คอลัมน์ วิถีชีวิต นสพ.เดลินิวส์ : ยลวิถีสายน้ำ... งามวิถีชุมชน “ชีวิตคนทะเล (ไม่) น้อย” สายใยที่ยึดโยง ณ “ปากประ”

Pak Pra Canel, Phatthalung

"ปลาตัวเล็กที่เห็นคือ ปลาลูกเบร่ เป็นปลาท้องถิ่นที่มีแหล่งอาศัยบริเวณนี้ ถือเป็นของดีขึ้นชื่อที่ปากประ และเป็นผลผลิตจากวิถียกยอยักษ์ที่เราเห็นข้างหน้า" เสียงจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ให้คำตอบกับเราในเรื่องนี้ หลังจากคณะของเราได้พูดคุยกันด้วยความสงสัยเกี่ยวกับปลาตัวจิ๋วที่ถูกโรยบนน้ำพริกข้นๆ หรือที่คนท้องถิ่นเรียก "น้ำชุบหยำ" จนคลายความสงสัยให้กับคณะของเราในเรื่องนี้ ทั้งนี้ การจับ "ปลาลูกเบร่" ด้วย "ยอยักษ์" มหึมากลาง "พื้นที่ทะเลน้อย จ.พัทลุง" ถือเป็น "แม่เหล็ก" ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศหลั่งไหลมายังพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะปรากฏเป็นภาพที่สวยงามแล้ว "วิถีผู้คนแห่งสายน้ำปากประ" ก็ยังมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ที่วันนี้ "ทีมวิถีชีวิต" ได้มีเรื่องราวมานำเสนอ...

ในวันนั้น จากสนามบินสุวรรณภูมิ คณะของเราเดินทางถึงสนามบินหาดใหญ่ช้าไปจากกำหนดการเดิมค่อนข้างมาก เพราะเครื่องบินที่จะออกจากสุวรรณภูมิมีกำหนดล่าช้าไปจากเดิมราวชั่วโมงเศษ เนื่องจากมีการปิดรันเวย์บางช่วงจึงทำให้เหลือรันเวย์ที่สามารถใช้งานได้เพียงรันเวย์เดียวเท่านั้น ส่งผลทำให้การจราจรทางอากาศระหว่างเครื่องบินที่จะขึ้นและเครื่องที่จะลงเกิดความแออัด แม้จะรอคอยด้วยความอึดอัดใจ แต่เครื่องบินของเราก็ได้ทะยานเชิดหัวขึ้นในที่สุด โดยเมื่อเครื่องบินลงที่สนามบินหาดใหญ่แล้ว คณะของเราก็ต้องรีบเดินทางต่อไปยัง จ.พัทลุง ทันที เพื่อให้ถึงพื้นที่ก่อนมืดค่ำ ซึ่งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเศษก็มาถึง “พื้นที่คลองปากประ” เป้าหมายสำคัญของเราในครั้งนี้

“วันนี้ลูกค้าแน่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันสุดท้ายงานสารทเดือนสิบ แนะนำว่าให้จองคิวเอาไว้ก่อน ถ้ามีโต๊ะว่างเมื่อไหร่ เดี๋ยวให้พนักงานไปเรียกนะคะ” พนักงานต้อนรับร้านอาหารแจ้งเราถึงสถานการณ์ล่าสุดให้เลือกตัดสินใจว่า จะทำตามหรือเปลี่ยนใจไปใช้บริการร้านอาหารอื่นแทน ท้ายที่สุดคณะเราเลือกข้อแรก เพื่อแลกกับวิวที่จะได้ชื่นชมขณะทานอาหาร ระหว่างที่รอคิวหลายคนในคณะของเราจึงใช้เวลาช่วงนี้เดินไปรับลมและชื่นชมทัศนียภาพของ อ่าวคลองปากประ ทะเลน้อย ยามพลบค่ำ ทั้งนี้ ดูเหมือนวันที่คณะของเรามาถึงนั้นพื้นที่ร้านอาหารซึ่งอยู่บริเวณที่พักของเราจะมีนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ ทั้งที่เป็นช่วงกลางสัปดาห์ ไม่ใช่วันหยุด ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็น “ดัชนีชี้วัด” ได้อย่างชัดเจนถึง “การขยายตัวด้านการท่องเที่ยว” ซึ่งถึงแม้ “พัทลุง” จะถูกจัดเป็น “เมืองรอง” แต่สำหรับหลายคนแล้วกลับมองว่าพื้นที่นี้ถือเป็น “ซูเปอร์สตาร์” ด้าน “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ของพื้นที่ภาคใต้ โดยมี “ทะเลน้อย เป็นตัวละครเอก

“จุดนี้เป็นปลายน้ำคลองปากประ คลองนี้ไหลจากทิศตะวันตกมาทางทิศตะวันออกมาบรรจบกันที่นี่ ก่อนจะไหลออกทะเลสาบสงขลา ด้วยเหตุนี้ สองข้างทางจึงเกิดต้นสาคูขึ้นมากมาย ซึ่งต้นสาคูนี้นอกจากเป็นพืชซับน้ำที่สำคัญของระบบนิเวศ ยังเป็นของดีของชาวบ้านที่ปากประอีกด้วย” เป็นเสียงของ วิจิตรา อมรวิริยะชัย วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ หนึ่งในคณะนักวิจัย “โครงการศึกษารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศพื้นที่คลองปากประ จ.พัทลุง” โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่อธิบายให้เราเห็นภาพความสำคัญของสายน้ำสายนี้

ก่อนที่เธอจะพาเราลัดเลาะคลองปากประ นับจากปลายน้ำขึ้นไปที่ต้นกำเนิดของสายน้ำสายสำคัญนี้ โดยบอกว่า คลองปากประมีต้นกำเนิดจาก เทือกเขาบรรทัด โดยไหลผ่านหลายพื้นที่ของ จ.พัทลุง ตั้งแต่ อ.ควนขนุน ไปจนถึง อ.เมือง จากปัจจัยดังกล่าวนี้เองที่ทำให้สายน้ำสายนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำหลายชนิด โดยเฉพาะกับ “ปลาท้องถิ่น” ที่มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ “มาถึงแล้วไม่ชิมเมนูปลาถือว่ามาไม่ถึงนะ” วิจิตราบอกเราด้วยรอยยิ้ม พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความสมบูรณ์และความหลากหลายของปลาถือเป็นอีกตัวชี้วัดอย่างดีว่า บริเวณคลองปากประ และต่อเนื่องไปถึงทะเลน้อยนั้น มีสภาพสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมาก จึงไม่แปลกที่หลายคนยกให้คลองปากประและทะเลน้อยเป็น “อู่ข้าว อู่น้ำ” ของ จ.พัทลุง และเรื่องของ “ปลาท้องถิ่น” นั้น วิจิตรา เล่าว่า จากที่ได้มีการศึกษามาพบว่า พื้นที่คลองปากประ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีปลาอาศัยอยู่มากกว่า 50 ชนิด นอกจากนี้ยังมี “พืชผักท้องถิ่น” อีกหลายชนิด ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนออกมาผ่าน “วิถีการกินการอยู่” ของผู้คนที่นี่

“ชาวบ้านมีวิถีที่หลากหลาย โดยผูกโยงชีวิตกับปฏิทินตามฤดูกาลที่ปรับเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ เช่น เมื่อมีน้ำก็ทำนาจนเกิดวิถีนาริมเล แต่ถ้าน้ำท่วมก็จะเปลี่ยนไปจับปลาแทน ดังนั้นจึงมีรายได้งอกเงยเกิดขึ้นแทบตลอดทั้งปีจากทรัพยากรตรงนี้ ยิ่งตอนนี้พื้นที่คลองปากประกับทะเลน้อยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ชุมชนก็มีอาชีพและรายได้เสริมจากการพานักท่องเที่ยวนั่งเรือออกไปชมยอยักษ์ ทุ่งบัวแดง ดูนก และฝูงควายน้ำ” นักวิจัยคนเดิมกล่าว

อย่างไรก็ดี การเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ถือเป็นความท้าทายของชุมชนในพื้นที่นี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของความหนาแน่นเชิงพื้นที่ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาคำตอบเรื่องนี้ โดยแนวทางที่ดีและน่าใช้คือ การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ไม่เพียงช่วยลดปัญหาต่างๆ ได้ แต่ยังเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วย

“ปีแรกจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ส่วนปีนี้ที่เป็นที่ 3 จะเน้นที่การจัดการการท่องเที่ยวโดยการใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับชุมชนได้ตั้งรับความท้าทายที่เข้ามาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจ โดยชาวบ้านบอกว่า พอนำงานวิจัยมาใช้ ทำให้เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น และที่น่าดีใจคือผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการร่วมกันเรียนรู้ระหว่างชุมชนกับชุมชน ระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน คือ ทำให้ผู้คนเชื่อมโยงเข้าหากันเพิ่มขึ้น ผ่านรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์นั่นเอง” วิจิตรากล่าว

วันรุ่งขึ้น คณะเราบางส่วนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังมืด เพราะตั้งใจจะออกไปล่าพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานข้ามคลองปากประ จุดยอดนิยมของบรรดานักถ่ายภาพ แต่โชคร้ายพระอาทิตย์กลับไม่มาตามนัด ทำให้บางคนบ่นอุบด้วยความเสียดาย และหลังจากได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนครางมาแต่ไกล ที่สุดพวกเราจึงตัดสินใจถอยกลับที่พัก และไม่กี่อึดใจต่อมาสายฝนก็เทลงมาอย่างหนัก จนทั้งบริเวณเป็นสีขาวโพลนไปทั่ว ครั้นเมื่อฝนซาเม็ดลงไปแล้ว คณะของเราจึงเดินทางต่อ เนื่องจากวันนี้มีภารกิจไปเยี่ยมชมการผลิตแป้งสาคูในพื้นที่ ต.ชัยบุรี โดยเมื่อคณะของเรามาถึง ก็มีคุณป้าท่านหนึ่งยืนรอต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มอยู่ก่อนแล้ว

“เดี๋ยวไปเดินดูต้นสาคูก่อน แล้วค่อยมากินขนมสาคูนะ” เสียงจาก คุณป้าละมัย ทรงเดชะ หนึ่งในแกนนำของกลุ่มแม่บุญเรือน ชัยบุรี ที่ผลิตแป้งสาคูแท้จากต้นสาคูภายใต้ชื่อ "แป้งสาคูแม่บุญเรือน" ส่งเสียงเรียกเราให้เดินตามไปยังท่าน้ำ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในบ้าน โดยก่อนถึงท่าน้ำนั้นล้วนเต็มไปด้วยต้นสาคูสูงใหญ่สีเขียวที่ขึ้นอย่างหนาแน่นตลอด 2 ข้างทาง โดยคุณป้าละมัยได้ชี้ให้เราดูกิ่งไม้สีน้ำตาล ลักษณะคล้าย “เขากวาง” มีลักษณะเป็นแฉกๆ หลายกิ่ง พร้อมอธิบายว่า ภาพที่เห็นคือดอกของต้นสาคู พร้อมให้ข้อมูลกับเราว่า ถ้าเห็นเขากวางแสดงว่าสาคูต้นนั้นผลิตแป้งเต็มที่ และพร้อมจะตัดเอามาผลิตแป้งสาคูได้แล้ว

“การที่มีต้นสาคูขึ้นหนาแน่น แสดงว่าน้ำในคลองปากประยังดีมากอยู่ ถ้าไม่ดี ไม่มีทางได้เห็นป่าสาคูแบบนี้แน่นอน” คุณป้าละมัยบอกเรา พร้อมเชื้อเชิญเราให้กลับเข้าไปภายในบริเวณบ้าน เพื่อชิมขนมสาคูกะทิสดที่คณะเรารอคอย

สำหรับจุดที่คณะของเราแวะเยี่ยมชมนี้ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่อยู่ใน “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ที่เกิดขึ้นจากระบวนการทำวิจัยเพื่อค้นหาศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ของคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่พบว่า จ.พัทลุง มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ซึ่งการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมสัมผัสวิถีชีวิตและแนวคิดของ ชาวบ้านนั้น จะช่วยทำให้เกิดการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ อีกทั้งชาวบ้านยังรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่ ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดเรื่องของการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไปนั่นเอง

“เราพยายามทำให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวออกไปให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาปริมาณนักท่องเที่ยวล้นมากเกินไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกับอีกหลายๆ พื้นที่ค่ะ” วิจิตรา นักวิจัยคนเดิมกล่าว

ในพื้นที่นี้ นอกจาก “การจัดการการท่องเที่ยว” แล้ว อีกสิ่งที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในพื้นที่ดังกล่าวนี้ คือ กรณีที่มีกระแสว่า... พื้นที่บริเวณนี้กำลังจะมีโครงการก่อสร้าง “ประตูระบายน้ำและกั้นน้ำ” เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้าที่เราจะเดินทางไปถึงเพียงแค่ 1 วันได้มีประชาชนในพื้นที่และนักถ่ายภาพบางส่วนได้ออกมาเรียกร้องให้มีการทบทวนเกี่ยวกับโครงการนี้ เนื่องจากกังวลถึง “ผลกระทบ" ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อ “ระบบนิเวศ” ของ “ทะเลน้อย-คลองปากประ" ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องติดตามบทสรุปที่ชัดเจนต่อไป ว่า... สุดท้ายแล้วโครงการนี้จะเดินหน้าต่อหรือจะยอมถอย??? อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็ถือเป็น...

อีกหนึ่ง “ความท้าทาย” ของ “คนปากประ”
ที่ต้องเอาใจช่วย...ให้เรื่องจบสวยทุกฝ่าย
ความท้าทายใหม่ที่น่ากังวล

“ความท้าทายใหม่” ของ “คนปากประ” ขณะนี้หนีไม่พ้นกรณีที่มีกระแสว่า กำลังจะมีโครงการก่อสร้างประตูกั้นน้ำ  ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะ "ความกังวลใจ" ของหลายคน ซึ่ง เรื่องนี้มี “เสียงสะท้อน" น่าคิด-น่ารับฟังจาก “คนพื้นที่” ว่า...การลุกขึ้นมาเรียกร้องในพื้นที่ซึ่งเกิดขึ้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักของ “คนปากประ” ซึ่งความเห็นส่วนตัวมองว่า ที่หลายคนออกมาท้วงติงเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะรู้สึกว่า ทะเลน้อย-คลองปากประ นั้นเป็นปากท้องของพวกเขา จึงไม่ผิดที่จะมีคนกังวลใจมากหากเกิดโครงการที่จะทำให้สภาพดั้งเดิมบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางระบบนิเวศวิทยาโดยถูกยกให้เป็น “ลากูนที่สมบูรณ์” ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของไทยและภูมิภาคนี้ ดังนั้น ถ้าจะมีอะไรมาทำให้กระทบ หรือทำให้เปลี่ยนแปลงไป คนจึงกลัวกัน

น่าเสียดายถ้าสถานที่สวยงามแบบนี้จะต้องเปลี่ยนสภาพไป?” เสียงใครคนหนึ่งลอยขึ้นมา หลังจากความมืดค่อยๆ ห่มคลุมรอบๆ ตัวเรา ...ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่สิ้นสุดลง

“ผูกโยงชีวิตกับปฏิทินฤดูกาล ที่ปรับเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ”
“สถานที่สวยงามแบบนี้ จะต้องเปลี่ยนสภาพไป?”

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

ที่มา : คอลัมน์วิถีชีวิต หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400