อาเซียนผนึกกำลัง ตั้งรับภัยพิบัติสกัดปัญหาน้ำ

พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน THA 2019 หรือ การประชุมวิชาการนานาชาติประจำปี 2019 ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในมิติความสัมพันธ์ระหว่าง น้ำ-พลังงาน-อาหาร (Water-Energy-Food Nexus) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในภูมิภาคเอเชีย ณ โรงแรมสวิสโซเทล รัชดา กรุงเทพฯ

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานด้านนโยบาย ภาคปฏิบัติ ตลอดจนการวิจัย ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ ด้านการบริหารจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของประเทศอาเซียน โดยการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงยุทธศาสตร์ของไทยในการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ ที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภูมิภาคภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน ความเชื่อมโยง และการมองไปสู่อนาคต”

ทั้งนี้การประชุมดังกล่าวมีการจัดเวทีแถลงข่าว “สถานการณ์ด้านน้ำที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติในอาเซียน และแนวทางการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืน” ผ่านการให้ข้อมูลของตัวแทนจากภาคนโยบาย ภาคปฏิบัติ และทางด้านวิชาการของไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เพื่อหารือและค้นหาทางออกด้านการบริหารจัดการน้ำ พลังงาน อาหาร ต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียน

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน ในฐานะตัวแทนประเทศไทย เปิดเผยว่า  ปัจจุบันไทยมีแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำที่ชัดเจนภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2569 ที่ล้อไปกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี ซึ่งตอนนี้กรมชลประทานได้มอนิเตอร์สถานการณ์ และมีการปรับเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำที่รูลเคิร์ฟอย่างในเขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ให้สอดคล้องกับสถิติปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยภาพรวมการบริหารจัดการด้านน้ำของประเทศไทยต้องมีการออกแบบใหม่และปรับโครงสร้างใหม่ จากที่สังเกตข้อมูลทางสถิติทุกๆหลายสิบปี  ต้องปรับขึ้นมาดูสถิติให้มีความถี่ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้าน ศาสตราจารย์อลัน มิลาโน นักวิชาการจาก Mindanao State University Iligan Institute of Technology (MSUIIT) ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า สำหรบฟิลิปปินส์เน้นการแก้ปัญหาด้านภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและด้วยการมีประชากรมาก ก็จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ พลังงาน จึงเกิดโมเดลการแก้ปัญหา อาทิ การวางแผนการจัดเก็บน้ำหน้าฝนไปใช้ในหน้าแล้งให้เพียงพอกับภาคครัวเรือน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดูแลในพื้นที่ เช่นการเป็นหน่วยงานส่งน้ำไปให้พื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการจัดการปัญหาในประเทศไทย

ในขณะที่ ดร.โมฮัด ซากี้ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอุทกวิทยา ประเทศมาเลเซีย ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีการบริหารจัดการด้านน้ำคล้ายคลึงไทยเช่นเดียวกัน คือมีการจัดทำแอคชั่นแพลน โดยมุ่งประเด็นน้ำที่มีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตร อุตสาหกรรม ครัวเรือน สิ่งแวดล้อม  อย่างการสร้างเขื่อนจะคำนึงถึงฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ทั้งทำหน้าที่จ่ายน้ำ ปั่นไฟ และเป็นพื้นที่ปลูกสร้างป้องกันน้ำท่วม  นอกจากนี้ในกรณีเกิดสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีการปฏิบัติการยากขึ้นต้องใช้งานวิจัยและพัฒนาเข้ามาช่วยทั้งในระดับปฏิบัติการและการวางแผนการทำงานใหม่

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยพื้นฐานและพัฒนานักวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวเสริมว่า ในส่วนของ สกว. เป็นเสมือนหน่วยงานสารเร่งปฏิกิริยา มีหน้าที่เติมเต็มสนับสนุนข้อมูลจากงานวิจัยให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการข้อมูลจากงานวิจัยและพัฒนาตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยส่งเสริมและพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยยุทธศาสตร์การสนับสนุนงานวิจัย สกว. ปัจจุบันมุ่งเน้นการหนุนเสริมงานวิจัยที่สร้างผลกระทบกับสังคมและเป็นงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้โดยตรงกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ตนมองว่าบทเรียนการแก้ปัญหาด้านการแก้ปัญหาด้านน้ำที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ตลอดจนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆของประเทศอาเซียน ที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันบ้างแล้ว แต่ยังต้องถอดบทเรียนความสำเร็จจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศที่ยังคงประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยงานวิจัยเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานนี้

อาเซียนผนึกกำลัง ตั้งรับภัยพิบัติสกัดปัญหาน้ำ . . 23 มกราคม 2562 พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน THA...

Posted by สกว. on Wednesday, January 23, 2019

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400