นักวิจัยชี้ทาง “ออก พ.ร.บ. ยุติปัญหาทุจริตเชิงนโยบายได้”

Thailand Policy Corruption Talk

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2560 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานเสวนาเรื่อง “การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย” ณ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายของประเทศอื่นๆ และมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

Thailand Policy Corruption Talk

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สกว. กล่าวว่า สกว.เล็งเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาการทุจริตของประเทศ ในปี 2556 จึงสนับสนุนการวิจัยแบบบูรณาการภายใต้ “กรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เรื่องธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชั่น” และให้มีการศึกษาวิจัยประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ระบุว่า การทุจริตเชิงนโยบาย ในประเทศไทยมีความสลับซับซ้อน และมีแบบแผนในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อสร้างความชอบธรรมและกฎหมายอย่างเป็นระบบ จึงเป็นเรื่องยากในการติดตาม ตรวจสอบ หรือแสวงหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ที่ผ่านมายังไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการแก้ปัญหา งบประมาณแผ่นดินที่เป็นภาษีอากรของประชาชนจำนวนมากถูกลงทุนไปใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่น อีกทั้งยังมีการแบ่งเงินงบประมาณเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่บุคคลเฉพาะกลุ่มสร้างคะแนนเสียงทางการเมือง แม้แต่การลงโทษผู้กระทำความผิดก็ประสบกับปัญหาความล่าช้า ดังนั้นมาตรการในการป้องกันคือ วางกฎเกณฑ์ในการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งในส่วนของการประเมินความเป็นไปได้ในก่อนดำเนินโครงการ ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือวิเคราะห์ผลกระทบที่สร้างความเสียหายแก่สังคม ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับการประเมินโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนโดยการมีการจัดทำรายงาน EIA หรือ HIA เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โดยคณะผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรมีการตราพระราชบัญญัติ โดยมีสาระสำคัญที่จะครอบคลุมการดำเนินงานโครงการสาธารณะที่ริเริ่มโดยฝ่ายการเมือง โดยโครงการที่เข้าข่ายพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าวต้องเป็น (1) โครงการที่เกิดจากนโยบายระดับชาติที่ริเริ่มโดยฝ่ายการเมืองระดับชาติ (2) โครงการนั้นมีการดำเนินการในวงกว้างก่อผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก (3) มีมูลค่าการใช้จ่ายสูง มีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินการคลังของประเทศที่มีการใช้เงินหรือกู้ยืมเงินมากกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ อาจารย์กิตติพงษ์ กมลธรรมวงศ์ หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวมีความสอดคล้องกับ มาตรา 162 กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับแนวทางที่เขียนไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ยังต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายด้วย ทำให้ ครม. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2560) เป็นเพียงองค์กรที่เข้ามาทำเพื่อทำงานประจำเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดนโยบายสาธารณะด้วยตนเองได้ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ 2550 จะพบว่า ได้กำหนดให้ ครม. ต้องแถลงนโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเมื่อแถลงแล้วต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2540 ครม. เพียงแค่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเท่านั้นไม่มีกรอบให้ต้องปฏิบัติตาม ทำให้การกำหนดนโยบายเป็นอิสระมาก

ด้าน นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) กล่าวว่า การทุจริตเชิงนโยบาย คือ การกำหนดนโยบายเพื่อการคอร์รัปชันของฝ่ายการเมือง ระบบอุปถัมภ์ของไทยเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสังคมมานาน ในขณะที่ ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในหลายครั้งพบว่านักการเมือง ใช้นักวิชาการเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจทางชอบธรรมในการนำเสนอนโยบายของพรรค ท้ายที่สุดแล้วชุมชนนับเป็นหูตาสำคัญที่จะเข้ามาให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา

ในส่วนของ นายคำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า จากการที่ยอดขึ้นทะเบียนคนจนพุ่งไปยัง 14 ล้านคน สอดคล้องกับข้อมูลทางสถิติของธนาคารเครดิตสวิส ที่ระบุว่า ประชากร 1% ของคนไทย ถือครองความมั่งคั่งของประเทศ 58% อีก 1 ดัชนีชี้วัดที่ทำให้ไทยตกเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก รองจากรัสเซีย และ อินเดีย ประชากรกลุ่มดังกล่าวคือกลุ่มลูกค้าสำคัญของพรรคการเมืองที่จะสมยอมหรือเห็นชอบใน “นโยบายประชานิยม” ที่เคลือบแฝงไปด้วยกระบวนการทุจริตที่ผ่านการคิดค้นมาอย่างแยบยล นอกจากนี้ลักษณะผูกขาดของไทย 2 อย่าง คือ (1) การผูกขาดอำนาจการบริหารไว้ที่ส่วนกลาง (2) การผูกขาดการกำหนดทิศทางนโยบายอำนาจบริหารไว้ที่พรรคการเมืองที่มาจากกลุ่มทุน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400