“งานวิจัยชายแดน” สู่หลักสูตร “ทูตชาวบ้าน”

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ด้านชุมชน พื้นที่ ร่วมการประชุมวิชาการระดับชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ครั้งที่ 5 “มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์บริบทและทิศทางประเทศไทย 4.0” ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พร้อมเสวนาเรื่อง “พลัง พึ่งพา ศาสตร์แห่งพระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยังยืน” ร่วมกับ ดร.ศรีวรรณ ไชยสุข ผู้อำนวยการสถาบันความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและอาเซียน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

โอกาสนี้ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง กล่าวถึง “ศาสตร์พระราชากับการค้นหาความรู้” ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐานในการหาค้นความรู้ในหลายมิติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในส่วนนี้ ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในฐานะองค์กรที่สร้างความรู้ทุกระดับ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชา มาใช้กับการค้นหาความรู้ ความเข้มแข็ง ให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยการเข้าไปสนับสนุนให้ชาวบ้านได้ค้นหา “ของดี” ที่ตนมี แล้วนำมาพัฒนาต่อยอด ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาในชุมชน ท้องถิ่น ด้วยเหตุแล ผล แม้บางครั้งจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในความไม่สำเร็จก็เกิดความรู้ว่าสิ่งที่ไม่สำเร็จนั้นเกิดจากอะไร

จากนั้น ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง กล่าวว่า งานวิจัยสามารถสร้างพลัง และความเข้มแข็งในพื้นที่ แม้แต่พื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านสงครามระหว่างประเทศ เช่น “โครงการวิจัยฟื้นฟูความสัมพันธ์กลุ่มเครือญาติข้ามแดนชุมชนท้องถิ่นชายแดนไทย และ กัมพูชา กรณีบ้านด่านกลาง ตำบลภูผาหมอน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ” ซึ่งมีการนำเสนอผลการวิจัย และจัดแสดงนิทรรศการในงานเดียวกันในวันนี้ (31 สิงหาคม 2560) โดยโครงการดังกล่าว เป็นการเรียนรู้ระหว่างชุมชนท้องถิ่นชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตนเอง เรียนรู้เพื่อนบ้าน หาจุดความสนใจร่วมกัน เข้าใจกันและกัน โดยทั้งหมดนี้ เพื่อรื้อฟื้นสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนที่ห่างเหิน จากเหตุการณ์ในอดีตในพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวา เกิดความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของผู้คนที่อาศัยระหว่างแดนต่อแดนร่วมกัน

“จะเห็นว่าสิ่งที่นักวิจัยท้องถิ่น ที่เป็นชาวบ้านทำ เป็นลักษณะของการทูตรูปแบบหนึ่ง โอกาสนี้ตนจึงอยากจะชวนคิดให้มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆจัดตั้งหลักสูตร หรือ วิชาทูตท้องถิ่น ศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ชายแดนระหว่างชายแดน โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรม และเครือญาติ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (จากล่างสู่บน) ควบคู่กับนโยบายของรัฐ (จากบนลงล่าง)” ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่า การทำวิจัยเพื่อท้องถิ่นข้ามแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้วยบริบทของพื้นที่ ความคิดระเบียบข้อปฏิบัติของคนในพื้นที่ หน่วยงานทางด้านความมั่นคง ทั้งนี้หากมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศ เข้ามาสนับสนุนชาวบ้าน โดยมุ่งสู่วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นหลัก เชื่อว่า การดำเนินโครงการวิจัยชุดนี้ จะไม่เป็นเพียงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนต่อชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

ด้าน ดร.ศรีวรรณ ไชยสุข กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์สมบัติ ทรงวางรากฐานการพัฒนาไว้มากมาย และเป็นประโยชน์ สิ่งที่พระองค์ทรงทำคือการระเบิดแนวคิดการพัฒนาให้กับชุมชน แม้แต่ในพื้นที่ห่างไกล ทรงเข้าไปพัฒนา พร้อมกับสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ถือเป็นการติดอาวุฒิทางปัญญาอย่างหนึ่ง ในส่วนของสถาบันความหลากหลายทางชีวภาพ ได้น้อมนำรากฐานการพัฒนาของราชกาลที่ 9 โดยการเข้าไปสนับสนุนให้ชาวบ้านคิดค้นกระบวนค้นหาจุดเด่นของตนเอง และนำมาต่อยอดให้เกิดความยั่งยืน ยกตัวอย่าง พื้นที่เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งชาวบ้านมีความโดนเด่นทางด้านการเลี้ยงผึ่ง เพื่อรักษาป่าชุมชน โดยทางสถาบันได้เข้าไปต่อยอดภูมิปัญญาให้กับชาวบ้าน ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์จากผึ่ง และศูนย์การเรียนรู้ นอกจากชุมชนจะอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง และ ยั่งยืน ยังเป็นการส่งต่อความรู้แก่ชุมชนอื่นๆด้วย


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400