สกว. จับมือภาคีจัดฟอรั่มถกประเด็น “พายเรือออกจากอ่าง” การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นครพนม

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. ร่วมกับ 6 พันธมิตร จัดเวทีสาธารณะเพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบาย “การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นครพนม

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยชุดโครงการวิจัย “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากต้นทุนของกลุ่มคนจนเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) มหาวิทยาลัยนครพนม และ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะเพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบาย “การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นครพนม ณ ห้องประชุมพนมศิลป์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

รศ.ดร.อภิศักดิ์ ธีระวิศิษฐ์ รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการบริหาร และรักษาการ ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักงาน สกว. กล่าวถึงประเด็นทิศทางการวิจัยกับการลดความเหลื่อมล้ำว่า “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นปัญหาทางสังคมที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมานาน  คนไทยยังมีรายได้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นต้องหาแนวทางกระจายรายได้ ค้นหากลไกเพิ่มความเท่าเทียม สร้างข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับภาครัฐโดยข้อเสนอนั้นมาจากปากเสียงของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงถือเป็นประเด็นน่าสนใจที่มีการทำวิจัยเรื่องเศรษฐกิจพิเศษ ที่จะทำให้ได้ข้อมูลทางวิชาการว่าแนวคิดดังกล่าวจะนำไปใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ได้อย่างไร

ในขณะที่ ผศ.ดร.ชูพักตร์ สุทธิสา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. ได้กล่าวถึงแนวคิดการนำงานวิจัยไปพัฒนาท้องถิ่นว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ก่อตั้งฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2535 นับแต่นั้นถึงปัจจุบันมีโครงการวิจัยเกิดขึ้นกว่า 4,000 โครงการ โดยมีพันธกิจหลัก เพื่อให้ชาวบ้าน คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ได้ค้นหาทุนในพื้นที่ของตนเอง พัฒนาตนเองด้วยตนเอง  โดยเรามุ่งเน้น “งานวิจัย” ไปสู่การพัฒนาที่เริ่มต้นจากการพัฒนา “คน” แล้วสร้าง “ความรู้” นำไปใช้ในการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง  หากคนในพื้นที่รู้ว่า “ต้นทุนของชุมชน” มีอะไรบ้างก็จะสามารถหาคำตอบผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้

ด้าน ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. กล่าวว่า หากพูดถึงคำว่า “เศรษฐกิจพิเศษ” ต้องตีความคำอยู่ 2 คำคือว่า คำว่า “เศรษฐกิจ” ในที่นี้หมายถึง เศรษฐกิจของใคร และ “ใคร” ได้รับความพิเศษ แค่เพียงพื้นที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษก็นับเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นแล้ว คำว่า “เศรษฐกิจพิเศษ” ต้องไม่ใช่การป้อนความพิเศษให้เพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นายทุน ข้าราชการ ฯลฯ ชาวนา ชาวบ้าน คนหาปลาในพื้นที่ก็ต้องได้รับความพิเศษที่ถูกกำหนดขึ้นด้วย ดังนั้นคำว่า “เศรษฐกิจพิเศษ” จึงอยู่ที่ว่าเกิดจากฐานคิดของใคร คนกลุ่มนั้นย่อมได้ประโยชน์ ที่ผ่านมาการกำหนดเศรษฐกิจพิเศษเป็นการกำหนดฐานคิดจากคนข้างนอก จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ความเหลื่อมล้ำแบบไทยๆ” หากเปลี่ยนประเทศกับนิ้วมือ เราไม่จำเป็นต้องตัดนิ้วทุกนิ้วให้เท่ากันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่นิ้วแต่ละนิ้วซึ่งหมายถึงแค่ละภาคส่วนต้องเคารพตัวเองและเคารพในกันและกัน และร่วมมือกันสิ่งต่างๆจึงเกิดความสำเร็จ อาจกล่าวได้ว่าความรู้แบบวิชาการเป็นความรู้เพื่อที่จะไปเอาเปรียบคนอื่น ความรู้แบบชาวบ้านเป็นความรู้แบบเฉพาะทางด้านเดียว ถ้านำความรู้ทั้งสองรูปแบบมาหล่อหลอมรวมกันจึงจะนำไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ได้ ดังนั้นคนตัวเล็กตัวน้อยควรมีสิทธิมีเสียงในพื้นที่แศรษฐกิจพิเศษ ประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตยแบบฐานรากไม่ใช่ฐานคิดของเทวดา

ด้าน ผศ.ดร.ศักรินทร์ แซ่ภู่ หัวหน้าชุดโครงการวิจัย “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากต้นทุนของกลุ่มคนจนเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” กล่าวถึงแนวคิดแนวคิดในการพัฒนาต้องมองไปที่ต้นทุน ฐานต้นทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษมี 4 ประเภทด้วยกัน คือ

  1. ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม
  2. ทุนทางทรัพยากร
  3. ทุนทางเศรษฐกิจ และ
  4. ทุนการเมือง 

ความไม่มีตัวตนอยู่ ถือเป็นสิ่งเลวร้ายของความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นการผลักดันประเทศโดยมีการแบ่งพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ต้องไม่ทิ้งใครไว้กลางทาง ชาวบ้านและรัฐบาลต้องพัฒนาและก้าวไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ภายในงานเดียวกัน ได้มีการจัดเวทีเสวนาย่อยในหัวข้อ “การปรับตัวและยืดหยัดท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจพิเศษ” โดยมีวิทยากรได้ข้อมูลพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของ จ.แม่ฮ่องสอน พื้นที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต่อมาทีมวิจัยได้แบ่งกลุ่มเก็บข้อมูลจากตัวแทนชุมชนจาก จ.นครพนม ผ่าน 3 ฐานทุน คือ ฐานทุนเกษตรอินทรีย์ ฐานทุนการท่องเที่ยวโดนชุมชน ฐานทุนเกษตรริมแม่น้ำโขง โดยตัวแทนจากพื้นที่ในแต่ละฐาน ได้นำเสนอข้อมูลในหัวข้อ “ชุมชน ท้องถิ่นและคนรุ่นใหม่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ” และมีผู้ทรงคุณวุฒิมีให้ข้อเสนอแนะเชิงประเด็น อนึ่งข้อมูลและข้อสังเคราะห์ที่ได้จากเวทีนี้จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของพื้นที่ จ.นครพนมต่อไป


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400