนเหนือ รวมความยาวชายฝั่งทะเลในประเทศไทยทั้งสิ้นกว่า 3,100 กิโลเมตร ครอบคลุมจำนวน 23 จังหวัด

ทั้งนี้ สกว. ได้มุ่งมั่นส่งเสริมการขับเคลื่อนการศึกษาวิจัยว่าด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยริเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2553 โดยมีโครงการวิจัยทั้งทางด้านนโยบาย เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย การบริหารจัดการข้อมูล อาทิ โครงการการวิจัยมูลค่าเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลน การศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของประเทศไทยเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน /การพัฒนากรอบการจัดทำระบบบัญชีเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ที่เหมาะสมสำหรับบริบทประเทศไทย ฯลฯ เพื่อเป็นฐานองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินและสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยต่อไป 

ด้าน ดร.นวรัตน์ ไกรพานนท์ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเรื่องพัฒนาการของแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ที่เกิดขึ้นภายในการประชุม United Nations Conference on Sustainable Development ในปี ค.ศ. 2012 ณ กรุงรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล หรือที่รู้จักกันในนาม RIO+20 (ริโอพลัสเทวนตี้)  ซึ่งถือเป็นเวทีประชาคมโลกเวทีแรกที่พูดถึงแนวคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยในที่ประชุมมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลใน 2 มิติ คือ เศรษฐกิจในท้องทะเลและระบบนิเวศทางทะเล โดยจะมุ่งผลักดันการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวอย่างเดียวไม่ได้  ในเวทีนี้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของมูลค่าและคุณค่าทางทะเลและการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางทะเล  คือทำอย่างไรถึงจะใช้ประโยชน์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดและอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคั่ง ยั่งยืน รวมถึงความปลอดภัยทางทะเลด้วย นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้ไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศที่ขับเคลื่อนด้านนี้อย่างจริงจังจะมีข้อมูลเชิงวิชาการไปสนับสุนนการตัดสินใจเชิงนโยบายในการขับเคลื่อน อาทิ ประเทศจีนให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้และมีข้อมูลด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่สอดคล้องกับจีดีพีของประเทศมาตั้งแต่ปี 2001 อินโดนีเซียมีการเก็บข้อมูลด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2004 สำหรับไทยเรายังไม่มีข้อมูลทางสถิติที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงินส่งผลต่อจีดีพีของประเทศเท่าไหร่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์  ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนของไทยที่ไม่มีข้อมูลและตัวเลขทางวิชาการไปสนับสนุนการตัดสินใจด้านนโยบายสำหรับด้านนี้

ในขณะที่ พลเรือเอกจุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พื้นที่อาณาเขตทางทะเลทั้งหมดของประเทศไทยนั้น พื้นที่ไม่น้อยกว่า 170,000 ตารางกิโลเมตร ถูกจัดเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ มีการดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย อาทิ การประมง การท่องเที่ยว ปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ โดยจากการประเมินมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลไม่ต่ำกว่า 24 ล้านล้านบาท  ปัจจุบันไทยมีแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2558-2564 ที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  โดยในแผนดังกล่าวประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์คือ

  1. การพัฒนาศักยภาพความมั่นคงชองชาติทางทะเล
  2. การคุ้มครองการใช้ประโยชน์จากทะเล
  3. การสร้างความสงบเรียบร้อยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทะเล
  4. การสร้างความสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ องค์ความรู้ และความตระหนักรู้ความสำคัญของทะเล และ
  6. การบริหารจัดการผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล

ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่คณะทำงานมุ่งมั่นจะทำให้ได้ตามแผนภายใน 5 ปีนี้ นอกจากนี้สิ่งที่ไทยควรมีแนวนโยบายที่ชัดเจน คือเรื่อง ระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล ซึ่งจากปัญหาอุบัติทางทะเลอย่างเรือล่ม น้ำมันรั่ว สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งจัดการกับปัญหาต่างๆเหล่านี้

 

ไทยขานรับ “Blue Economy” เศรษฐกิจสีน้ำเงิน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน . คณะรัฐศาสตร์...

Posted by สกว. on Wednesday, January 30, 2019

การประชุมวิชาการ "เศรษฐกิจสีน้ำเงิน ของประเทศไทย ครั้งที่ 1" 30 มกราคม 2562 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

Posted by Direk Jayanama Research Center on Tuesday, January 29, 2019

ประชุมวิชาการเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทย ครั้งที่ 1" การเสวนาช่วงที่ 2 : สถานการณ์ ความเป็นไปได้ และความพร้อมของประเทศไทย #วิสัยทัศน์ที่มุ่งให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและยั่งยืนย่อมพัฒนาจากฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์แล้วในปัจจุบัน สถานการณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย มีความพร้อมหรือไม่ ? กำลังเผชิญความท้าทายใด ? และอะไรจะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินได้อย่างเป็นรูปประธรรม? ดำเนินรายการโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.สุวลักษณ์ สาธุมนัสพันธุ์ ร่วมเสวนาโดย : - MSP/MPA : อาจารย์ศักดิ์อนันต์ปลาทอง - ป่าชายเลน : รองศาสตราจารย์ ดร.อรพรรณ ณ บางช้างขีด- ศรีเสาวลักษณ์ - ปะการัง : อาจารย์ประสาน แสงไพบูลย์ - ขยะทะเล : คุณณัฐพงษ์ จิรวัฒน์นาวรกุล - การจัดการโดยชุมชน : คุณปิยะ เทศแย้ม จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาาตร์ และเครื่อข่ายพันธมิตร วันพุธที่ 30 มกราคม 2562 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

Posted by Direk Jayanama Research Center on Tuesday, January 29, 2019

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400