งานวิจัยเรื่องทุจริตเชิงนโยบายเสนอต่อ “ป.ป.ช.” ตรวจสอบนโยบายหาเสียงพรรคการเมือง

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีสัมมนาวิชาการนำเสนอผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติเรื่อง “การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อการควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย” เพื่อให้ สนช. นำไปพิจารณาประกอบการจัดทำกฎหมาย

ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตรชลชัย ประธาน สนช. กล่าวเปิดงานสัมมนาว่า การคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรัง นับวันจะมีพัฒนาการที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากลำบาก สำหรับประเทศไทยการคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ฝังรากลึกลงในทุกภาคส่วน ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศถึงแม้ว่าจะพยายามแก้ปัญหาโดยตั้งหน่วยงานเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมือง และยังพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน จากโครงการหรือนโยบายของรัฐบาลที่เรียกว่า การทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการทุจริตที่มีการทับซ้อน ใช้อำนาจรัฐผ่านการดำเนินนโยบาย การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยจึงถูกหยิบยกเป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีกลไกในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ และกฎหมายลูกว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทั้งนี้ในส่วนของเวทีเสวนา “การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อการควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย” นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. วิทยากร กล่าวว่า การทุจริตเชิงนโยบายเป็นการทุจริตอย่างมีระบบ มีแบบแผนที่ดำเนินการโดยองค์ความรู้และบุคลากรที่มีอำนาจ ยกตัวอย่างโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินจำนวนมาก สมัยรัฐบาลนั้นจะต้องศึกษา แต่การศึกษาจะต้องมีผู้มีประสบการณ์ที่ทราบดีแล้วว่า โครงการนี้จะมีผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะการศึกษาเชิงวิชาการ แม้ในช่วงเกิดการส่อการทุจริตในโครงการ สภาผู้แทนฯ ก็ได้ตรวจสอบจำนวนมากแต่กลับไม่เป็นผล ตรงนี้เป็นช่องว่างในการตรวจสอบนโยบายขนาดใหญ่ ที่ชี้ให้เห็นว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านไม่เป็นผล ตรงนี้เราต้องดูว่าจะทำอย่างไร ต้องยอมรับว่าโปรเจคใหญ่ๆของรัฐอยู่ที่ใคร รัฐเสียเงินจำนวนมากไปกับภาพลบโครงการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะการจัดการกับผู้กำหนดเชิงนโยบายไม่ชัดเจน ดังนั้นต้องกำหนดโทษกับผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้ประเทศเกิดผลเสียขนานใหญ่ด้วย

ในขณะที่ นายปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การป้องกันการทุจริตที่ดีคือการปราบปรามที่มีประสิทธิภาพ เช่น กฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกฎหมายอื่นๆที่มีการลงโทษความผิดทางอาญา ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาจะต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม คือ การกำหนดให้การสมคบคิดจะกระทำทุจริตเชิงนโยบายเป็นฐานความผิดทางอาญาโดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินนโยบายก่อนจากปัจจุบันที่การลงโทษทางอาญาจะลงโทษได้ก็ต่อเมื่อ ผู้กระทำได้ลงมือและก่อให้ความผิดสำเร็จแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสมคบจะทำให้การปราบปรามการทุจริมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวางมาตรการเช่นนี้จะสามารถควบคุมการทุจริตได้ในสองมิติ ได้แก่ 1.การออกนโยบายที่มีวัตถุประสงค์มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีลักษณะผลประโยชน์ขัดกัน และ 2.การออกนโยบายที่ชอบด้วยกฎหมายแต่มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมการทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้ ควรต้องมีมาตรการในการคุ้มครองพยานด้วย เนื่องจากการทุจริตในเชิงนโยบายส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำของผู้มีอิทธิพล ซึ่งถ้าไม่มีมาตรการที่คุ้มครองพยานย่อมทำให้การหาหลักฐานในการเอาผิดกระทำได้ยาก

ด้าน นายวีระศักดิ์ แสงสารพันธ์ นักวิชาการประจำกรรมาธิการของ สนช. กล่าวว่า กระบวนการทุจริตเชิงนโยบายที่นำผลประโยชน์จัดสรรให้พวกพ้องนั้น มีกระบวนการและกลไกดำเนินการที่ผ่านการเตรียมความพร้อมของการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ โดยปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตที่ตรวจสอบได้ทุกระดับเพิ่มมาตรการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ การตัดสินใจทำนโยบาย ความคุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณ ความสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลัง ผ่านหน่วยงานที่เพิ่มจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยในต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส มีศาลบัญชีเพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ในรายงานการวิจัยดังกล่าวยังเสนอให้แก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเพิ่มเติมการเอาผิดบุคคลที่ร่วมสมทบทุจริต หรือบุคคลที่ร่วมฮั้ว ให้เป็นฐานความผิดและสามารถดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ ในฐานความผิดที่มีอันตรายต่อสังคม ทั้งนี้ต้องกำหนดบทลงโทษให้รุนแรง คือ จำคุก 20 ปี ปรับไม่เกิน 5แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่การแถลงนโยบายหรือการทำโครงการเพื่อหาเสียงเลือกตั้งตั้ง ควรให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจหรือกลไกตรวจสอบนโยบายหรือโครงการดังกล่าวเพื่อไม่ให้นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400