สกว. เตรียมเสนอข้อมูลงานวิจัยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากภาคใต้

สกว. เตรียมเสนอข้อมูลงานวิจัยจัดทำแผนแม่บทการจัดการน้ำจังหวัดพัทลุง แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากภาคใต้

ยังแก้ไม่ได้อ่วมประจำ "น้ำท่วมซ้ำๆ" ภาคใต้ "ตอกย้ำชัดๆ" ฝนที่ตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ “ภาคใต้” จากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ทำให้เกิด “น้ำท่วม” ในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งตอนบน และโดยเฉพาะตอนล่าง

ฝนที่ตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ “ภาคใต้” จากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ทำให้เกิด “น้ำท่วม” ในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งตอนบน และโดยเฉพาะตอนล่าง ตั้งแต่สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, ตรัง, สตูล, ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส จนทำให้พื้นที่ภาคใต้ “อ่วมหนักจากภัยน้ำท่วม” อีกครั้ง หลังจากเมื่อช่วงปลายปี 2559 ถึงต้นปี 2560 ภาคใต้ก็เพิ่งเผชิญ “ฝนตกข้ามปี” จนเกิดน้ำท่วมหนักมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งกับน้ำฝนที่ดูเหมือนปี 2560 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าทุกปีจนร่ำลือกันว่าเป็น “ฝน 1,000 ปี” นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ “ยังมีปัจจัยอื่นๆ” ...

โดยเฉพาะเรื่องของ แผนบริหารจัดการน้ำ ที่มีคำถามว่า...ยังมีประสิทธิภาพหรือไม่??

เกี่ยวกับ “คำถาม??” ดังกล่าวนี้ ก็มีมุมมองและข้อเสนอแนะจากนักวิชาการด้านน้ำ-ด้านวารีวิทยา คือ ดร.อนิศรา เพ็ญสุข ติ๊บแก้ว คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ที่เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต่างๆ เร่งให้ความใส่ใจ “แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ” อย่างเร่งด่วน โดยในส่วนของ “พื้นที่ จ.พัทลุง” นั้น นักวิชาการรายนี้ก็ยังได้มีการ “ถอดบทเรียน” จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ก่อนหน้านี้เอาไว้อีกด้วย

ดร.อนิศรา ได้ระบุถึงสาเหตุการเกิดน้ำท่วมซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2559 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2560 ที่ผ่านมาว่า... ตามปกติ เดือน พ.ย. และเดือน ธ.ค.จะเป็นช่วงฤดูมรสุมของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง แต่กระนั้น... กรณีน้ำท่วมที่เกิดขึ้นช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี เป็นน้ำท่วมข้ามปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่สำคัญ... จากฝนที่ตกหนักทั้งวันทั้งคืน ตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 วันนั้น ทำให้หลายๆ พื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานนับเดือน...
       
...นี่ก็รวมถึงในพื้นที่ของ จ.พัทลุง ด้วย โดยจากการตรวจสอบข้อมูล “ปริมาณฝน” ที่ตกสะสม เฉพาะช่วงเกิดเหตุเพียง 10 วัน พบว่า... มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 1,900 มิลลิเมตร ถือเป็นปริมาณฝนสะสมที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณฝนสะสมโดยปกติของพื้นที่ภาคใต้ตลอดทั้งปี ซึ่งเดิมมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 1,800-2,000 มิลลิเมตรต่อปี ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” อย่างไรก็ตาม แม้น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะมีปัจจัยจากปริมาณน้ำฝน แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็เกิดจากการ “ขาดแผนบริหารจัดการน้ำที่ดี” ด้วย จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัย ถอดบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น
       
เพื่อค้นหา “แนวทางแก้ปัญหา” ในเรื่องนี้
     
สำหรับการศึกษาวิจัยดังกล่าว มีชื่อโครงการว่า “โครงการสนับสนุนกลไกการวางแผนจัดทำงบประมาณบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรด้วยระบบสารสนเทศ จังหวัดพัทลุง” โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่ง ดร.อนิศรา แจกแจงไว้ว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีในพื้นที่พัทลุง มีสาเหตุจากปริมาณฝนที่ตกหนักจนการรองรับน้ำของ 7 ลุ่มน้ำในพื้นที่มีปัญหาไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ และปกติเมื่อฝนตก มวลน้ำป่าจากภูเขาจะไหลมาทางฝั่งตะวันออก เพื่อลงสู่ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวในการผันน้ำออกสู่ทะเลทางด้านอ่าวไทย
       
แต่ในช่วงจังหวะเดียวกันนั้นเอง พื้นที่จังหวัดสงขลาก็เกิดน้ำท่วมเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถรับน้ำจากพื้นที่พัทลุงได้ จนส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ของจังหวัดพัทลุงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง และมีน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลายาวนานกว่าที่เคยเป็น ซึ่งก็นำไปสู่คำถามหลังสถานการณ์คลี่คลายในขณะนั้นว่า... ถ้าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก...
       
จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เจอน้ำท่วมนาน??

“จากคำถามนี้ ก็นำมาสู่การศึกษาวิจัย โดยเริ่มจากรวบรวมแผนงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ จากทุกๆ หน่วยงานในพื้นที่ และพบว่า หน่วยงานด้านนี้ยังขาดการจัดทำระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่มีอยู่ก็ยังไม่ครอบคลุม และขาดระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพแบบทันเหตุการณ์ด้วย” ดร.อนิศรา ระบุถึงข้อมูลที่พบจากการศึกษาวิจัย
       
ทั้งนี้ พื้นที่พัทลุงช่วงปลายปี 2560 นั้น น้ำก็ท่วมอ่วมอีก ส่วน “แนวทางแก้ปัญหา” นั้น นักวิจัยคนเดิมได้เสนอแนะแนวทางไว้ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ให้เร่ง เคลียร์สิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ ให้ออกไปจากพื้นที่ และ ระยะยาว จะต้อง แก้ปัญหาลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ โดยจากผลการศึกษาที่ได้ ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นฐานข้อมูล (Database) เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อการนำเสนอเพื่อใช้จัดทำ “แผนแม่บทการจัดการทรัพยากรน้ำ” ของพื้นที่ จ.พัทลุง เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาจัดทำงบประมาณที่เกี่ยวกับน้ำในพื้นที่ต่อไปในอนาคต
       
ทางนักวิชาการคนเดิมเน้นย้ำไว้ด้วยว่า ระบบสารสนเทศ หรือการจัดทำข้อมูลด้านน้ำ มักเป็นจุดอ่อนของหน่วยงานบริหารจัดการน้ำทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะยิ่งมีข้อมูลที่ชัดเจนและครอบคลุมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้อย่างตรงจุด และทันท่วงที ซึ่งข้อมูลที่จัดทำขึ้นจากโครงการฯ หากได้นำไปใช้จัดทำแผนแม่บทก็จะช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม และยังช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณด้านน้ำได้อีกด้วย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ไม่ต้องรอลุ้นความช่วยเหลือ หรือต้องช่วยเหลือตนเองเหมือนที่ผ่านๆ มา
       
น้ำท่วมภาคใต้ ว่าที่จริงก็ คล้ายกับภาคอื่นๆ
     
คล้ายๆ กันคือ “ท่วมซ้ำๆ” ท่วมแล้วท่วมอีก...
       
เมื่อไหร่หนอเมืองไทยจะพ้นวังวนเช่นนี้???

ที่มา : ยังแก้ไม่ได้อ่วมประจำ "น้ำท่วมซ้ำๆ" ภาคใต้ "ตอกย้ำชัดๆ" จากเว็บไซต์เดลินิวส์


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400