ซีอีโอคนดังแนะสมดุลชีวิตระหว่างงาน - ครอบครัว

ซีอีโอคนดัง บอย โกสิยพงศ์ บ๊อบ ณัฐธีร์ ประธานสภาอุตสาหกรรม และ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แนะการสร้างสมดุลชีวิต หลัง สกว. จับมือ สศช. และ UNFPA เปิดเวที กระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้มีทัศนคติที่ดีต่อการมีลูก และปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อการทำงานและครอบครัว

วันที่ 3 เมษายน 2560 ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดเวทีเสวนาเรื่อง “Work - Life Balance สไตล์ CEOs” ซึ่งจัดโดย สกว. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ณ โรงแรม วี โฮเทล กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่แนวคิดเรื่องการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว (Work - Life Balance) จากผลงานวิจัยกรอบยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการบริหารสถานประกอบการเพื่อส่งเสริมการมีบุตรและสร้างเสริมครอบครัว อีกทั้งรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความช่วยเหลือ/ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมการเกิดและการสร้างครอบครัว ซึ่งอาจพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยด้านนโยบายต่อไป โดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งจากตัวแทนภาคเอกชนสมาคมบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์สมาชิกหอการค้าไทย สมาชิกสภาอุตสาหกรรมภาครัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ผู้อำนวยการ สกว. เปิดเผยว่า สกว. ได้ริเริ่มงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” พบว่าโครงสร้างประชากรของประเทศไทยในปัจจุบันมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดลง อัตราเพิ่มของประชากรลดลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.6 ซึ่งส่งผลร้ายแรงอย่างยิ่งต่อผลิตภาพในอนาคตของประเทศไทยโดยรวม เพราะไทยจะขาดแคลนแรงงานในอนาคต จากผลการวิจัยของ สกว. เรื่องการส่งเสริมการมีบุตรผ่านการสร้างสมดุลในการทำงานและการสร้างครอบครัว ในชุดโครงการศึกษาความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ชัดว่า ผู้หญิงวัยทำงานในปัจจุบันยังมีบทบาทในการทำงานบ้านและเลี้ยงดูบุตรมากกว่าชาย การให้บริการของศูนย์การศึกษาก่อนวัยเรียนที่มีคุณภาพและไว้วางใจได้ยังมีน้อย ครอบครัวไทยต้องแบกรับภาระความเสี่ยงจากสังคมที่ไม่มีคุณภาพ และมีการแข่งขันสูง สภาวการณ์การทำงานในปัจจุบันทำให้เป็นอุปสรรคต่อการมีบุตรเพิ่มขึ้นน้อยคนที่จะสามารถมีสมดุลชีวิตและสร้างฐานะไปพร้อมๆ กันได้ คนที่ยังไม่แต่งงานหรือไม่มีบุตรจึงเลือกที่จะสร้างความมั่นคงทางการงานและการเงินก่อนที่จำตัดสินใจมีบุตร

นโยบายการกระตุ้นการเกิดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมพื้นฐานต่อการตัดสินใจมีครอบครัวและมีบุตร จึงน่าจะได้ผลเป็นอย่างดียิ่งหากสังคมได้เข้าใจ และภาคเอกชนให้ความสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้เกิดสมดุลดังกล่าว เพื่อเอื้อต่อการมีบุตร รวมถึงการมีเวลาสำหรับดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวด้วย ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวต้องดำเนินการแต่เนิ่นๆ และร่วมมือกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดผลได้ทันท่วงที

ด้าน รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ระบุว่าบทบาทชาย-หญิงอันเท่าเทียมในการช่วยกันเลี้ยงดูบุตรจะช่วยให้วัยแรงงานที่เป็นคนรุ่นใหม่อยากมีลูกมากขึ้นนอกจากนี้ในปัจจุบันมีผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนรุ่นใหม่ และอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ กำลังจะตัดสินใจมีลูกหรือมีลูกเล็กๆ และเป็นผู้มีชื่อเสียงซึ่งสามารถสร้างกระแสในฐานะผู้บริหารระดับสูงขององค์กรและฐานะของพ่อ-แม่ ที่มีความเข้าใจทั้งในสองบริบทของการเป็นพ่อ-แม่และผู้บังคับบัญชาในเวลาเดียวกัน “สกว.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดเวทีในครั้งนี้จะสามารถสร้างกระแสผ่านสื่อๆ ไปยังคนรุ่นใหม่ให้มีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อการมีลูก และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อการสร้างสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว รวมทั้งการตัดสินใจมีลูก ขณะที่ฝ่ายนโยบายภาครัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการส่งเสริมการมีลูกจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือภาคเอกชนในประเด็นดังกล่าว”

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวระหว่างการปาฐกถา “Work-Life Balance กับสถานการณ์ครอบครัว การเกิด และคุณภาพประชากร” ว่าปัจจุบันมีเด็กแรกเกิด 7 แสนคนต่อปี สถานการณ์ในอนาคตไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่เผชิญกับสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นในขณะที่คนรุ่นใหม่เกิดน้อยลง ทำให้ขาดแคลนแรงงานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและงบประมาณรวมถึงสวัสดิการของรัฐที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ในอีก 20 ปีข้างหน้าคนเจนวายจะมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่คนรุ่นนี้จะให้ความสำคัญต่อความก้าวหน้าของชีวิตมากกว่าการสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีบุตรช้า ดังนั้นนโยบายการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและครอบครัวจึงมีส่วนช่วยในการตัดสินใจมีบุตรและมีเวลาในการเลี้ยงดูอบรมบุตรให้เป็นประชากรที่คุณภาพของประเทศ ขณะนี้สภาพัฒน์กำลังร่างแผนประชากรเพื่อพัฒนาประเทศระยะยาว 20 ปี เพื่อรับมือกับปัญหาโครงสร้างประชากร และวางรากฐานเรื่องการสร้างครอบครัวโดยมีองค์กรเป็นหน่วยงานสนับสนุนสำคัญ ซึ่งจะต้องเรียนรู้จากซีอีโอที่มีประสบการณ์

เช่นเดียวกับ ดร.วาสนา อิ่มเอม ผู้ช่วยผู้แทน UNFPA ที่ระบุว่าผู้หญิงมีการศึกษาสูงและมีบทบาทการทำงานสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้นและการมีบุตรจึงกลายเป็นอุปสรรคของความก้าวหน้าในชีวิต อีกทั้ง โดยคาดการณ์ว่าในอีก 13 ปีข้างหน้าจำนวนเด็กแรกเกิดจะลดลงเหลือเพียง 5 แสนคนต่อปี โรงเรียนและสถานศึกษาต้องปรับตัว ประเทศไทยต้องการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่และต้องพิจารณานโยบายของประเทศอย่างรอบด้าน นอกจากนี้สถานการณ์ปัจจุบันครอบครัวเดี่ยวมีแนวโน้มลดลง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนมากขึ้น และยังมีข้อถกเถียงเรื่องผู้หญิงไม่ยอมแต่งงานด้วยปัจจัยหลายประการที่ไม่เอื้ออำนวย จึงต้องมาทบทวนเรื่องนโยบายการส่งเสริมการมีบุตร “จากนี้ไปจึงต้องมีการออกแบบสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนเพื่อสร้างครอบครัว ซึ่งจะเป็นการลงทุนขั้นพื้นฐานในการเพิ่มรายได้ประชาชาติในอนาคต ดังนั้นภาคเอกชนจึงนับว่ามีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนการสร้างครอบครัวเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ”

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวระหว่างการเสวนา “Work-Life Balance สไตล์ CEOs” ว่าโชคดีมีแม่คอยช่วยเลี้ยงลูก ขณะนี้ลูกโตแล้วจึงหันกลับมาดูแลสุขภาพเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำสมาธิเพื่อปลดปล่อยสมองหลังเวลางาน ไม่อยากให้เครียดกับงานแล้วมาลงกับครอบครัว ต้องรู้จักแบ่งเวลาในการทำงาน ดูแลครอบครัวและสุขภาพ พยายามสอนลูกว่าการมีชีวิตและความสามารถในการเรียนรู้เพื่อตัวเองและครอบครัวในอนาคต ทำประโยชน์ให้กับประเทศในฐานะพลเมืองดีเป็นหน้าที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เป็นรสชาติที่ดีของชีวิตในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างในการประคับประคองชีวิตคู่และครอบครัว เพราะเป็นตัวบวกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลูกเป็นคนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความพร้อม เห็นคุณค่าของการสร้างครอบครัวต่อไปในอนาคต ภาคเอกชนควรปรับองค์กรให้มีวันลามากขึ้นและมีเนอสเซอรี่ในองค์กร ขณะที่ภาครัฐต้องช่วยเหลือคนให้มีความพร้อมในการมีบุตรมากขึ้น และเชื่อว่าการทำบัญชีครัวเรือนจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการวางแผนภาระค่าใช้จ่าย

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การให้ลูกอยู่กับย่ายายอาจจะเลี้ยงดูลูกหลานสบายมากเกินไป ตนจึงต้องพยายามเอาใจใส่ลูกให้มากขึ้นและนำมาเลี้ยงในที่ทำงานด้วย ฝึกให้ลูกเป็นคนที่มีระเบียบวินัยเพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก มีความรับผิดชอบ จิตใจเอื้ออาทร มีเหตุผล เชื่อฟังพ่อแม่ อย่าให้รู้สึกว่าเป็นคนพิเศษกว่าคนอื่น เราต้องทำให้ลูกเห็นและเป็นตัวอย่างที่ดี ตนพยายามให้เวลากับครอบครัวและไม่ทำงานวันหยุด ทำงานเต็มที่ในวันทำงาน นอกจากนี้ยังแบ่งเวลาในการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและนั่งสมาธิ เพื่อให้เป็น Smart Worker และสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ดี นับเป็นการพัฒนาตนเองในทางที่ดี เพราะใจเย็นและพร้อมที่จะเสียสละมากขึ้น

ด้านเจ้าพ่อเพลงรัก นายชีวิน (บอย) โกสิยพงศ์ ผู้บริหารค่ายเพลงเลิฟอิส เชื่อว่าปลูกสิ่งใดก็จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ตั้งแต่แต่งงานจึงบอกกับภรรยาว่าตั้งใจว่าจะเก็บเกี่ยวความสุข ความรักundefined ลงทุนกับชีวิตครอบครัวมากที่สุด ให้ความรักและเวลาแก่ครอบครัวมากที่สุดลดหลั่นไปตามช่วงอายุ จากนั้นเมื่อลูกโตแล้วค่อยทุ่มเทเรื่องงานอย่างเต็มที่ โดยมีพันธะสัญญาว่าเมื่อแต่งงานแล้วจะไม่มีประตูหนีออกหลังบ้าน การมีลูกเร็วทำให้เราถูกขัดเกลา รู้จักเป็นผู้ให้มากขึ้น เห็นแก่ตัวน้อยลง “ลูกเป็นเสมือนกระดาษทรายที่ขัดเกลาให้รักโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้หัวใจของเราดีขึ้น เราต้องเชื่อในสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อแม่ที่จะปรับตัวได้เองเมื่อมีลูก อยากฝากถึงภาครัฐว่าควรสนับสนุนให้เปิดโรงเรียนสอนพ่อแม่มือใหม่ก่อนแต่งงาน เพื่อเรียนรู้การมีชีวิตคู่ การมีลูก และการจัดการปัญหา เชื่อว่าประเทศจะมีประชากรที่มีความสำคัญมากขึ้น”

ส่วนครอบครัวใหญ่อย่าง นายณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และผู้บริหารบริษัท คลิ๊กฟอร์ เคลฟเวอร์ จำกัด ระบุว่างานและครอบครัวมีความสำคัญพอกันเพราะตนเป็นหัวเรือหลักของครอบครัว ขณะที่ภรรยาดูแลลูกอย่างเต็มที่ในช่วงที่ตนทำงาน ตนจะชวนลูกๆ ทำกิจกรรมตั้งแต่เช้าเพื่อเสริมทักษะในด้านต่างๆ ก่อนออกไปทำงาน เวลาในแต่ละวันต้องเป็นเวลาที่มีคุณค่า มีคุณภาพและเกิดประโยชน์แก่ลูกๆ มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อเปิดประสบการณ์ รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม พยายามผลักดันให้ลูกมีการเรียนรู้ที่ดีต่างกันตามสไตล์บนฐานการศึกษาและการอบรมที่เท่าเทียมกัน “ณ ขณะนี้ลงทุนเรื่องการศึกษาของลูกมากที่สุดเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขณะที่ชีวิตส่วนตัวคิดว่าอยู่กับครอบครัวด้วยความรักความอบอุ่นให้มากที่สุด ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นและซึมซับ อยู่ในจิตสำนึกเรื่องการดูแลพ่อแม่และปู่ย่าตายาย ส่วนการบริหารงานกับพนักงานที่มีครอบครัวจะให้เน้นทำงานตามเป้าหมายและทุ่มเท สามารถแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมกับครอบครัวตามความจำเป็นโดยไม่ถือเป็นวันลา ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลทำให้เกิดความรักความสามัคคีในองค์กรด้วย เพราะผู้บริหารกับลูกน้องมีความเข้าใจกัน”


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400