นักวิจัยเตือนเฝ้าระวังท้องร่วงช่วงน้ำท่วม เร่งจดสูตรยารับมืออหิวาต์สายพันธุ์ใหม่

นักวิจัย สกว. เตือน เฝ้าระวังโรคอุจจาระร่วงทุกข์ซ้ำผู้ประสบอุทกภัย แนะควรมี “ผงเกลือ” ติดบ้าน พร้อมแย้มข่าวดี พัฒนาสูตรยารักษาอหิวาต์สายพันธุ์ใหม่สำเร็จแล้ว พร้อมจดสิทธิบัตร และเตรียมขยายผลการวิจัยจากอเมริกาด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเซลล์เยื่อบุลำไส้ต้นกำเนิดของลำไส้มนุษย์มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อวิจัยโรคทางลำไส้ทั้งหมดและการรักษา

รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย เหมือนประสาท วุฒิเมธีวิจัย สกว. จากภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางส่วนของภาคกลางขณะนี้ ทำให้เกิดความเป็นห่วงผู้ประสบภัยว่าจะเกิดปัญหาสุขภาวะเป็นการซ้ำเติมอีก โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงที่มักมากับน้ำท่วม เช่น อหิวาตกโรค และโรคบิด ซึ่งอยากแนะนำให้ดูแลเรื่องความสะอาดของอาหารและน้ำดื่ม เช่น การรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ดื่มน้ำที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคหรือน้ำต้มสุก หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ขับถ่ายในห้องน้ำ ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงแหล่งน้ำ นอกจากนี้ควรมีผงเกลือแร่โออาร์เอสติดบ้านไว้ เพื่อดื่มบรรเทาอาการขาดน้ำหรือเกลือแร่เวลาเกิดโรคอุจจาระร่วง และควรรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการอุจจาระร่วงร่วมกับไข้สูง อุจจาระเป็นเลือด อ่อนเพลีย กินหรือดื่มได้น้อย ปวดท้องมาก คลื่นไส้อาเจียน หรือมีอาการขาดน้ำ เช่น ผิวแห้ง ริมฝีปากแห้ง ตาลึกโหล ปัสสาวะน้อย เป็นต้น

นอกจากนี้ รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย ยังได้เปิดเผยถึงการศึกษาวิจัยการเกิดพยาธิสรีรวิทยาของการก่อให้เกิดอาการท้องร่วงจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอหิวาตกโรค โดยเปรียบเทียบระหว่างเชื้อแบคทีเรียวิบริโอสายพันธุ์ดั้งเดิมกับสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน ว่าถึงแม้ในประเทศไทยจะมีอุบัติการณ์ของระบาดของอหิวาตกโรคไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการติดเชื้อในลำไส้ชนิดอื่น อย่างไรก็ตามมีรายงานระบุว่าพบผู้ป่วยติดเชื้ออหิวาต์ทุกปีในประเทศไทย ซึ่งภาวะท้องร่วงอย่างรุนแรงจากเชื้อดังกล่าวทำให้เกิดการสูญเสียน้ำภายในร่างกายจนผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้อหิวาตกโรคเกิดจากการที่ผู้ป่วยบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ คลอเลร่า ซึ่งมักปนเปื้อนได้ง่ายในแหล่งน้ำที่สกปรก หรือในสภาวะที่ผู้คนอยู่อย่างแออัดและระบบสุขอนามัยยังล้าหลัง โดยมักปรากฏในประเทศที่อยู่ในเขตภูมิภาคโซนร้อนและส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา เช่น ประเทศในแถบทวีปอเมริกากลาง แอฟริกา หรือแม้แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านมามีการระบาดครั้งใหญ่ของอหิวาตกโรคในประเทศเฮติ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตโซนร้อนเช่นเดียวกับประเทศไทย ภายหลังประสบภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 9 คนต่อประชากร 1,000 คนต่อปีที่มีอหิวาตกโรคระบาด เป็น 19.1-35.4 คนต่อประชากร 1,000 คน ปรากฏการณ์นี้จึงนับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในการศึกษาวิจัยอหิวาตกโรคในประเทศไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในการเตรียมการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเพื่อค้นคว้าหายาที่เหมาะสมในการรักษาอหิวาตกโรคจากต้นเหตุของการก่อโรค

ด้าน นายศราวุธ สาธิตศรี นักศึกษาทุนปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ภายใต้ สกว. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการรักษาอาการท้องร่วงจากการเกิดอหิวาตกโรคยังเป็นการรักษาตามอาการโดยการให้ผงเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้ำหรือให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดในกรณีที่เกิดสภาวะสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง แต่การรักษาดังกล่าวไม่ได้รักษาการเกิดท้องร่วงจากต้นเหตุจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าเชื้อแบคทีเรียวิบริโอได้เกิดการวิวัฒนาการตัวเองเพื่อปรับสภาพให้อยู่รอดในสภาวะโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้สายพันธุ์ของเชื้อดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงไป และทำให้การเกิดพยาธิสรีรวิทยาอันเนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอเปลี่ยนแปลงไป

ผลจากศึกษาเชื้อแบคทีเรียวิบริโอสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งระบาดล่าสุดในประเทศเฮติเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมในลำไส้หนู พบว่าเชื้อแบคทีเรียวิบริโอสายพันธุ์ดั้งเดิมทำให้เกิดภาวะโรคท้องร่วงอย่างรุนแรง แต่ไม่ทำให้เกิดการอักเสบภายในลำไส้ แต่แบคทีเรียวิบริโอสายพันธุ์ใหม่นอกจากจะทำให้เกิดโรคท้องร่วงในลำไส้หนูแล้ว ยังพบว่าการติดเชื้อยังทำให้เกิดการอักเสบขึ้นภายในลำไส้ของหนู และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะท้องร่วงที่มีความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังไปทำลายโครงสร้างที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกันของเซลล์เยื่อบุลำไส้ของหนูอีกด้วย ซึ่งการใช้ยาต่อต้านการอักเสบสามารถยับยั้งกระบวนการการเกิดท้องร่วงจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอได้ การค้นพบดังกล่าวทำให้ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงที่มีมากกว่าการสูญเสียของเหลวภายในร่างกาย และสามารถกำหนดเป้าหมายในการรักษาโรคท้องร่วงได้ กล่าวคือ การป้องกันการหลั่งของของเหลวภายในร่างกายเข้าสู่ลำไส้ และการป้องกันการอักเสบอันเนื่องมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่

เพื่อเป็นการขยายการศึกษาการค้นหายารักษาอหิวาตกโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นักวิจัยจึงได้ศึกษาเพิ่มเติมในการศึกษาโรคที่เกี่ยวข้องกับลำไส้โดยการใช้เซลล์เยื่อบุลำไส้ต้นกำเนิดของลำไส้มนุษย์ที่เก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยและนำมาเพาะเลี้ยงภายนอกร่างกาย (Human Enteroids) ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ ณ มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้การสนับสนุนของ คปก.-สกว. รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากพริกไทยดำซึ่งเป็นงานวิจัยในประเทศไทยกับเซลล์ต้นกำเนิดดังกล่าว และพบว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเกิดการท้องร่วงในเซลล์เยื่อบุลำไส้ต้นกำเนิดในแบบจำลองการเกิดท้องร่วง แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากพริกไทยดำมีประสิทธิภาพต่อเซลล์มนุษย์จริง ๆ นอกเหนือจากการทดสอบในสัตว์ทดลองที่มีความแตกต่างจากมนุษย์ ซึ่งในบางครั้งการทดสอบประสิทธิภาพของยาจะไม่ได้ผล

ผลการทดสอบดังกล่าวทำให้การพัฒนายารักษาโรคท้องร่วงที่ต้นเหตุจากสารสกัดจากพริกไทยดำมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แบบจำลองดังกล่าวยังสามารถศึกษาการเกิดพยาธิสรีรวิทยาของเชื้อก่อโรคในลำไส้กับเซลล์เยื่อบุลำไส้ต้นกำเนิดที่ได้มาจากร่างกายมนุษย์ปกติจริง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการค้นหาเป้าหมายในการรักษาโรคทางลำไส้ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยขณะนี้นักวิจัยสามารถพัฒนาสูตรยาจากพริกไทยดำเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังเตรียมยื่นจดสิทธิบัตร

“ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก แนวคิดดังกล่าวและการฝึกฝนความรู้ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนงานวิจัยในต่างประเทศ ทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อเป็นการต่อยอดทางการวิจัยนอกเหนือจากงานที่ทำในวิทยานิพนธ์ และใช้โอกาสนี้ในการขยายองค์ความรู้ในการศึกษาวิจัยโรคทางลำไส้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคทางลำไส้ที่มักเกิดขึ้นในภูมิภาคโซนร้อนแบบในประเทศไทย และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในศึกษาค้นคว้ายารักษาโรคในลำไส้ที่มีความใกล้เคียงมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งโอกาสที่ได้รับจากทุน คปก.ได้ช่วยต่อยอดให้นักศึกษาทำงานวิจัยและขยายงานวิจัยของตัวเองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์แก่คนไทยทุกคน และช่วยยกระดับงานวิจัยไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น” รศ. ดร. นพ.ฉัตรชัย กล่าวสรุป


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ขอเชิญร่วมงาน 25 ปี สกว.

วันที่ 25 - 26 ส.ค. 2560

รอยัล พารากอน ฮอลล์ 2
สยามพารากอน