คอลัมน์ Climate@Risk: กลไกการเงินเพื่อโลกร้อนในระดับโลกและระดับประเทศ

023023523

การเจรจาเกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนด้านการเงิน การจัดตั้งกลไกด้านการเงิน เป็นประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งในการเจรจาเวทีระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีจุดยืนและข้อเรียกร้องที่มั่นคงมาอย่างต่อเนื่องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธสัญญา ให้การสนับสนุนงบประมาณในระดับที่สูงเพียงพอต่อการจัดการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการแลกเปลี่ยนกับการยอมรับที่จะมีพันธกรณีในการร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นในอนาคต

ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งที่ 19 และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 9 ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 ที่ผ่านมา การเจรจาเรื่อง "กลไกการเงินเพื่อโลกร้อน (Climate Finance)" นับเป็นประเด็นร้อนแรงเรื่องหนึ่งของการเจรจา มีข้อเรียกร้องจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มระดับงบประมาณสนับสนุนตามที่ได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ตั้งแต่การประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน (ปี 2009) และต่อเนื่องมาถึงการประชุมที่เมืองแคนคูน เม็กซิโก (ปี 2010) เป้าหมายตัวเลขวงเงินที่เคยตกลงกันไว้ คือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้การสนับสนุนงบประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2020


ในการประชุมเจรจาครั้งนี้ ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้มีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วตั้งเป้าหมายระหว่างทางก่อนที่จะถึงปี 2020 โดยตั้งเป้าหมายให้เพิ่มงบประมาณจนอยู่ที่ระดับ 70 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2016 แต่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าว สิ่งที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยอมรับ เป็นเพียงการเสนอรายงานทุกๆ 2 ปี ว่ามียุทธศาสตร์ในการเพิ่มระดับวงเงินสนับสนุนอย่างไร และได้มีมติจากการประชุมครั้งนี้ว่าในช่วงระหว่างปี 2014- 2020 ให้มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีทุก 2 ปี เกี่ยวกับเรื่องกลไกการเงินเพื่อโลกร้อน

การประชุม COP 19 ครั้งนี้ มีมติเกี่ยวกับเรื่องกลไกการเงินเพื่อโลกร้อนรวมทั้งหมด 7 ข้อ ตัวอย่างเช่น เรื่อง Green Climate Fund  เรื่องกลไกการเงินระยะยาว เรื่องเกี่ยวกับคณะกรรมการประจำสำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และยังมีผลการประชุมที่นับเป็นข่าวดีและความก้าวหน้าเกี่ยวกับเรื่องกลไกการเงิน กล่าวคือ ประเทศนอร์เวย์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกายอมรับที่จะเสนอเงิน 280 ล้านดอลลาร์ สำหรับการดำเนินงานเรื่องเรดด์พลัส (REDD+) นอกจากนี้ มีข้อสัญญาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่จะให้งบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ สำหรับกองทุนเพื่อการปรับตัว

สำหรับประเทศไทย กลไกการเงินหลักเรื่องโลกร้อนยังคงเป็นระบบงบประมาณปกติ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ กระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ระบบงบประมาณในส่วนของภาครัฐน่าจะมีความชัดเจนและมีความเป็นระบบ มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานมากขึ้นภายหลังมีการอนุมัติ "แผนแม่บทเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ค.ศ.2013 -2050)" และมีการจัดทำ "แผนปฏิบัติการ" เพื่อรองรับแผนแม่บทฯ ดังกล่าว (แผนแม่บทเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ได้จัดทำเสร็จมาระยะหนึ่งแล้ว รอการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่เมื่อมีการประกาศยุบสภา จึงต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้น)

นอกจากกลไกด้านการเงินเรื่องโลกร้อนในระบบงบประมาณปกติ ยังมีกลไกการเงินอีกหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโลกร้อนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งริเริ่มจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ตัวอย่างสำคัญๆ เช่น

 ๐ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2012 เห็นชอบการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิซึ่งมาจากการขายคาร์บอนเครดิต (ทั้ง CERs และ VERs) เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน

๐ การใช้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2012 และจะเริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2016 โดยทางกรมสรรพสามิตได้คำนวณรายได้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในปีดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2011 เป็นเงิน 25,693 ล้านบาท

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์ ตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน 2013 คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้อนุมัติเงินกองทุนฯ จำนวน 1,847 ล้านบาทให้กระทรวงพลังงานไปดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้อาคารภาครัฐ


ทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศไทย โครงสร้างของตลาดประกอบด้วย โครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานต่างประเทศ (VER) โครงการ/กิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานในประเทศไทย (T-VER) และการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม (TVETS) ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2014

ในส่วนของภาคเอกชน มีการสนับสนุนงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนผ่านทางกิจกรรมความรับผิดชอบทางสังคม (CSR) หลากหลายรูปแบบ ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีการใช้งบประมาณของภาคเอกชนเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนเป็นจำนวนเท่าใด เนื่องจากยังไม่มีการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ


เมื่อมีแผนปฏิบัติการฯ รองรับแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศออกมาและจะต้องเคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติ โจทย์ด้านการเงินเรื่องโลกร้อนในระยะอันใกล้ คือ การจัดหาเงินภายใต้ระบบงบประมาณปกติให้เพียงพอต่อการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติสำหรับโจทย์ในระยะยาว คือ การจัดทำแผนเส้นทาง (Road Map) สำหรับการวางแผนจัดทำกลไกการเงินเพื่อโลกร้อนทั้งระบบของประเทศไทย เพื่อให้มีเป้าหมายและทิศทางของนโยบายและแนวทางดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

 

 

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ผู้ประสานงานชุดโครงการ
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สกว.

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557