ปฏิรูปการศึกษาขานรับนโยบายบิ๊กตู่ เร่งเครื่องสตาร์ท “อำนาจ” ต้องอยู่ในพื้นที่ ผู้บริหาร รร.ชี้ ไม่เอา 3 ปี 4 นโยบาย

“การปฏิรูปการศึกษา” เป็นประเด็นที่คณะรัฐบาลชุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังให้ ความสำคัญในลำดับต้นๆ เพราะเชื่อว่าจะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการปฏิรูปเรื่องงบประมาณ เกณฑ์มาตรฐานการจัดสรรงบประมาณ ที่นำมาพิจารณาเพื่อจัดสรรงบประมาณให้กับ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่เกี่ยวกับการศึกษาให้ได้รับงบประมาณอย่างเหมาะสมตามความจำเป็นและการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560 คณะทำงานการปฏิรูประบบการศึกษา ได้จัดเวทีสัมมนาเวทีสาธารณะ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก) เพื่อนำข้อคิดเห็นของนักวิชาการด้านการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องในประเด็นทั้งในเรื่องของกลไกเชิงพื้นที่ กลไกด้านงบประมาณ การรับรองคุณภาพ การใช้ระบบโค้ช และ การเรียนรู้เสนอต่อคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ

เบื้องต้นอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อบป.) ได้ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก) ที่เร่งด่วน ใน 2 ส่วนคือ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” และ “การพัฒนาเชิงระบบ” โดยการปฏิรูปโครงสร้าง ต้อง

  1. ปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการศึกษาจังหวัด (กศจ.) กับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วนศึกษานิเทศก์ (ศน.) โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแล สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่อย่างแท้จริง และ
  2. ปรับกลไกการจัดสรรงบประมาณ และเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้ไปถึงโรงเรียนอย่างเพียงพอ โดยคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและความเท่าเทียมทางการศึกษา

และส่วนของการพัฒนาเชิงระบบ ควรดำเนินการ

  1. จัดแบ่งประเภทโรงเรียนตาม “ระดับการพัฒนาและเป้าหมายของผู้เรียน” เพื่อให้มีการสนับสนุนการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงเรียนอย่างเหมาะสม
  2. สนับสนุนระบบโค้ช และระบบเครือข่ายโรงเรียนเพื่อการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา และ
  3. ปรับระบบการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่มุ่งให้ความสำคัญกับทักษะการเรียนรู้และทักษะชีวิต

ส่วนการปฏิรูประยะต่อไป ต้องมุ่งเน้น “การปฏิรูปการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยการศึกษาทางเลือก” และ “การปฏิรูปการอาชีวศึกษา” โดยในส่วนของการปฏิรูปการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยการศึกษาทางเลือก จะต้องจัดระบบการศึกษาทางเลือกให้มีประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรมของการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในทุกช่วงวัยของประชาชนอย่างแท้จริง และทางด้านการปฏิรูปการอาชีวศึกษา ต้องจัดระบบการศึกษาอาชีวะให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างพลเมืองไทยให้มีสมรรถนะการทำงานที่แข่งขันได้ในกลุ่มอาเซียนและประชมคมโลก ตลอดจนปรับหลักสูตรการเรียนให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและยกระดับทักษะอาชีพทุกกลุ่ม

ในช่วงท้ายของเวทีหารือ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล อนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง และประธานคณะทำงานการปฏิรูประบบการศึกษา กล่าวสรุปถึงภาพรวมข้อคิดเห็นของนักวิชาการด้านการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องที่ร่วมให้ข้อมูลในวันนี้ว่า

  1. ในเชิงโครงสร้างที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในเรื่องของ “อำนาจทางการศึกษา” ที่ต้องไปสู่พื้นที่ โรงเรียน และเด็กมากที่สุด
  2. ต้องสร้างพื้นที่ของโรงเรียนที่เป็นการศึกษาทางเลือกให้ชัดเจนกว่าในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของตัวบทกฎหมาย
  3. สร้างพื้นที่สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ให้ได้รับการเรียนการสอนที่ตรงและเหมะสมอย่างแท้จริง
  4. กฎหมายด้านการศึกษายังคงต้องมีการปรับปรุง

หมุดหมายสำคัญที่เป็นจุดร่วมของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ หลายภาคส่วนเห็นพ้องต้องการว่าต้องเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ยังผลไปถึงตัวเด็กที่มีความแตกต่างหลากหลาย ที่ไม่ได้เน้นเรื่องการแข่งขันแต่เน้นการพัฒนาแบบอาศัยความร่วมมือไปด้วยกันจากทุกภาคส่วน เน้นให้เด็กมีทักษะชีวิต สัมมาชีพ ภาษา คุณธรรม จริยธรรม โดยเครื่องมือที่จะนำพาไปสู่เป้าหมายดังกล่าวมีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ควรมีคณะกรรมการการศึกษาเชิงพื้นที่ ที่มีบทบาทหน้าที่เชิงนโยบายและกำกับดูแล ในเรื่องของการแบ่งงาน บทบาทของแต่ละภาคส่วน การบริหารงานบุคลากรควรไปอยู่ในระดับของเขตพื้นที่ นอกจากนี้ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมให้ความเห็นว่า ปัญหาสำคัญในระบบการศึกษาไทยคือการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การสั่งการจากกระทรวงอยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้หรือไม่ที่ภายในระยะเวลา 2 ปี ศูนย์กลางจะงดส่งแนวนโยบายมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อคิดเห็นจากผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่งที่ร่วมให้ข้อมูลว่า “3 ปี 4 รัฐมนตรี นโยบายเปลี่ยน ตนรู้สึกว่าทำงานไม่ได้ ถอดใจ เหนื่อยหน่ายแต่ทนทำอีก 2-3 ปี เพราะใกล้เกษียณเพราะในความเป็นจริงทาง บุคลากรทางการศึกษาไม่สามารถดำเนินการตามแนวนโยบายที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมตลอดเวลาได้” นอกจากนี้เรื่องของการประเมินการเรียนรู้เป็นสิ่งที่หลายฝ่าย เห็นพ้องต้องกันว่าควรมีการปรับเปลี่ยนทั้งวิธีการเรียนรู้ระดับห้องเรียนและการประเมินผลระดับประเทศ โดยข้อสรุปของการหารือวันนี้จะนำไปมอบให้กับ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาต่อไป


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400