สกว. หารือ “กรมน้ำ” ยกระดับการจัดการน้ำชุมชน

สกว. ร่วมหารือกับ กรมทรัพยากรน้ำ ยกระดับการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมจากฐานราก สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนและพื้นที่ สู่การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย และ นโยบายรัฐ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 60 – ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ กรมทัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมหารือเรื่อง การจัดการน้ำโดยชุมชนท้องถิ่น : ทางเลือกการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมจากฐานราก ถึงแนวทางการจัดเสวนานำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการน้ำของชุมชม และการดำเนินการวิจัยระหว่างหน่วยงานเพื่อหาแนวทางในการปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ โดยมี รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการน้ำของ สกว. อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.คณพศ วรรณดี ผู้อำนวยการส่วนจัดสรรน้ำ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านชุมชนและพื้นที่ ร่วมหารือ

เริ่มจาก รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการหารือว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบกับปัญหาในเรื่องของน้ำ และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ในหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำ การแย่งชิงน้ำ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม และตนในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการน้ำของ สกว. ได้เห็นงานวิจัยในหลายระดับ และหลายมิติ ซึ่งหากมีการบูรณาการการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกระบวนการของชุมชนในการแก้ไขปัญหา ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อมและการจัดการน้ำ ทั้งนี้ตนอยากจะให้ สกว. เป็นหน่วยงานที่เชื่อมประสารชุดความรู้ พื้นที่ต้นแบบจากงานวิจัยท้องถิ่นทั่วประเทศ สู่นโยบายการจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม

ด้าน ดร.คณพศ วรรณดี กล่าวว่า กรมทรัพยากรน้ำ ตระหนักถึงความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ โดยการผลักดัน ร่าง พรบ.การจัดการน้ำซึ่งอยู่ในระหว่างของการพิจารณา โดยมีสาระสำคัญ/ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายที่ตราขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) ให้มีกฎหมายแม่บทสำหรับการใช้ การพัฒนาการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ (2) ให้มีองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำและระดับผู้ใช้น้ำ ภายใต้แนวคิดการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนในระดับลุ่มน้ำและมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริง (3) กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมและเหมาะสม

โดยแบ่งการใช้น้ำออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. การใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งการใช้น้ำตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการใช้น้ำของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ต้องขออนุญาต
  2. การใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการอุตสาหกรรมหรือการเกษตรเพื่อ การพาณิชย์ การประปา การท่องเที่ยว
  3. การใช้น้ำในปริมาณมากอันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือส่งผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ จะต้องขออนุญาตใช้น้ำ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และในการจัดสรรน้ำและการอนุญาตใช้น้ำให้คำนึงถึงการใช้น้ำประเภทที่หนึ่งและการใช้น้ำ เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ ในมาตรา 37 และ 38 ของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....

ขณะที่ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง กล่าวว่า ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ให้การสนับสนุนการวิจัยการจัดการน้ำของพื้นที่โดยมีชาวบ้านเป็นผู้วิจัย รวมแล้ว 260 โครงการ ตามภูมิภาคต่างๆ แบ่งออกเป็น ภาคอีสาน 146 โครงการ ภาคกลาง 24 โครงการ ภาคเหนือ 47 และภาคใต้ 43 โครงการ ควบคุมทั้งลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ตั่งแต่ที่สูง ที่ราบ และหุบเขา เช่น ประเด็นการจัดการน้ำ การขาดแคล้นน้ำ การแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร อย่างไรก็ดีงานวิจัยที่เกิดขึ้นและเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร ที่สำคัญนอกจากงานวิจัยจะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว ยังเป็นการสร้างคนให้ใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นแก้ไขปัญหาอื่นๆ ทั้งที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาคและเครือข่ายอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจงานวิจัย สกว. อาจารย์บัญชร ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นถึงแนวทางการจัดการน้ำ 2 พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัย แบบมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ถือเป็นกระบวนการที่ทำให้ชาวบ้านได้รู้และเข้าใจกับปัญหาที่อยู่ข้างหน้า และเมื่อรู้ปัญหาแล้วจะนำมาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาต่อไป โดยการผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับภูมิปัญญาทางวิชาการเกิดเป็น “นวัตกรรมทางสังคม”

ขณะเดียวกันผลการวิจัย ทำให้ทราบถึงข้อมูลความต้องการ และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ทีมวิจัยสามารถวิเคราะห์หาแนวทางการบริหาร การจัดการชลประทานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การเกษตรของกลุ่มเกษตรกรดังรายละเอียดจากข้อมูลความต้องการ และสภาพปัญหา ทำให้ทีมวิจัยสามารถวิเคราะห์หาแนวทางการบริหารจัดการชลประทานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การเกษตรของกลุ่มเกษตรกร สามารถนำข้อมูลมาสรุปเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนได้ ทั้งกลุ่มที่มีปริมาณน้ำ และกลุ่มที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตร รวมถึงการหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อใช้สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลน

เช่นเดียวกับ จังหวัดน่าน ซึ่งมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือระหว่าง สกว. และธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนโครงการวิจัยการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการ จัดทำแผนชุมชนสำหรับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้จังหวัดน่าน เพื่อสะท้อนข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นที่ป่าต้นน้ำน่าน สำหรับผลงานวิจัยนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ป่าในระดับตำบล มีการจัดทำสมุดพกตำบลสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล และชุมชนในพื้นที่ของ แต่ละตำบลสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าของตำบล รวมถึงการประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง กับการจัดทำแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำ


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400