วิจัยอัพเกรด “สินค้าเกษตร” และนวัตกรรม

สกว. ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ จัดเสวนา 2 กูรู จับกระแสสินค้าเกษตรนวัตกรรม: ชี้ช่องทาง เพิ่มโอกาสสำเร็จ พร้อมสื่อสารการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดย ชุดโครงการกิจกรรมเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย ฝ่ายบริหาร (The Policy-Research Platform for Administrative Branch [PRP-AB] Project) จัดเสวนา “2 กูรู จับกระแสสินค้าเกษตรนวัตกรรม: ชี้ช่องทาง เพิ่มโอกาสสำเร็จ” โดย รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองแห่งชาติ และ รศ.ดร. กล้าณรงค์ ศรีรอต กรรมการ และ Head of Innovation and Research Development Institute บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสื่อสารงานวิจัย โดยการสนับสนุนของสกว.ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการงานวิจัย

รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองแห่งชาติ กล่าวถึงโอกาสของสินค้าเกษตรนวัตกรรม ว่า ในยุคของการก้าวเข้าสู่บริบทการพัฒนาภาคเกษตรของไทย ในปัจจุบันหลายภาคส่วนให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ กับสินค้าเกษตร ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้การปฏิรูปภาคเกษตรของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการ เช่นเดียวกับเกษตรกรไทย ที่จะต้องมีปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลก และ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของการการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ทั้งในส่วนของการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงการผลิต พัฒนาสายพันธุ์ของพืชเกษตรชนิดต่างๆให้มีความพิเศษ ดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตรโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สอดคล้องกับกระแสของผู้บริโภค

ปัจจุบันยุคไทยแลนด์ 4.0 ผู้ประกอบด้านเกษตร จำเป็นอย่างยิ่งที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้มีการให้บริการแอปพลิเคชันบนมือถือ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรด้านต่างๆ ได้ นอกจากนี้ โซเชียลมีเดีย นับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขยายตลาดที่สำคัญของด้วยการหาผู้ผลิตหรือความต้องการจากเกษตรกร ผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสาร ก็จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการค้าพืชเกษตรสามารถเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น โดยมีรัฐช่วยควบคุม ดูแล และส่งเสริม เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดจะหวังพึ่งรัฐฝ่ายเดียวไม่ได้ เกษตรกร จะต้องมีความพยายามสร้างกรอบแนวคิดใหม่ ตลาดใหม่ ของตัวเอง

ด้าน รศ.ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต กรรมการบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาการเกษตรของไทยเป็นระบบเชิงเดี่ยว และ การทำระบบเดิมซ้ำๆ ทำให้เกิดความเสียง และเกษตรควรมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับภาวะที่แนวโน้มราคาสินค้าทางการเกษตรมีความผันผวน ทั้งที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านสรรพยากร เหมาะแกการเพราะปลูกลำดับต้นๆของโลก ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสียงที่เกิดขึ้น เกษตรกรจึงต้องหาความรู้ใหม่เข้ามาช่วย ทั้งในส่วนของเทคโนโลยีการผลิต การแปรูป และ การตลาด โดยเฉพาะการทำการตลาดให้ตรงตามไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร

“เกษตรกร ยุคใหม่จะต้องไม่ยึดติดกับพืชเกษตรชนิดใดชนิดหนึ่ง และอย่าลืมว่าประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายในเรื่องพืช ซึ่งมีหลายชนิดที่ควรปลูก ยกตัวอย่างความหลากหลายของมูลค่าพืชที่ควรปลูกในประเทศ พบว่า หน่อไม้ฝรั่ง เป็น พืชที่ให้ราคาดีสุดเปรียบได้กับทองคำบนผิวดิน ตรงข้ามกับข้าว พืชเกษตรที่คนไทยปลูกเป็นอันดับหนึ่งกลับมีมูลค่าต่ำกว่า...ทั้งหมดนี้เป็นเพียงขอมูลจำนวนหนึ่งที่นำมาชวนคิดว่า ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนการทำเกษตรของไทยแล้วหรือยัง...” กรรมการบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ชวนมองการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อนึ่งความร่วมมือระหว่าง สกว. กับ กรมการค้าต่างประเทศ เป็นหนึ่งกลไกสำคัญที่ สกว. ส่งผ่านงานวิจัยไปสู่ฝ่ายนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการเผยแพร่งานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสินค้าเกษตรนวัตกรรมให้สนองตอบต่อทิศทางตลาด และนโยบายของประเทศ ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้สามารถนำความรู้ไปช่วยกำหนดกิจกรรมและแผนงานต่อไป


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400