สกว.หนุนนักวิจัยศศินทร์ปั้น ‘นวัตกร 4.0’ รับมือสังคมสูงวัย

สกว. หนุนนักวิจัยเมธีวิจัยอาวุโสจากศศินทร์ จุฬาฯ ปั้น “นวัตกร” ทุกช่วงวัย หลังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ “นวัตกรจอมฉลาด” สู่ประเทศไทย 4.0 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการก้าวสู่สังคมสูงวัย

วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “นวัตกรจอมฉลาด สู่ประเทศไทย 4.0” ณ อาคารศศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอรายงานความก้าวหน้าจากโครงการ “การเพิ่มและขยายช่วงเวลาจากการปันผลประชากร” ภายใต้การสนับสนุนทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย สกว. ซึ่งมี ศ. ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็นหัวหน้าโครงการ รวมถึงการเตรียมพร้อมในการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ด้วยนวัตกรรมทางความคิดและแนวทางการปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์ผลสำเร็จจากนักปั้นนวัตกรซึ่งเป็นปูชนียบุคคลด้านการบริหารงานและบริหารคนระดับชาติ และรับฟังมุมมองด้านการศึกษาแนวใหม่ที่เน้นความบันเทิงจากผู้บริหารองค์กรสื่อสารมวลชน เรียนรู้ข้อมูลใหม่จากนักวิชาการและนักธุรกิจที่มาร่วมแบ่งปันกลยุทธ์การสร้างพนักงานทุกวัยให้เป็นนวัตกร

ผู้อำนวยการ สกว. ระบุว่าเราสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการก้าวสู่สังคมสูงวัยได้ นวัตกรจึงเป็นบุคคลสำคัญในยุคประเทศไทย 4.0 ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม แม้ผู้สูงอายุก็ไม่ควรหมดหวังและอยากขอให้ช่วยกันเปลี่ยนตัวเองเพื่อสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศไทย ขณะที่ ศ. ดร.เกื้อ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรในครั้งนี้จะส่งผลให้จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงประมาณ 10 ล้านคนในอีกประมาณ 15-20 ปีข้างหน้า ดังนั้นการเพิ่มผลิตภาพในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคนไทย “ไม่เปลี่ยน” ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า แรงงานไม่ถึง 2 คนต้องดูแลผู้สูงวัย 1 คน แรงงานประมาณ 40 ล้านคนส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ในขณะที่ผู้จบปริญญาตรีเกือบร้อยละ 80 เรียนในสายสังคมศาสตร์ และมีการศึกษาว่า ตลอดชั่วอายุคนเราจะมีหนี้ประมาณคนละ 27,000 บาท เราจะทำอย่างไรให้ประชากรวัยแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชากรวัยเด็กอายุไม่เกิน 20 ปี ส่วนใหญ่ มีครู STEM เพียง 50,000 คน จาก 600,000 คน และสอนมัธยมปลาย จึงเป็นการยากที่เด็กจะมีพื้นฐานพอที่จะเรียนต่อด้านนี้

ด้าน ผศ. ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ศศินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องก้าวสู่สังคมสูงวัย 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการสร้างนวัตกรรมเพื่อพลิกวิกฤตของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาส ทุกองค์กรขับเคลื่อนด้วยคน คนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเพิ่มผลิตภาพเพื่อการก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากร ซึ่งเป็นหัวใจของงานสัมมนาในครั้งนี้ “นวัตกร” เป็นผู้คิดค้นการทำสิ่งใหม่ที่มีประโยชน์ หลายคนมักเข้าใจผิดว่านวัตกรจะต้องเป็นนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ทุกคนสามารถเป็นนวัตกรได้ เช่น ข้าราชการเป็นนวัตกรโดยการพัฒนาบริการสาธารณะในรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น คนวัยเกษียณเป็นนวัตกรโดยนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดวัยทำงานเพื่อพัฒนาธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด พนักงานประจำเป็นนวัตกรได้โดยคิดค้นและพัฒนารูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลิตภาพให้กับองค์กร ทุกคนจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม หรือประเทศไทย 4.0 ได้

นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศศินทร์ กล่าวถึงเคล็ดลับการทำงานในการบริหารคน ว่าคนไทยโบราณเป็น “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ตอไม้ดัดไม่ไป” ซึ่งทุกองค์กรจะมีตอไม้อยู่ วิธีการของตนคือ หัดให้เด็กอ่านหนังสือตั้งแต่อายุ 6 ปี นอกจากนี้การเรียนรู้ที่ดีกว่าไม่ได้เกิดจากการที่ครูค้นพบวิธีการสอนที่ดีกว่า แต่เกิดจากการที่ครูได้ให้โอกาสที่ดีกว่า เด็กจึงจะสนใจใฝ่เรียนรู้ พ่อแม่มีส่วนสำคัญในการเป็นตัวอย่างแก่ลูก การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศจึงต้องพัฒนาคนเป็นอันดับแรกเพื่อให้ไปพัฒนาอย่างอื่น โดยเริ่มจากการพัฒนาวิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ เพื่อสร้างวินัย ไม่ตามใจลูกจนเกินไป อีกปัญหาคือวัยแรงงานสมองไหลจากชนบทไปทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงหลาน เด็กก่อนถึงวัยอนุบาลจำนวนมากมีไอคิวต่ำกว่า 100

สำหรับการเตรียมพร้อมระดับองค์กร รศ. ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รองผู้อำนวยการศศินทร์ เผยว่าปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตมากขึ้น โดยอีก 1 ปีข้างหน้าจำนวนประชากรวัยทำงานของไทยอายุ 15-65 ปี จะเริ่มลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ความต้องการแรงงานของตลาดโดยทั่วไปในอีกสิบปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้น งานวิจัยเรื่อง “ปัจจัยสร้างความผูกพันต่องานและต่อองค์กรของพนักงานต่างวัยในประเทศไทย” ได้ศึกษาหาคำตอบว่าองค์กรทุกภาคส่วนควรมีกลยุทธ์ในการดึงดูดและรักษาพนักงานต่างวัยอย่างไร โดยเฉพาะแรงงานสูงวัยที่องค์กรไทยจำเป็นต้องจ้างในอนาคต เพื่อเสริมกำลังแรงงานคนหนุ่มสาวที่มีน้อยลง ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัทพบว่าโดยเฉลี่ยความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรและต่องานยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก แสดงให้เห็นว่าองค์กรในประเทศไทยควรพัฒนาในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สำหรับกลบยุทธ์ในการดึงดูดและรักษาพนักงานต่างวัยผ่านการสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรและต่องานจะต้องทำอย่างแตกต่างกันสำหรับพนักงานในวัยต่างๆ โดยพนักงานที่มีอายุน้อย (ไม่เกิน 40 ปี) ให้ความสำคัญกับรูปแบบของงาน การสนับสนุนจากองค์กร และการตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ขณะที่พนักงานที่อายุมากจะให้ความสำคัญกับรูปแบบของงานและการสนับสนุนจากองค์กรเพียงเท่านั้น


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ขอเชิญร่วมงาน 25 ปี สกว.

วันที่ 25 - 26 ส.ค. 2560

รอยัล พารากอน ฮอลล์ 2
สยามพารากอน