การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์                           ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา                 ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ

นายโสภณ ชมชาญ                                   นางสาวสฤณี อาชวนันทกุล

ดร.พอพล แข่งเพ็ญแข                               ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์

ดร.อมรเทพ จาวะลา                                  ดร.ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์

ดร.สมชัย จิตสุชน                                     ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง

ดร.สุเมธ องกิตติกุล                                  ดร.อัมมาร สยามวาลา

นายจิตรกร จารุพงษ์                                  นายอิสร์กุล อุณหเกตุ

นางสาวเทียนสว่าง ธรรมวนิช                       ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์

นางสาวพิศสม มีถม                                   นางสาวจิราภรณ์ แผลงประพันธ์

นางสาวชุติมา ศักดิ์อาภา

 

trfaward2554-1

 

ระเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองที่เชื่อว่ามีสาเหตุเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม หลายฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลออกมาขานรับแนวทางในการปฏิรูปการเมืองและการสร้างความปรองดอง โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจและการจัดระบบสวัสดิการพื้นฐานให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โครงการวิจัย “การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม” มีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้และความตระหนักของสังคมให้เห็นความสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินนโยบายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มุง่ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวกที่เรียกว่า “ส่วนเกิน (หรือค่าเช่า) ทางเศรษฐกิจ”

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

โครงการการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมทางสังคมประกอบด้วยโครงการย่อย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการการทำแผนที่และกายวิภาคของผลตอบแทนส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่เป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำ และโครงการศึกษามาตรการการคลังกับความเปน็ ธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้

 

1. การทำแผนที่และกายวิภาคของผลตอบแทนส่วนเกิน (rent mapping) ทางเศรษฐกิจ

ข้อค้นพบจากการศึกษาผลตอบแทนส่วนเกินทางเศรษฐกิจ 6 กรณี ได้แก่

1) โครงสร้างภาคธุรกิจ พบการกระจุกตัวของโครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดและเหนือการกำกับดูแลของรัฐ ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ บริษัทประกอบธุรกิจบริการข้ามชาติ (เช่น ธุรกิจพลังงาน ก่อสร้าง การเงิน เป็นต้น) บริษัทขนาดใหญ่ในเครือธุรกิจครบวงจร

 

2) การแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร ทำให้รัฐเป็นผู้ค้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ สร้างโอกาสให้นักธุรกิจการเมือง ต่างตอบแทนพ่อค้าที่เป็นหัวคะแนนหรือธุรกิจของพรรคพวก รัฐขาดทุนจากการแทรกแซงสินค้า 6 ชนิด ประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อปี แต่ประโยชน์ถูกถ่ายโอนสู่พ่อค้ามากกว่าเกษตรกร

 

3) ระบบสัมปทาน เช่น สัมปทานโทรคมนาคม สัมปทานโทรทัศน์ สัมปทานร้านค้าปลอดอากร สัมปทานทางด่วน พบว่าเกิดผลตอบแทนส่วนเกินในเกือบทุกขั้นตอน โดยการล็อบบี้ ให้เงินสนับสนุนทางการเมือง เชิญเจ้าหน้าที่ที่พ้นตำแหน่งมาเป็นกรรมการบริษัทผู้รับสัมปทาน เป็นต้น

 

4) การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ผู้เสนอราคากีดกันคู่แข่งสมคบกันเสนอราคาสูงกว่าที่ควรรัฐสูญเสียงบประมาณอย่างน้อย 2,917 ล้านบาทต่อปี

 

5) การใช้อิทธิพลในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การออกหนังสือเกี่ยวกับการใช้หรือการครอบครองที่ดินจะถูกถ่ายโอนไปสู่การออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่นายทุน นักธุรกิจ ในพื้นที่ที่ควรเป็นที่อนุรักษ์ และรัฐยังใช้งบประมาณสนับสนุนนิคมสร้างตนเองที่เปลี่ยนเป็นโครงการของภาคเอกชน ส่วนการลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐานก่อให้เกิดการได้ผลตอบแทนส่วนเกินจากการเก็งกำไรที่ดินของผู้ที่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการลงทุนของรัฐ

 

6) ผลตอบแทนส่วนเกินของผู้เกี่ยวข้องในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ สถาบันการเงินตัวกลาง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ได้รับส่วนเกินจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ประมาณ 4,500

ล้านบาทต่อปี จากการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรับภาระค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายประมาณ 392 ล้านบาท ต่อปี จากการทุจริตกระทำผิดต่อ พรบ. (เช่น ใช้ข้อมูลภายในสร้างราคาหุ้น ตกแต่งบัญชี) ประมาณขั้นต่ำ 1,900 ล้านบาทต่อปี

 

ผลงานวิจัยก่อให้เกิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ 

1) ปรับปรุงโครงสร้างและวิธีการทำงานของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้ปลอดจากตัวแทนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ปรับโครงสร้างของสำนักแข่งขันทางการค้าให้เป็นองค์กรมืออาชีพที่เป็นอิสระจากการเมือง ลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ ให้รัฐวิสาหกิจยกเลิกการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกัน ยกเลิกสิทธิพิเศษที่รัฐวิสาหกิจได้รับจากกฎหมายแข่งขันทางการค้า และแปลงสัมปทานให้เป็นรูปแบบของใบอนุญาตซึ่งหน่วยงานกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้กำกับดูแล

 

2) นโยบายตลาดสินค้าเกษตร ยกเลิกการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร และคงไว้เฉพาะนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรยากจนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ใหค้ วามจริงจังกับการปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุนการผลิต บรรเทาผลกระทบของมลพิษการเกษตรและภาวะโลกร้อน

 

3) ระบบสัมปทาน ยกเลิกระบบสัมปทานให้เหลือน้อยเท่าที่จำเป็น โดยปรับไปเป็นระบบใบอนุญาตที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ หากจำเป็นต้องใช้ระบบสัมปทาน ต้องโปร่งใสและรัดกุม บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 อย่างเข้มงวด

 

4) การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพิ่มระยะเวลาในการรับฟังข้อคิดเห็นต่อร่างขอบเขตของงาน (TOR) เพิ่มเวลาในการเผยแพร่เอกสารประกาศเชิญชวน และเอกสารการประกวดราคา รวมทั้งกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการ “ล็อคสเปค”

 

5) การเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน ใช้ระบบภาษี Capital gains tax บนกำไรจากการซื้อขายที่ดินหรือภาษีจากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น (Betterment tax) จัดทำธนาคารที่ดินสำหรับผู้มีรายได้น้อย การทำฐานข้อมูลผู้รับสิทธิที่ดินเพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน และต้องโปร่งใส รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการลงทุนของรัฐ

 

6) ตลาดหลักทรัพย์ กำจัดผลตอบแทนส่วนเกินโดยเปิดเสรีและแปลงตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน แก้กฎหมายให้ ก.ล.ต. มีอำนาจลงโทษทางแพ่งและผู้กระทำผิดต้องจ่ายค่าปรับปรับปรุงกลไกให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้สะดวกและมีต้นทุนต่ำ เร่งออกกฎหมายการดำเนินคดีแบบกลุ่ม แก้ไขนิยามของ “บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน” ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ให้ครอบคลุมบัญชีตัวแทน (“นอมินี”) และ “เจ้าของหุ้นที่แท้จริง” เพิ่มโทษกรณีทุจริต เพิ่มโทษจำคุกให้ทัดเทียมกับตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค (4) เพิ่มขอบเขตกฎหมายให้ครอบคลุมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือบุคคลภายนอกที่ได้ล่วงรู้ข้อมูลภายใน ก.ล.ต. บังคับใช้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะข่าวเท็จเพื่อหลอกลวง

 

 

2. การศึกษามาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมศึกษาความไม่เท่าเทียมกันในการจ่ายภาษีทางตรงกับภาระของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การกระจายของภาระภาษีทางอ้อม การขยายฐานภาษี การวิเคราะห์การกระจายผลประโยชน์ (Benefit Incidence Analysis) จากโครงการที่สำคัญของภาครัฐที่มีต่อประชาชนกลุ่มเศรษฐกิจฐานะต่างๆ

 

 

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

1) ระหว่างดำเนินโครงการ คณะนักวิจัยได้นำเสนอผลงานในการประชุมทางวิชาการ และการสัมมนาต่างๆ รวม 8 ครั้ง ครั้งที่ใหญ่ที่สุด มีผู้สนใจเข้าร่วม 700 คน

2) บทความทางวิชาการ เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์รายวัน 6 เรื่อง ได้แก่

• ผลตอบแทนส่วนเกินจากทรัพยากรของประเทศ: การใช้อิทธิพลในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและป่าไม้

• การผูกขาดกับความเหลื่อมล้ำในธุรกิจ

• ผลตอบแทนส่วนเกินในเศรษฐกิจไทย: อำนาจเหนือตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์

• ผลตอบแทนส่วนเกินจากสัมปทาน: กรณีศึกษาสัมปทานโทรคมนาคม โทรทัศน์และการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร

• ทางเลือกของสวัสดิการสังคมสำหรับคนไทย: ทัศนะจากประชาเสวนา

• ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เครื่อ

 

 

เกิดผลกระทบในวงกว้าง

1. คณะผู้วิจัยได้นำข้อค้นพบไปใช้ในการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้าแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการผลักดันให้ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ ซึ่งหากมีการแก้ไขกฎหมายได้จริง จะเกิดการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น ลดอำนาจผูกขาด และเกิดการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น

2. ด้านนโยบายคมนาคม มีข้อเสนอให้มีการประมูลใบอนุญาต แทนระบบสัมปทานเดิมซึ่งจะช่วยให้ประโยชน์ตกเป็นของรัฐและสาธารณะมากขึ้น

3. คณะผู้วิจัยนำข้อค้นพบและข้อเสนอแนะไปแลกเปลี่ยนความเห็นกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยและอนุกรรมการวิชาการของสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่ยังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบันงมือลดความขัดแย้งทางการเมือง

 

 

จุดเด่นของโครงการ

ชุดโครงการนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยไว้ได้ค่อนข้างรอบด้าน และทันสมัย มีข้อมูลจากอดีตถึงปัจจุบันจึงเป็นแหล่งความรู้สำคัญที่ค่อนข้างสมบูรณ์ในระดับหนึ่งสำหรับนักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะศึกษาเศรษฐกิจการเมืองในเชิงประจักษ์ และสำหรับผู้กำหนดนโยบายหรือนักการเมือง ซึ่งโครงการนี้ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า สังคมไทยควรจะต้องทำอะไรต่อไปอีกมากเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

 

 

​ 

เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดต้นทุน

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์

นายสหัสชัย คงทน                                    ดร.หริ่ง มีสวัสดิ์

ผศ.ดร.ชัยฤกษ์ สุวรรณรัตน์                         ผศ.ดร.กู้เกียรติ สร้อยทอง

ดร.อรุณี เจริญศักดิ์ศิริ                                ดร.ประดิษฐ์ บุญอำพล

ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ เวียรศิลป์                            ดร.อานันท์ ผลวัฒนะ

ดร.บุรี บุญสมภพพันธ์                                นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์

ดร.ปิ่นเพชร บุญสุข                                   ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์

รศ.ดร.อรรถชัย จินตะเวช                           นายชัยรัตน์ วรรณรัตน์

นายเจตน์ ล่อใจ                                        นายอัธยะ พินจงสกุลดิษฐ

ผศ.พิบูลย์ กังแฮ                                      ผศ.ดร.เสาวนุช ถาวรพฤกษ์

นายสันติ ธีราภรณ์                                     นายบุญช่วย สงฆนาม

นายวีรวัฒน์ นิลรัตน                                   คุณ นายนิตย์ วงศา

นายณรงค์ วุฒิวรรณ                                  นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ

นางจันทรจิรา สุนทรภัทร                            นางธัญญา ทิพานุกะ

นายรังสรรค์ กองเงิน                                  นายปัญญา ร่มเย็น

นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม                           นางสาวนลินี เจียงวรรธนะ

นางสาวสมจิต คันธสุวรรณ                          ดร.นิวัฒน์ นภีรงค์

นางไพลิน รัตน์จันทร์

 

trfaward2554-2

 

 

ข้าว ข้าวโพดและอ้อย เป็นกลุ่มพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันมากกว่า 70 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 50 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของประเทศในการเพาะปลูก พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหาร เอ็น-พี-เค (NPK) ในสัดส่วนและปริมาณไม่เท่ากัน ปริมาณธาตุ เอ็น-พี-เค ที่มีอยู่เดิมในดินแต่ละแห่งก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นก่อนปลูกพืชจึงจำเป็นต้องทราบคุณภาพของดินก่อน การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพจะตอ้ งนำเอาปจั จัยหลักๆ ที่มีผลตอ่ การเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ ข้อมูลดิน ชนิดพืชและภูมิอากาศ มาใช้ในการคำนวณปริมาณปุ๋ยที่ควรใส่ให้กับพืชด้วย

 

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า ควรวิเคราะห์ดินก่อนปลูกพืช ทำไมต้องใส่ปุ๋ย หน้าที่ของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แตกต่างกันอย่างไร ขณะที่คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับพืชเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงเป็นคำแนะนำปุ๋ยอย่างกว้างๆ เช่น ชาวนามักใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และ 46-0-0 ส่วนชาวไร่ข้าวโพด อ้อย ฯลฯ ใช้ปุ๋ย 15-15-15 เป็นต้น

 

การดำเนินงานผลงานวิจัย 

งานวิจัยนี้ใช้หลักการของการเกษตรแม่นยำที่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย โครงการได้สร้างโปรแกรมสำเร็จรูปที่บรรจุฐานข้อมูลของประเทศไทย และพัฒนาเป็นคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” 3 ขั้นตอนสำหรับข้าวโพดระหว่างปี 2540-2542 และสำหรับข้าวและอ้อยระหว่างปี 2548-2550 รวมทั้งส่งเสริมและเผยแพร่เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปสู่เกษตรกรในหลายจังหวัดตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ขั้นตอนการใช้งานมีดังนี้

 

ขั้นที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลชุดดิน สอบถามข้อมูลชุดดินที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ดูจากแผนที่ชุดดิน หรือสอบถามได้ที่เว็บไซต์ www.soil.doae.go.th

 

ขั้นที่ 2 ตรวจสอบปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดิน เก็บตัวอย่างดิน และวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดินโดยใช้ชุดตรวจสอบ เอ็น-พี-เค ในดินแบบรวดเร็ว ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาที

 

ขั้นที่ 3 ใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำ ศึกษาจากคู่มือคำแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือโปรแกรม SimCorn, SimRice และ SimCane สำหรับข้าวโพด ข้าว และอ้อย ตามลำดับ จากเว็บไซต์ www.ssnm.agr.ku.ac.th หรือ  ww.banrainarao.com

 

(รายละเอียดสอบถามได้ที่ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0 2942 8104-5 โทรสาร 0 2942 8106)

 

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 

เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” สำหรับข้าวโพด ข้าวและอ้อย ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช แต่ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพจะสูงขึ้น เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น สามารถผลิตพืชแข่งขันกับนานาประเทศได้ ซึ่งในระยะยาว เกษตรกรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดการรวมกลุ่มมีอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิต มีความรู้ความเข้าใจเรื่องดินและปุ๋ยไม่ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อการขายสารปรับปรุงดินและปุ๋ย รวมทั้งไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ดังนี้

 

1. เชิงเศรษฐกิจ คำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยเกษตรกรตัดสินใจใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการผลิตพืชกับนานาประเทศ ตัวอย่างเช่น

 

ปี 2553 เกษตรกรผู้นำในจังหวัดสระบุรีนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปขยายผลให้สมาชิกในกลุ่ม ผู้ปลูกข้าว 13 ราย รวมพื้นที่ 571 ไร่ พบว่า ลดค่าปุ๋ยเคมีได้ 506 บาท ต่อไร่ และผลผลิตเพิ่มขึ้น 175 กก.ต่อไร่ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเคยมีค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ค่าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัด

ศัตรูพืชลดลงรวมมากกว่า 400,000 บาทต่อฤดูปลูก และผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น 100 ตัน

 

ปี 2553 สกว. ร่วมกับ ส.ป.ก. นำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” สำหรับข้าวโพดไปขยายผลใน 4 ตำบลของอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก พบว่า ช่วยให้ชาวไร่ลดค่าปุ๋ยเคมีจากไร่ละ 1,170 บาท เหลือ 925 บาท ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากไร่ละ 1,375 กก. เป็น 1,577 กก. ปี 2553 ชาวไร่อ้อยในจังหวัดอุดรธานีใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ในพื้นที่รวม 500 ไร่ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 3 ตัน และมีกำไรเพิ่มขึ้นไร่ละ 3,000 บาท

 

หากมีการนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปใช้ในการปลูกข้าวในเขตชลประทาน 15 ล้านไร่ จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 15,000 ล้านบาท ส่วนชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 6 ล้านไร่ จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 10,000 ล้านบาท และชาวไร่อ้อยในพื้นที่ 6 ล้านไร่ จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 12,000 ล้านบาท

 

 

2. เชิงพาณิชย์ มีการนำเอาชุดตรวจสอบ NPK ในดินแบบรวดเร็วไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ โดยมีบริษัทบุญดินไทย มูลนิธิพลังนิเวศและชุมชนขอเช่าสิทธิการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

 

3. เชิงสาธารณะ ก่อให้เกิดการตื่นตัวและการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี “ปุย๋ สั่งตัด” และจัดหาแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เอง มีนักธุรกิจและนักวิจัยที่จะทำงานต่อยอดการใช้เทคโนโลยีนี้ เช่น ทำเครื่องผสมปุ๋ยแบบง่ายๆ ให้เกษตรกรใช้ ทำหุ่นยนต์เก็บตัวอย่างดินและวิเคราะห์ดิน การสืบค้นข้อมูลผ่าน SMS เป็นต้น

 

 

4. เชิงนโยบาย ผลการวิจัยได้รับการยอมรับจากหน่วยงานของรัฐ และส่งผลให้เกิดเป็น

นโยบาย ดังนี้

 

ปี 2550 กรมส่งเสริมการเกษตรนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปขยายผลในพื้นที่ปลูกข้าวเขตชลประทานภาคกลาง 8 จังหวัด และสรุปว่า ชาวนาลดปุ๋ยเคมีได้ร้อยละ 47 โดยเฉพาะ

 

ปุ๋ยไนโตรเจน (ปุ๋ย 46-0-0) ลดลงได้ร้อยละ 65 และผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง 510 บาทต่อไร่ต่อฤดูปลูก

 

ปี 2551 ส.ป.ก. ร่วมกับวิทยาลัยเกษตรฯ นำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปขยายผลในพื้นที่ส.ป.ก. ที่ปลูกข้าวหอมมะลิใน 5 จังหวัดภาคอีสานตอนใต้ พบว่า เกษตรกรได้กำไรเพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวตามวิธีการที่เกษตรกรถือปฏิบัติอยู่

 

ปี 2552 กรมส่งเสริมการเกษตรนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปขยายผลในพื้นที่ปลูกข้าวเขตชลประทานภาคกลาง 20 จังหวัด พบว่า เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ 400 บาทต่อไร่ต่อฤดูปลูกแต่ถ้านำแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เอง จะลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

 

ปี 2552 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ธ.ก.ส. นำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปขยายผลในพื้นที่ปลูกข้าวในเขตชลประทานภาคกลาง 9 จังหวัด คือ ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี ลพบุรี และสิงห์บุรี และพื้นที่ปลูกข้าวโพด 3 จังหวัด คือ นครราชสีมา อุทัยธานี และนครสวรรค์ รวม 12 จังหวัด โดย ธ.ก.ส. เป็นผู้คัดเลือกเกษตรกรมาทำการฝึกอบรม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้งบประมาณสนับสนุนการฝึกอบรม โดยมีผู้วิจัยเป็นวิทยากร

 

ปี 2554 รัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติจากคณะรัฐมนตรี มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ เป็นต้น ดำเนินการนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดต้นทุนการผลิตในพื้นที่นำร่องปลูกข้าวและข้าวโพด และต่อมาให้เพิ่มมันสำปะหลังอีกชนิดหนึ่งด้วย แต่เนื่องจากนักวิจัยยังไม่มีข้อมูลการให้คำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” สำหรับมันสำปะหลัง โครงการฯ จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ย เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ให้รายละเอียดเชิงวิชาการ ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรยังคงดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีของโครงการฯ นี้อยู่

 

5. เชิงวิชาการ มีการจดสิทธิบัตรชุดตรวจสอบ NPK ในดินแบบรวดเร็ว 1 เรื่อง นำไปสู่การสร้างชุดตรวจสอบธาตุอาหาร NPK ในดิน (KU Soil Test Kit) ในเชิงพาณิชย์

 

ผลงานทางวิชาการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ 7 เรื่อง และในประเทศ 7 เรื่อง ส่วนที่นำเสนอในการประชุมประจำปีและเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศ 11 เรื่อง และในประเทศ 4 เรื่องรายงานวิจัย 6 เรื่อง บทความภาษาไทย 41 เรื่อง วิทยานิพนธ์ นิสิตปริญญาเอก 2 เรื่อง และปริญญาโท 4 เรื่อง

 

เอกสารคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” สำหรับเกษตรกร และ CD โปรแกรมคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ของข้าวโพด ข้าวและอ้อย สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ DVD บรรยายเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” และการวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ ได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้ KU Soil Test Kit ให้แก่นักวิชาการและเกษตรกรในต่างประเทศด้วย

 

6. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน กระบวนการเสริมสร้างขีดความสามารถของเกษตรกร ผู้นำได้ส่งผลดีต่อเกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้เกษตรกรหันกลับมาคิดพึ่งตนเอง รวมทั้งให้ใช้ข้อมูลและความรู้ประกอบการตัดสินใจ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรและวิถีชีวิตของเกษตรกร ซึ่งย่อมส่งผลต่อครอบครัวและชุมชนท้องถิ่นในท้ายที่สุด ทั้งนี้สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.ssnm.agr.ku.ac.th

 

 

จุดเด่นของโครงการ 

1. ผลงานวิจัยสามารถแก้ปัญหาที่เป็น “จุดคอขวด” ในการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจถึง 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดและอ้อย ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนปี 2558

 

2. ผลงานวิจัยมีความสมบูรณ์ครบวงจร ได้ทั้งชุดตรวจสอบธาตุอาหาร NPK ในดินแบบรวดเร็ว (KU Soil Test Kit) โปรแกรมคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” และสื่อหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเกษตรกรสามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง จึงเป็นการสร้าง “จุดเปลี่ยน” การใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศไทย

 

3. ชุดตรวจสอบธาตุอาหาร NPK ในดินแบบรวดเร็ว (KU Soil Test Kit) นอกจากช่วยประหยัดเงินตราประเทศในการนำเข้าชุดตรวจสอบจากต่างประเทศแล้ว ยังสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายไปยังต่างประเทศที่มีห้องปฏิบัติการไม่เพียงพอ

 

4. โครงการวิจัยได้ออกแบบและพัฒนากระบวนการทำงานวิจัยแบบบูรณาการหลายหน่วยงานทั้งงานวิชาการ งานส่งเสริม และงานขับเคลื่อนทางสังคม โดยให้เกษตรกรผู้นำเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วย จึงเป็นการสร้างเกษตรกรผู้นำ

 

5. โครงการวิจัยได้สร้างผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ สร้างฐานข้อมูลที่สามารถนำไปใช้พัฒนาเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ในพื้นที่อื่น หรือสำหรับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น และสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำมาใช้สอนนิสิตปริญญาโทและเอก เกิดสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปในเรื่องของดินและปุ๋ย เป็นงานวิจัยที่ทันสมัย ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้

 

 

 

​ 

การศึกษากระบวนการเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์

ดร.พรชัย ด่านวิวัฒน์ นายธรรมนิตย์ สุมันตกุล

 

 trfaward2554-3

 

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ในการใช้ทะเลแตกต่างกันตามเขตทางทะเล เช่น ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป และได้ให้สิทธิแก่รัฐชายฝั่งในการดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางทะเล มีการประเมินว่าผลประโยชน์ทางทะเลที่ประเทศไทยพึงได้รับในแต่ละปีประมาณมูลค่าเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 7.5 ล้านล้านบาท โดยผลประโยชน์ไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยเท่านั้น หากยังรวมถึงเขตน่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน เขตทะเลหลวง หรือน่านน้ำสากล หรือเขตทะเลของประเทศอื่นทั่วโลกที่สามารถทำความตกลงกันได้

 

การที่ประเทศไทยไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ทำให้เกิดผลเสีย ประเทศไม่อาจดำเนินการตามสิทธิที่ได้รับจากอนุสัญญาฯ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการเดินเรือ สิ่งแวดล้อม การประมง ซึ่งกฎหมายไทยให้อำนาจไว้เฉพาะในทะเลอาณาเขตเท่านั้น รวมถึงการช่วยคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเลให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลได้อย่างเต็มที่ในเวทีระหว่างประเทศและการพัฒนากฎหมายภายในของไทยให้สอดคล้องหรือทันต่อการเปลี่ยนแปลงของหลักกฎหมายทะเล

 

ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศให้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามอนุสัญญาฯ อาจเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตทางทะเลของไทย และเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา รวมทั้งเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง งานวิจัยนี้จึงเป็นการเตรียมกระบวนการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ของไทย โดยการศึกษาข้อมูลทางวิชาการ อันได้แก่ ข้อวิเคราะห์ผลดีและผลเสียของการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ แนวทางการออกกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาฯ การปรับปรุงหรือพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับสิทธิ และหน้าที่ และกระบวนการนำความรู้สึกกลุ่มเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการเข้าเป็นภาคี และการดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่ต้องดำเนินการเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งต้องการข้อมูลทางวิชาการและกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการเสริมการตัดสินใจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยในเชิงนิติศาสตร์ที่เกี่ยวพันทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ และ กฎหมายภายใน จึงไดมี้การแบง่ กลุม่ การศึกษาออกเปน็ 2 กลุม่ คือ กลุม่ ที่ศึกษาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 กับกลุ่มที่ศึกษากฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง กลุ่มที่ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศได้ศึกษาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ว่าอนุสัญญากำหนดสาระสำคัญของกฎหมายอย่างไร และการกำหนดพันธกรณีดังกล่าว

สร้างความจำเป็นหรือไม่จำเป็นในการออกกฎหมายรองรับ เนื่องจากกฎหมายไทยบางฉบับก็สามารถจะรองรับพันธกรณีดังกล่าวได้อยู่แล้ว

 

งานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์แนวทางการออกกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาฯ ได้แก่ การออกกฎหมายโดยผนวกอนุสัญญาแนบท้ายเป็นภาคผนวก หรือการออกกฎหมายโดยนำหลักการแต่ละหลักมาบัญญัติเป็นมาตราต่างๆ หรือการออกกฎหมายแม่บท หรือการตรวจชำระเสนอร่างปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับสิทธิและหน้าที่ตามอนุสัญญาในแง่มุมต่างๆ ของจุดอ่อนและจุดแข็ง พร้อมทั้งได้จัดกลุ่มกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาฯ 11 กลุ่ม และประเมินความพอเพียงในการรองรับสิทธิและหน้าที่ของกฎหมายไทยกับอนุสัญญาฯ ได้แก่ กลุ่มกฎหมายด้านการเดินเรือ

ด้านการศึกษาวิจัยทางทะเล ด้านทรัพยากรที่ไม่มีชีวิตด้านทรัพยากรมีชีวิต ด้านการสาธารณสุขและช่วยเหลือ

ทางมนุษยธรรม ด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่จมใต้ทะเล ด้านเรือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้านภาษีและศุลกากร ด้านความผิดทางทะเลด้านการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

ผลงานวิจัยมีข้อเสนอดังนี้ 

1) แนวทางการออกกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาฯ ประเทศไทยควรพิจารณาใช้ข้อ 310 ของอนุสัญญาที่เปิดช่องให้ประเทศใดที่ยังไม่สามารถออกกฎหมายรองรับได้สามารถที่จะทำคำแถลงยอมรับพันธกรณีทั้งปวงในอนุสัญญาฯ แต่จะต้องแจ้งให้ภาคีอื่นทราบว่าจะดำเนินการออกกฎหมายรองรับต่อไป และภายหลังจากนั้นจะต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมายภายให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฯ

 

2) การปรับปรุงหรือพัฒนากฎหมายภายใน ควรทำเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกเป็นการแก้ไขกฎหมายกลุ่มต่างๆ โดยเป็นการแก้ไขเบื้องต้น เพื่อให้สอดรับกับสิทธิและหน้าที่ตามอนุสัญญาฯ ส่วนการแก้ไขในขั้นตอนต่อไปเป็นการแก้ไขในแต่ละกลุ่มของกฎหมายอย่างละเอียดและเป็นระบบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและข้อจำกัดทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นและโยงใยมากับอนุสัญญาฉบับนี้ในฐานะเป็นกฎหมายแม่บท

 

3) กฎหมายภายในที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องออกกฎหมายภายในรองรับในเรื่อง เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ไหล่ทวีป ทะเลหลวง การคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล และกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายภายในรองรับสิทธิแต่อาจจะต้องมีวิธีดำเนินการตามที่กฎหมายระบุไว้ได้แก่ เรื่องทะเลอาณาเขต ช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศ รัฐหมู่เกาะ ระบอบของเกาะ บริเวณที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการระงับข้อพิพาท

 

4) ประเด็นที่จะต้องดำเนินในเบื้องต้นเพื่อรองรับอนุสัญญาฯ คือ การแก้ไขกฎหมายภายในแต่ละฉบับในการขยายเขตอำนาจรัฐออกไปในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีป ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ปรากฏในกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

กระบวนการนำความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจการดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้แก่ ความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ และการรับฟังความคิดเห็นประชาชนโดยเวทีสาธารณะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวม 2 ครั้ง เพื่อการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนถึงวิธีการในการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ข้อวิเคราะห์เพื่อการรองรับสิทธิและหน้าที่ตามอนุสัญญาฯ เพื่อชี้มุมของผลดีและผลเสียประกอบการชี้แจงหรือทำความเข้าใจในกระบวนการเตรียมการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ใช้ข้อมูลจากผลงานวิจัยนำเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งมีมติเห็นชอบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และภาคยานุวัติความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติภาค 11 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525 และเห็นชอบคำประกาศตามข้อ 298 และคำประกาศข้อ 310 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และให้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554 รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกับอนุสัญญาฯ และความตกลงฯ ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 มีผลบังคับใช้กับประเทศไทยวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ตามข้อกำหนดในอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

 

 

จุดเด่นของโครงการ 

ผลงานจากโครงการทำให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งก่อให้เกิดผลดีกับประเทศไทยในลักษณะที่จะทำให้สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างเต็มที่ในเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งทำให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดรวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายได้ ในกรณีที่เป็นการละเมิดสิทธิในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทย การคุ้มครองเรือสัญชาติไทยในน่านน้ำต่างประเทศ การดำเนินการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่จำเป็นผ่านกระบวนการระงับข้อพิพาทตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ในฐานะรัฐภาคี

 

 

​ 

ชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย และชุดโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้ และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

 

trfaward2554-4 

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญและเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร และต่อภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ขณะเดียวกันมาตรการ และพันธกรณีภายใต้ความตกลง ระหว่างประเทศ และ/หรือมาตรการฝ่ายเดียวที่กำหนดขึ้นโดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยเพื่อพยายามลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้ก่อให้เกิดโลกร้อนหรืออุณหภูมิในบรรยากาศของโลกสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ของไทยจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลและความเข้าใจทั้งในเชิงผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางภูมิอากาศ (climatic parameters or physical change) และผลกระทบจากมาตรการและพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ (regulatory effect) โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานวิชาการและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศ

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

ชุดโครงการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย และชุดโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ การสนับสนุนและผลักดันของผู้ประสานงาน ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการงานวิจัยให้ได้องค์ความรู้และข้อมูลทางวิชาการเพื่อสร้างความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย ทั้งยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้จากผลงานวิจัยเผยแพร่เป็นสาธารณประโยชน์ ให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมทั้งเสนอเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศใช้ในการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศในการจัดการกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความตื่นตัวต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนในวงกว้างผลงานวิจัยได้ก่อให้เกิดความรู้เรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทยในหลากหลายมิติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม มิติเศรษฐกิจและการค้า และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และข้อเสนอเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานนโยบายหลักที่รับผิดชอบการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ ดังนี้

 

1. การสร้างชุดความรู้และบุคลากรวิจัยในการประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

1) ข้อค้นพบที่สำคัญ

• อุณหภูมิในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ในขณะที่ปริมาณฝนมีความแปรปรวนสูงในคาบเวลาระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงระหว่างปี โดยมีความสัมพันธ์กับความแปรปรวนของลมมรสุมและปรากฏการณ์เอนโซ ซึ่งเป็นรูปแบบที่โดดเด่นของปริมาณฝนในประเทศไทย ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความผันแปรเชิงพื้นที่และเชิงเวลาสูง และในอนาคต 100 ปีข้างหน้า อุณหภูมิของประเทศไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปริมาณฝน รวมบริเวณประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักบ่อยขึ้น ผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อผลผลิตทางการเกษตรของพืชเศรษฐกิจหลักของไทยในระยะยาว คือ มันสำปะหลังจะลดลงร้อยละ 43 ข้าวนาชลประทานและข้าวโพดจะลดลงไม่เกินร้อยละ 20 ส่วนข้าวนาน้ำฝนและอ้อยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5

 

• มาตรการใหม่ๆ จากการเจรจาจัดทำระบอบระหว่างประเทศเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ. 2012 ที่อาจมีผลกระทบให้ประเทศไทยต้องรับภาระในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ กรอบพันธกรณีในอนาคตในการลดก๊าซเรือนกระจกและกลไกใหม่ๆ ที่สำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น กลไกพัฒนาสะอาดรายสาขากลไกการลดการทำลายป่า และความเสื่อมโทรมของป่า เป็นต้น อีกทั้งรวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าทั้งที่เป็นมาตรการภาษีและไม่ใช่ภาษี มาตรการกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ข้อบังคับในการเปิดเผยข้อมูลปริมาณคาร์บอนบนฉลากสินค้า

 

2) เครือข่ายการศึกษาวิจัยในกลุ่มแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอนาคต กลุ่มปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ กลุ่มผลกระทบต่อภาคส่วนสำคัญโดยรวมกลุ่มนักวิจัยและพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญและนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เป็นฐานสำคัญของเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมด 116 คน

 

2. การสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการดำเนินงานภายในประเทศเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อเสนอต่อการเจรจาจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ. 2012 ในประเด็นสำคัญดังนี้

1) การดำเนินงานภายในประเทศ

• การเตรียมความพร้อมในการปรับตัวกับการเกิดสภาวะอากาศรุนแรงโดยต้องมีระบบและกลไกคาดการณ์สภาพอากาศระยะกลาง (2-3 เดือน หรือ 6 เดือนล่วงหน้า) ที่มีความน่าเชื่อถือและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิผลในภาคเกษตรและภาคทรัพยากรน้ำและการป้องกันภัยพิบัติรวมถึงต้องมีกลไกการประเมินองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและทำการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมีความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ

 

• การดำเนินนโยบายทางเศรษฐศาสตร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ควรจะเป็นนโยบายแบบผสานระหว่างมาตรการด้านภาษีคาร์บอน มาตรการด้านตลาดคาร์บอน มาตรการด้านเทคโนโลยี และมาตรการทางด้านสังคม ช่วยเสริมซึ่งกันและกันและประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ ที่อาจจะมีความแตกต่างกันและมีความเข้มงวดไม่เท่ากันและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

 

• การรองรับกลไกใหม่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า โดยการเตรียมความพร้อมในระดับโครงการ และการวางแผนกำหนดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าทั้งในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์

 

• การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจากมาตรการฝ่ายเดียวของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า มาตรการฉลากคาร์บอน และการรวมกิจกรรมภาคการบินเข้าไปในแผนการค้าก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป

 

 

2) การเจรจาจัดทำระบอบระหว่างประเทศ

• ประเทศไทยควรสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพื่อร่วมผลักดันในเวทีการเจรจาโดยให้พิจารณาผลของการลงทุนข้ามชาติและการค้าระหว่างประเทศ และการนำเอาผลการประเมินจากวิธีด้านการบริโภคมาประกอบการจัดสรรภาระความรับผิดชอบตอ่ ก๊าซเรือนกระจก

 

• ประเทศไทยควรเรียกร้องให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต้องมีพันธกรณีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 40 จากระดับปล่อยในปี ค.ศ. 1990 ซึ่งจะมีผลช่วยให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนารับภาระลดก๊าซต่ำกว่าร้อยละ 15 จากกิจกรรมที่ดำเนินการตามปกติ (Business as Usual : BAU)

 

• ประเทศไทยควรสนับสนุนกลไกการดำเนินการในระบบกองทุนและการให้ความยืดหยุ่นแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการกำหนดนิยามป่าในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา

 

 

3. เกิดความตื่นตัวของภาคส่วนต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ ผู้ประกอบการ องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน มากกว่า 40 หน่วยงาน ได้มีโอกาสเข้าร่วมติดตามและแลกเปลี่ยนความรู้จากผลการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในกิจกรรมเวที Global Warming Forum 12 ครั้ง และจากการผลิตเอกสารเผยแพร่จำนวน 12 เล่ม รวมถึงสาธารณชนในวงกว้างได้รับข่าวสารจากบทความเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ http://climatechange.jgsee.org และ http://www.measwatch.org

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

ข้อมูลทางวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบายได้สร้างความตื่นตัวและความตระหนักรู้ของภาคส่วนต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ จนนำไปสู่การขับเคลื่อนเป็นประเด็นการกำหนดนโยบายเพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศโดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2562 นอกจากนี้ข้อมูลจากงานวิจัยได้สนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไทยในรายงานแห่งชาติฉบับที่ 2 เพื่อเสนอต่ออนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามพันธกรณีของประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาฯ

 

การเกิดผลกระทบในวงกว้าง 

ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทยจะได้รับประโยชน์จากนโยบายและมาตรการที่ภาครัฐกำหนดขึ้นโดยในระยะสั้นมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว มีทางเลือกเชิงนโยบายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และผลกระทบในระยะยาวในการสร้างความสามารถของประเทศในการจัดการและการรับมือต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว อันจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจมิติความมั่นคง มิติสิ่งแวดล้อม และมิติสังคม

 

 

​ 

การพัฒนากระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตาก

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์

อาจารย์อรรณพ ทัศนอุดม           ผศ.ดร.วาสนา ฉัตรมงคล

 

trfaward2554-5 

 

ผลิตภัณฑ์กล้วยตากเป็นการแปรรูปกล้วยน้ำว้าที่มีมาช้านาน โดยเฉพาะที่อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งแปรรูปที่มีชื่อเสียงและมีปริมาณสูงถึง 60-100 ตัน/เดือน สามารถทำรายได้เข้าจังหวัดพิษณุโลกในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยมีปริมาณการส่งออกสูงถึง 1,370 ตัน รวมเป็นมูลค่า 163.36 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามในกระบวนการผลิตกล้วยตากทำให้เกิดกล้วยตากตกเกรดที่เป็นผลผลิตด้อยคุณภาพจากกระบวนการแปรรูปกล้วยตาก ซึ่งมีสูงถึงร้อยละ 30 ของผลผลิต และหากในช่วงฤดูฝนจะก่อให้เกิดกล้วยตากตกเกรดสูงถึงร้อยละ 80 ของผลผลิตก่อให้เกิดปัญหาจากการต้องจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต โดยสามารถขายได้เพียงกิโลกรัมละ 3-5 บาท จากราคาขายกล้วยตากปกติ 70 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกิดการตกค้างของผลิตภัณฑ์กล้วยตากเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากบุปผาผู้ผลิตกล้วยตากจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ตราสินค้า บานานาโซไซตี้ “Banana Society” ได้หาแนวทางในการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีแก่กล้วยตากที่ด้อยคุณภาพและรองรับปัญหาที่อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตากให้ปริมาณผลผลิตสูง มีข้อมูลคุณภาพพื้นฐานเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากต้นแบบ ทั้งกระบวนการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยี โดยการพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบสำหรับใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ ไซรัปกล้วยตากที่พร้อมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไป และศึกษาหาข้อมูลในการสำรวจตลาดของผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตาก

 

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

โครงการวิจัยได้ทำการศึกษาคุณลักษณะของวัตถุดิบที่มีผลต่อคุณภาพของไซรัปกล้วยตาก เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นทำให้สามารถรู้จักคุณลักษณะของวัตถุดิบได้ดียิ่งขึ้น จากนั้นจึงทำการทดลองเพื่อศึกษาถึงกระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตากที่สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้สูงสุด ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนในการผลิต และเมื่อได้ผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากต้นแบบในลักษณะที่พร้อมจำหน่ายจากการผลิตด้วยกระบวนการที่เหมาะสมดังกล่าวแล้ว จึงทำการศึกษาข้อมูลคุณภาพพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา ศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของไซรัปกล้วยตากที่เก็บรักษาในสภาวะต่างๆ ในระยะเวลา 6 เดือน พร้อมกับทำการสำรวจตลาดของผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากและข้อมูลทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ไซรัปชนิดอื่นๆ เมื่อพบว่ามีความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และสามารถแข่งขันทางด้านการตลาดกับไซรัปชนิดต่างๆ ได้แก่ น้ำผึ้งเมเปิ้ลไซรัป และไซรัปผลไม้ชนิดอื่นๆ ทำการพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบที่มีความสามารถในการผลิตไซรัปกล้วยตากในระดับอุตสาหกรรม จากนั้นจึงได้ทำการศึกษาสภาวะการใช้งานของเครื่องจักร ศึกษาคุณลักษณะของวัตถุดิบที่เหมาะสมต่อกระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตากที่มีคุณภาพดี ศึกษาวิธีการลดเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตาก และเปรียบเทียบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยที่ผลิตได้โดยใช้เครื่องจักรต้นแบบกับไซรัปกล้วยตากที่ผลิตในระดับห้องปฏิบัติการ รวมทั้งทำการทดสอบตลาด โดยนำผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากออกแสดงในงานต่างๆ เพื่อให้คนไทยได้รู้จัก และได้มีโอกาสทดสอบผลิตภัณฑ์ มีการทดลองนำไซรัปกล้วยตากไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ได้แก่ คุกกี้ กาแฟ และคอกเทล และทำการศึกษาคุณสมบัติของกากกล้วยหลังใช้ผลิตไซรัปกล้วยตาก เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

 

ผลการดำเนินโครงการพบว่าได้รับความสำเร็จมากกว่าวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และมีผลตอบรับอย่างดี โดยได้สภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตไซรัปกล้วยตาก โดยไซรัปกล้วยตากที่ผลิตได้นั้นมีค่าความข้นหนืด และค่าปริมาณน้ำอิสระในอาหาร (water activity) เท่ากับ 268.86±0.26 cP,และ 0.64±0.02 ตามลำดับ มีปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโครสเท่ากับ 48.78, 41.18 และ 1.75 mg/ml มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณกรดทั้งหมด (แลคติก) เท่ากับ 4.30±0.04 และ 0.16±0.01 ตามลำดับ

 

วัตถุดิบที่เหมาะสมในการนำมาผลิตไซรัป คือ กล้วยน้ำว้าที่ตากแดดเป็นเวลานาน 168 ชั่วโมง (7 แดด) ซึ่งให้ร้อยละของผลผลิตที่ได้สูงที่สุด และมีคะแนนคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสดีที่สุด การพาสเจอร์ไรส์ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที จะสามารถลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ได้ดีที่สุด จากจำนวนเชื้อจุลินทรีย์เริ่มต้น 3.58±0.20 log CFU/ml ลดลงมาเหลือเพียง 1.89±0.06 log CFU/ml

 

การจัดการด้านเครื่องจักรพบว่าสะดวกและมีต้นทุนต่ำ ทั้งนี้จะได้ผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากที่มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 75.0 องศาบริกซ์ กระบวนการผลิตดังกล่าวให้ปริมาณผลผลิตไซรัปกล้วยตากสูงถึงร้อยละ 70 ของน้ำหนักกล้วยตาก (w/w)

 

การวิเคราะห์ต้นทุนในกระบวนการผลิตพบว่าราคาต้นทุนผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากเป็น 89.38 บาท/กิโลกรัม หรือ 98.2 บาท/ลิตร และเมื่อคิดราคาต้นทุนหลังใส่ขวดแก้วขนาด 200 มิลลิลิตร (รวมบรรจุภัณฑ์) ทำให้มีต้นทุนประมาณ 38.24 บาท/ขวด ด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากได้มีการจัดจำหน่ายในราคาขายปลีก 200 บาท/ขวด และราคาขายส่ง 150 บาท/ขวด ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้สูงถึง 4-5 เท่า

 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากนี้ได้มีการจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีวางจำหน่ายในร้านค้าขายของฝากในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลกและร้านค้าเลมอนฟาร์ม เดอะมอลล์ เซ็นทรัลทุกสาขา ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และกำลังอยู่ในช่วงของการติดต่อและเจรจาธุรกิจเพื่อนำไปจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา อเมริกา ฮ่องกง และยุโรป เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเป็นวัตถุดิบในการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น ไอศกรีม เบเกอรี่ การแปรรูปเนื้อสัตว์ เครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย

 

การวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีกายภาพของกากกล้วยที่เหลือจากกระบวนการผลิตพบว่ามีค่าปริมาณน้ำอิสระในอาหาร 0.88±0.02 ความชื้นร้อยละ 69.10±1.15 ไขมันร้อยละ 1.48±0.02 ปริมาณเถ้าร้อยละ 1.04±0.02 เยื่อใยร้อยละ 1.63±0.04 โปรตีนร้อยละ 6.37±0.02 คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 24.65±0.32 ความเป็นกรดด่างร้อยละ 4.28±0.05 ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด 9.92±0.10 องศาบริกซ์ ปริมาณกรดทั้งหมด (แลคติก) ร้อยละ 0.21±0.02 การศึกษาการใช้ประโยชน์จากกากกล้วยที่เหลือจากกระบวนการผลิต โดยนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าจากเศษเหลือของกระบวนการผลิต เช่น นำมาผลิตเป็นขนมคุกกี้ กล้วยเคลือบช็อกโกเลต น้ำส้มสายชูหมัก และน้ำส้มสายชูพร้อมดื่ม เป็นต้น

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

ปัจจุบันการผลิตไซรัปกล้วยตากในภาคอุตสาหกรรม และไซรัปผลไม้ชนิดต่างๆ ได้ใช้องค์ความรู้ของกระบวนการผลิตจากงานวิจัยนี้เป็นแนวทางในการผลิตเบื้องต้น และใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตไซรัปกล้วยทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพไซรัปกล้วยที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมนี้ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับวัตถุดิบกล้วยตากแล้วพบว่าสามารถเพิ่มมูลค่าได้กว่า 25 เท่า ของวัตถุดิบกล้วยตากก่อนนำมาแปรรูป นอกจากนี้ยังมีผู้สนใจ และติดต่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการเพิ่มศักยภาพ และมูลค่าสินค้าส่งออกของประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตในส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในชุมชน

 

 

การเกิดผลกระทบในวงกว้าง 

ด้านสังคม : ผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากที่มีคุณภาพทำให้เกิดยอดการสั่งซื้อทั้งจากภายในและต่างประเทศ เป็นผลให้สามารถเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ และส่งผลถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสมาชิกในกลุ่มและประชากรในท้องถิ่น ลดปัญหาความแออัดในชุมชนเมือง อันเกิดจากการเดินทางออกจากชุมชนเพื่อเข้าไปหางานทำ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด และปัญหาการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะเหตุผลเรื่องการขาดรายได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ไซรัปกล้วยตากยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย แตกต่างจากเมเปิ้ลไซรัปที่นำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นการกระจายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสู่ต่างประเทศนอกจากจะเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศแล้วยังสามารถช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวได้อีกด้วยและสามารถใช้ทดแทนการนำเข้าเมเปิ้ลไซรัป และส่งขายยังต่างประเทศ เนื่องจากสภาวการณ์ความแปรปรวนของสภาพอากาศของโลกในปัจจุบันทำให้ปริมาณเมเปิ้ลไซรัปลดลงมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำไซรัปกล้วยตากมาใช้ทดแทนต่อไป

 

 

ด้านเศรษฐกิจ : สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นการขยายตลาดสินค้า และกลุ่ม ผู้บริโภค อันจะส่ง ผลให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม ในการนำมาจุนเจือครอบครัว ผลจากงานวิจัยส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนที่ใช้ในการผลิต โดยสามารถลดต้นทุนการผลิตในส่วนที่ต้องสูญเสียไปกับกล้วยตากตกเกรดและผลผลิตที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งผลดังกล่าวนี้จะทำให้กำไรสุทธิของธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ยังผลให้เกิดความมั่นคงในการจ้างงานภายในชุมชน โดยในปัจจุบันไซรัปกล้วยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ขวดละ 200 บาทต่อขวด (บรรจุ 200 มล.) ซึ่งมีต้นทุนในการผลิตไม่เกิน 38.24 บาทต่อขวด ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้สูงถึง 4-5 เท่า อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเป็นวัตถุดิบในการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น ไอศกรีม เบเกอรี่ การแปรรูปเนื้อสัตว์ เครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย

 

ด้านสิ่งแวดล้อม : สามารถลดจำนวนขยะหรือของเสียจากกระบวนการผลิต และการสูญเสียพลังงานในการกำจัดอันมีสาเหตุจากวัตถุดิบกล้วยตากที่ด้อยคุณภาพ โดยสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่า อีกทั้งกระบวนการผลิตยังไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน

 

 

​ 

ความจนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

ดร.สามชาย ศรีสันต์

รศ.ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (อาจารย์ที่ปรึกษา)

 

trfaward2554-6

 

การศึกษานี้เสนอข้อถกเถียงเพื่อโต้แย้งความเข้าใจกระแสหลักที่มีต่อปัญหาความยากจนในสังคมไทย ซึ่งทรงอิทธิพล ครอบงำและดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนาน จุดมุ่งหมายหลักคือต้องการเปิดมุมมองใหม่ที่ต่างไปจากแนวคิด ทฤษฎีว่าด้วยความยากจนที่เคยมีมา เนื่องจากสังคมเชื่อว่าความยากจนเป็นความจริงที่ดำรงอยู่โดยตัวมันเอง เป็นปรากฏการณ์ที่รอให้เราเข้าไปศึกษาเพื่อค้นหาสาเหตุ และหาวิธีการแก้ไข แต่การศึกษานี้มีมุมมองว่าความยากจนไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่โดยตัวเอง หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการกำหนดนิยาม จากความรู้ ความคิด และการศึกษาของสังคมตะวันตก เนื่องจากในอดีตคำว่า “ยากจน” ยังไม่ปรากฏในสังคมไทย จนกระทั่งประเทศเริ่มเปลี่ยนไปสู่สังคมทุนนิยม และพัฒนาตามแนวทางความทันสมัยในตอนปลายของรัชกาลที่ 5 คำๆ นี้จึงได้เริ่มปรากฏขึ้น ดังนั้นคำถามของการวิจัยนี้จึงแตกต่างจากการวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับความยากจน กล่าวคือ

 

1) วาทกรรมความยากจนถูกสร้างให้เกิดการยอมรับได้อย่างไร 2) มีสิ่งใดบ้างที่เป็นผลประโยชน์แอบแฝงซ่อนเร้นจากการกำหนดนิยามและแก้ปัญหาความยากจน 3) เมื่อคนประสบกับภาวะความยากจน มีความทุกข์ยากอื่นใดอีกหรือไม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่เขาและเธอถูกนิยามว่ายากจน นอกเหนือจากความทุกข์ยากอันเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอ 4) ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนั้นคนยากจนได้ปรับตัวตอบโต้เพื่อให้พ้นจากภาวะดังกล่าวอย่างไร 5) กลุ่มทางสังคมในลักษณะใดที่ไม่สามารถพ้นจากความยากจน (poverty) และความจน (poorness)

 

 

ผลการศึกษานี้ได้เปิดมุมมองใหม่ของความยากจน ที่สำคัญได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจนที่ผ่านมา ที่ประกาศเป็นนโยบาย การต่อสู้ ขจัด หรือประกาศสงครามกับความยากจน ทั้งในระดับนานาชาติและในระดับประเทศนั้น ได้นำไปสู่ปัญหาที่รุนแรง ก้าวร้าว กว่าการเผชิญกับปัญหาความยากจนที่นิยามจากการไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน หรือนิยามจากความเป็น มนุษย์ที่ด้อยคุณภาพ เพราะนิยามและการแก้ปัญหาได้สร้างภาวะที่ทำร้ายต่อมนุษย์ซึ่งเรียกว่า “ความจน” ความจนในที่นี้ประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการได้แก่ ความไร้คุณค่า ความไร้รากเหง้า และความไร้ตัวตนซึ่ง “ความจน” ที่เกิดขึ้นนี้ย้อนกลับไปทำให้สภาวะ “ความยากจน” มีอิทธิพลส่งผลรุนแรงขึ้นและกักขังผู้ถูกนิยามว่ายากจนไว้ ไม่ให้หลุดพ้นไปจาก “ความยากจน” ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์

 

ขณะเดียวกันก็พบว่า ผู้ถูกนิยามว่ายากจนตอบโต้กับสภาวะการถูกนิยามว่ายากจน ด้วยการสร้าง กำหนดนิยามของตนเองขึ้นมาใหม่ใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรก คือ การทำความยากจนให้กลายเป็นความหมายในระดับมายาคติ กล่าวคือ ความยากจนได้แก่ การครอบครองวัตถุสิ่งของที่สะท้อนถึงความทันสมัยตามแบบคนรวยและประเทศตะวันตก ทำให้การบริโภคได้กลายเป็นวัฒนธรรมเพื่อกลบเกลื่อนความยากจนในสังคมไทย ลักษณะที่สอง คือ การตอบโต้ ปะทะ กับวิธีคิดแบบความทันสมัย และหันกลับมาใช้ชีวิตในอีกแบบที่มีฐานมาจาก รากเหง้า ภูมิปัญญาของตนเองในอดีต โดยมองว่าวิธีการแก้ปัญหาความยากจน โดยการขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว การกู้หนี้ยืมสินเพื่อลงทุนประกอบอาชีพ การไปทำงานในเมืองใหญ่ และการบริโภคเกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความยากจน ทำให้

มีสุขภาพทรุดโทรม ครอบครัวต้องแยกจากกัน มีหนี้สิน ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีความสุขเสมือนเป็นวัตถุที่วิ่งไปบนสายพานการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งยังตกอยู่ในภาวะไร้คุณค่าความเป็นมนุษย์, ไร้ตัวตนที่จะกำหนดชีวิตของตนเองทำได้ เพียงผลิต-บริโภค ยิ่งกว่า นั้นยังต้องตัดขาดรากเหง้า ภูมิปัญญา วัฒนธรรมของตนเอง เพื่อยอมรับความเป็นสากลเข้ามาแทนที่

 

การสร้างวาทกรรมความยากจนขึ้นมาปะทะ ตอบโต้กับนิยามความยากจนกระแสหลักในลักษณะที่สองนี้ นำไปสูก่ ารเปดิ พื้นที่ทางสังคม ให้กับตัวเอง ให้ได้รับการยอมรับ และเป็นตัวอย่างที่ถูกยกชูให้เป็นตัวแบบของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ทำให้ผู้ถูกนิยามว่ายากจนที่ตอบโต้กับวาทกรรมความยากจนในลักษณะนี้สามารถพ้นไปจาก “ความจน” และ “ความยากจน” ได้ด้วยตัวเอง

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “วงศาวิทยา” (genealogy) โดยค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความยากจน และข้อมูลตัวเลขสถิติ ตลอดจนองค์ความรู้ว่าด้วยความยากจนในปัจจุบัน ค้นหาเบื้องหลัง ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของการสร้างความรู้ว่าด้วย “ความยากจน” จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาสร้างกรอบความคิด และนำกรอบความคิดดังกล่าวไปทดสอบกับปรากฏการณ์จริงในพื้นที่ภาคสนาม โดยเลือกพื้นที่ใน 2 ลักษณะ คือ 1) พื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จได้รับการยกย่องว่าสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้สำเร็จ 2) พื้นที่ที่ถูกนิยามว่าเป็นพื้นที่ยากจนซ้ำซาก เพื่อดูกระบวนการที่แตกต่างของการสร้างนิยามความยากจน และการตอบโต้การถูกนิยามให้เป็นคนยากจนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรการศึกษาในภาคสนามนี้ใช้วิธีค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ ตีความ ตามแบบที่เรียกว่า การสร้างทฤษฎีขึ้นจากสนาม ซึ่งเป็นวิธีการหาความรู้ที่เป็นไปเพื่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับรากฐาน กระชับและเป็นรูปธรรม จากนั้นผู้วิจัยได้พัฒนากรอบความคิดชุดใหม่ที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์จริงในพื้นที่ ทดสอบจนมั่นใจว่าไม่พบปรากฏการณ์ที่แตกต่างไปจากกรอบความคิด แล้วจึงสรุปเป็นแนวความคิดว่าด้วยความจน ที่แฝงมากับการถูกกำหนดนิยามให้เป็นคนยากจน

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

การศึกษานี้เปิดพื้นที่ให้กับคนยากจน และการต่อสู้กับการถูกกำหนดนิยามว่ายากจน และชักชวนให้สังคมไทยหันกลับมามองรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาความยากจน ที่นำเข้าความรู้ความคิดจากตะวันตกซึ่งตอกย้ำลักษณะความด้อยกว่า

ต่ำกว่า และขยายช่องว่างทางสังคมระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งเป็นช่องว่างที่ต่างจากการชี้วัดด้วยตัวเลขรายได้

 

การศึกษานี้ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอน ในสาขาว่าด้วยการพัฒนา และการแก้ปัญหาความยากจนในคณะต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านการพัฒนา โดยเฉพาะที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวเล่มวิทยานิพนธ์ถูกยืมไปใช้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าระบบฐานข้อมูลของห้องสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

นอกจากนั้นได้นำไปสู่การเรียนการสอนวิชา “การวิเคราะห์วาทกรรมในงานพัฒนา” ซึ่งเป็นวิชาที่เปิดขึ้นใหม่ใน สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้วิจัย

 

เป็นฐานองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การเปิดมุมมองและผลิตงานใหม่ๆ ว่าด้วยการพัฒนาและความยากจน ในสายหลังการพัฒนาและหลังอาณานิคม รวมทั้งมุมมองการพัฒนาที่ต่างประเทศเรียกว่า “Foucauldian Perspective” ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในสังคมไทย

 

ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงษ์ ได้กล่าวถึงงานวิจัยนี้ในงานรับรางวัลวนิดา วิทยานิพนธ์เพื่อคนจน ไว้อย่างกระชับ และครอบคลุมว่า

 

“สิ่งที่คุณวนิดาทำเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องคนจนและความยากจน มีความสำคัญ 2 อย่าง

1. ปรากฏอยู่ในวิทยานิพนธ์ซึ่งผมชอบมาก… ว่าด้วยเรื่องมายาคติคนจนและความยากจนที่พูดถึงว่าความยากจนก็ตาม คนจนก็ตาม เป็นวาทกรรมชนิดหนึ่งที่กลุ่มผู้มีอำนาจสร้างมันขึ้นมาและผลักให้คนจนรับไป เพราะคนจนต้องรู้สึกว่าฉันเป็นคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ฉันเป็นคนที่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากคนอื่นตลอดเวลา…

 

2.ในวิทยานิพนธ์นี้ ยังพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งที่ ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก กล่าวคือ แม้ว่าคนชั้นบนสร้างภาพคนจนและความยากจน แล้วยัดลงมาข้างล่างแต่ว่าคนข้างล่างไม่ได้รองรับวาทกรรมนั้นเฉยๆ แต่ก็สร้างวาทกรรมเกี่ยวกับคนจนและความยากจนของตนเองขึ้นมาใหม่ สร้างความจนและคนจนในทัศนะของเขา เป็นวาทกรรมแบบเขา ยัดกลับขึ้นไปข้างบน ไม่ว่ารวยหรือจน มนุษย์เรามีปฏิกิริยา มีพลังตอบโต้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวตลอดเวลาผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและคิดว่าคุณวนิดามีส่วนเป็นอย่างมาก ในการที่จะทำให้ชาวบ้านมีพลังในการสร้างความหมายของคนจนและความจนอันเป็นของตนเอง แล้วยัดมันกลับขึ้นไปข้างบน”

 

 

​ 

การพัฒนาคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตรและคาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีนการพัฒนาคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตรและคาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีน

 

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

ดร.ภาคภูมิ ล่อใจ

รศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ (อาจารย์ที่ปรึกษา)

 

 

คาร์บอนแอโรเจล (carbon aerogel) เป็นวัสดุที่มีรูพรุนที่ขนาดของรูอยู่ในระดับอนุภาคนาโนเมตร โครงสร้างและสมบัติของคาร์บอนแอโรเจลที่สังเคราะห์ได้จะสามารถเปลี่ยนแปลงและควบคุมได้ตามการออกแบบโมเลกุลโดยการเปลี่ยนตัวแปรที่ใช้ในการสังเคราะห์ คุณสมบัติดังกล่าวทำให้คาร์บอนแอโรเจลสามารถนำไปใช้ในงานหลายประเภท เช่น ตัวเก็บประจุชนิดพิเศษ (supercapacitors) หรือขั้วไฟฟ้า สำหรับเซลล์เชื้อเพลิง เป็นโครงสร้างรองรับสารเร่งปฏิกิริยา เป็นต้น

 

นอกจากนี้ คาร์บอนแอโรเจล ยังสามารถใช้เป็นฉนวนกันความร้อนสูงในระบบสุญญากาศได้ดี ซึ่งโดยปกติแล้วที่อุณหภูมิสูงคาร์บอนแอโรเจลต้องอยู่ในบรรยากาศที่ไม่มีก๊าซออกซิเจน เนื่องจาก คาร์บอนแอโรเจลจะทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน ทำให้เกิดการสลายตัว ซึ่งภายใต้สภาวะสุญญากาศนี้เอง การนำความร้อนของก๊าซจะถูกยับยั้งและโครงสร้างคาร์บอน (carbon skeleton) จะช่วยลดความร้อนที่ถ่ายเทจากรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากคาร์บอนแอโรเจลที่สังเคราะห์ได้ มีความเป็นรูพรุนสูงและมีน้ำหนักมวลสารน้อย ทำให้การนำความร้อนของสารส่วนที่เป็นของแข็งน้อยลงตามไปด้วย นอกจากการมีสมบัติการเป็นฉนวนความร้อนที่ดีแล้ว คณะผู้วิจัยยังให้ความสนใจในการใช้คาร์บอนแอโรเจลสำหรับเครื่องเก็บพลังงาน เช่น การใช้งานในขั้วไฟฟ้า (intercalation anodes) สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมที่สามารถชาร์จไฟได้ และในขั้วไฟฟ้าของตัวเก็บประจุสองชั้น (double-layered capacitor)

 

สำหรับคาร์บอนโฟมซึ่งเป็นวัสดุรูพรุนที่มีขนาดรูพรุนในระดับที่ใหญ่กว่านั้นสามารถนำมาใช้ในงานที่ต้องการรับแรง ทนอุณหภูมิสูง หรือเป็นฉนวนความร้อนที่ดีโดยจะมีราคาต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่าคาร์บอนแอโรเจล

 

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

 

แผนผังการเตรียมคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตรผ่านพอลิเบนซอกซาซีนแอโรเจล

 

trfaward2554-7-1

 

 

 

 

แผนผังการเตรียมคาร์บอนโฟมผ่านพอลิเบนซอกซาซีนโฟม

 

trfaward2554-7-2

 

 

 

 

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

สามารถนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการพัฒนาขยายขนาดการผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภทได้ เนื่องจากคาร์บอนจากพอลิเบนซอกซาซีน เป็นวัสดุที่มีสมบัติเด่นทางด้านความแข็งแรงเชิงกล น้ำหนักเบา มีพื้นที่ผิวมาก และสามารถควบคุมขนาดของพรุนที่ถูกแทนที่ด้วยอากาศได้นอกจากนั้น กระบวนการผลิตที่ใช้ในการผลิตคาร์บอนแอโรเจลเป็นกระบวนการผลิตที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้มีขั้นตอนในการผลิตที่น้อยลงมาก ทำให้ประหยัดเวลา พลังงาน และต้นทุนในการผลิตสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น วัสดุโครงสร้างสารรองรับสารเร่งปฏิกิริยา ฉนวนกันความร้อน ในขณะที่คาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีนมีความแข็งแรง มีสมบัติในการเป็นฉนวนความร้อนที่ดี มีสมบัติเป็นฉนวนต่อเสียงและไฟฟ้า โดยมักจะถูกใช้งานอย่างกว้างขวางในการทำวัสดุที่เป็นฉนวนความร้อนสำหรับตู้เย็น ตู้แช่ กล่องน้ำแข็งวัสดุสำหรับอาคารบ้านเรือน วัสดุสำหรับทำหลังคาหรือผนังของโกดังเก็บของเย็น และส่วนต่างๆของรถยนต์

 

 

จุดเด่นของโครงการ 

หากมีการนำเทคโนโลยีไปผลิตในเชิงพาณิชย์ จะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตวัสดุคุณภาพสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรมต่างๆ มีมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่สูง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการนำเข้า หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะคาร์บอนแอโรเจลสังเคราะห์ได้จากสารตั้งต้นเบนซอกซาซีนเรซิน เพื่อให้ได้วัสดุที่มีสมบัติเด่นทางด้านความแข็งแรงเชิงกล น้ำหนักเบามีพื้นที่ผิวมาก และสามารถควบคุมขนาดของพรุนที่ถูกแทนที่ด้วยอากาศได้นอกจากนั้นกระบวนการผลิตที่ใช้ในการผลิตคาร์บอนแอโรเจล เป็นกระบวนการผลิตที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้มีขั้นตอนในการผลิตที่น้อยลงมาก ทำให้ประหยัดเวลา พลังงาน และต้นทุนในการผลิต 

 

 

 

 

​ 

การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมง และการใช้ประโยชน์สูงสุดของผลพลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ

 

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล

รศ.ดร.สมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์                        ดร.วรรณพ วิเศษสงวน

รศ.ดร.ศุภศิลป์ มณีรัตน์                              ดร.ศิริพร เรียบร้อย

ผศ.ดร.สรรพสิทธิ์ กล่อมเกล้า                      ผศ.ดร.สาโรจน์ รอดคืน

ผศ.ดร.มนัส ชัยจันทร์                                ดร.เอกสิทธิ์ จงเจริญรักษ์

 

 

 

สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญและสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการสินค้าสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นด้วยการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างคุ้มค่ารวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพสัตว์น้ำเพื่อให้มีความปลอดภัยหรือเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

 

ในกระบวนการแปรรูปสัตว์น้ำจะมีวัสดุเศษเหลือประมาณร้อยละ 30-35 ทำให้มีปัญหาในการกำจัดและส่งผลต่อมลภาวะ

สิ่งแวดล้อม การลดวัสดุเศษเหลือดังกล่าวหรือการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มจึงได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ นอกจากนี้ทรัพยากรสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาเนื้อขาวยังมีปริมาณลดน้อยลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจปลาผิวน้ำที่มีเนื้อดำมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนปลาเนื้อขาวในการผลิตซูริมิและผลิตภัณฑ์จากซูริมิ อย่างไรก็ตามซูริมิจากปลาเนื้อดำให้สีที่ผู้บริโภคไม่ต้องการ และมีสมบัติการเกิดเจลที่ต่ำ ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพเจลโดยเฉพาะการใช้สารเชื่อมประสานโปรตีนจากสารธรรมชาติที่มีความปลอดภัย จึงเป็นวิธีการที่เพิ่มการใช้ประโยชน์จากปลาดังกล่าว นอกจากนี้การผลิตซูริมิจากปลาน้ำจืดที่เพาะเลี้ยงได้ในประเทศไทย เป็น อีกแนวทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบจากปลาทะเลที่มีเนื้อขาว

 

trfaward2554-8-1

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

งานวิจัยภายใต้โครงการ “การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมง และการใช้ประโยชน์สูงสุดของผลพลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ” ได้มุ่งเน้นวิจัยทั้งด้านงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และความเข้าใจเพิ่มขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ รวมทั้งชุมชน

 

จากการศึกษาการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ประมง โดยเน้นศึกษาเกี่ยวกับซูริมิและเจลซูริมิของปลาผิวน้ำซึ่งมีเนื้อดำสูง เชน่ ปลาแมคเคอเรลหลายชนิดที่จับได้ในภาคใต้ของประเทศไทย พบว่าซูริมิจากปลาดังกล่าวสามารถทำให้ความแข็งแรงเจลเพิ่มขึ้นโดยการผสมกับซูริมิจากปลาเนื้อขาว เช่น ปลาจวด หรือการใช้กระบวนการละลายด้วยด่างในการผลิตซูริมิ นอกจากนี้การปรับปรุงเจลซูริมิสามารถกระทำได้โดยการใช้สารประกอบฟีนอลิกที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชัน โดยเฉพาะกรดแทนนิกซึ่งได้จากทางการค้า และจากสารสกัดธรรมชาติโดยเฉพาะไม้เคี่ยม ทั้งนี้กรดแทนนิกที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชันจะสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการเชื่อมประสานโปรตีนกล้ามเนื้อในซูริมิ ส่งผลให้โครงข่ายเจลมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

 

สำหรับการศึกษาการใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือการแปรรูปสัตว์น้ำ เช่น เครื่องใน หนัง เป็นต้น คณะผู้วิจัยได้สกัดโปรตีเอสและจำแนกคุณลักษณะของโปรตีเอสจากเครื่องในปลาชนิดต่างๆซึ่งประกอบด้วย เปปซิน ทริปซิน โดยเปปซินสามารถใช้ในการย่อยโปรตีนเพื่อผลิตโปรตีนไฮโดรไลเสตจากเนื้อปลา ส่วนทริปซินใช้ผลิตไฮโดรไลเสตจากเนื้อปลาและเจลาตินซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Angiotensin converting enzyme (ACE) โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับโปรตีเอสจากจุลินทรีย์ทางการค้าภายใต้สภาวะที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับโปรตีเอสจากพืช เช่น ยางต้นรัก และสารยับยั้งโปรตีเอสจากเมล็ดถั่วต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการใช้ประโยชน์สำหรับการแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการแยกส่วนโปรตีเอสและสารยับยั้งโปรตีเอสโดยใช้ระบบของเหลวสองเฟส และสามเฟส (Aqueous two-phase และ three-phase system)

 

 

การพัฒนากระบวนการสกัดคอลลาเจนและเจลาตินจากหนังปลาโดยใช้เปปซินจากปลาเพื่อเพิ่มผลผลิตนั้น คณะผู้วิจัยพบว่าได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและไม่มีผลต่อสมบัติของคอลลาเจนและเจลาตินที่ได้เมื่อศึกษาการปรับปรุงคุณสมบัติการเกิดเจลของเจลาตินจากหนังปลา พบว่า การปฏิบัติเบื้องต้น ต่อหนังปลาโดยใช้กรดฟอสฟอริกเพื่อเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับเจลาติน ส่งผลให้ความสามารถในการรวมตัวของโมเลกุลเจลาตินระหว่างการเกิดเจลสูงขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาบทบาทของโปรตีเอสที่อยู่ภายในหนังปลาต่อการย่อยสลายโปรตีนและสมบัติการเกิดเจล พบว่าการป้องกันการย่อยสลายโปรตีนโดยใช้สารยับยั้งโปรตีเอสสามารถรักษาความยาวโซ่ของโมเลกุลเจลาติน ส่งผลให้ความสามารถในการเกิดเจลเพิ่มขึ้น และเจลาตินจากหนังปลาสามารถนำมาใช้เป็นชีววัสดุสำหรับเตรียมฟิล์มบริโภคได้ โดยฟิล์มมีสมบัติป้องกันการส่องผ่านของแสงยูวี

 

คณะผู้วิจัยยังได้แยกและจำแนกจุลินทรีย์จากสัตว์น้ำหมักหลายชนิด โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่เช่น Natrinema gari sp. Nov จากน้ำปลา และ Halobacterium piscisalsi sp. Nov จากปลาร้า โดย Natrinema gari BCC 24369 ซึ่งพบว่าสามารถสลายฮิสตามีนในน้ำปลาได้ ส่วนแบคทีเรียแลกติกที่แยกจากปลาส้มสามารถใช้ผลิตเป็นกล้าเชื้อเพื่อผลิตปลาส้มที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ

 

ผลงานวิจัยส่วนใหญ่ได้โจทย์วิจัยที่เป็นปัญหาหรือความต้องการของอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำจริง ดังนั้นข้อมูลที่ได้หรือเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นจึงเป็นแหล่งความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ หรือเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการแปรรูปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

 

งานวิจัยนี้สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมงและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือจากการแปรรูปสัตว์น้ำ ส่งผลให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยในอนาคตเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นศูนย์ข้อมูลของงานวิจัยดังกล่าวสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับได้ว่าโครงการนี้มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำของไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี จนได้งานวิจัยที่มีคุณภาพระดับสากล ตลอดจนการได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่างๆ

 

 trfaward2554-8-2

 

การนำข้อมูลจากโครงการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในลักษณะรูปแบบต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้ 

1. การใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ

โครงการนี้ได้ผลิตผลงานทางวิชาการที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากลจำนวนมาก มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ จำนวน 42 เรื่อง ทำให้นักวิจัยไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากขึ้นส่งผลให้เกิดการติดต่อเพื่อทำวิจัยหรือศึกษาต่อของนักวิจัยจากต่างประเทศในห้องปฏิบัติการของทีมวิจัยมากขึ้นตามลำดับ เช่น อินเดีย อิหร่าน จีน เป็นต้น นอกจากนี้ทีมผู้วิจัยได้มีการพัฒนาตนเอง โดยการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาการได้รับทุน และได้ผลิตนักศึกษาบัณฑิตศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างบุคลากรที่มีความเข้มแข็งด้านการวิจัยเกี่ยวกับสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป

 

มีการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในวงวิชาการ โดยพิจารณาจากการอ้างอิง (citation) ของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

 

มีการนำความรู้มาใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก

 

2. การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

มีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อความเข้าใจและการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปสัตว์น้ำของโรงงานอุตสาหกรรม แปรรูปสัตว์น้ำ

 

มีการจดสิทธิบัตรเรื่อง “กรรมวิธีการลดฮิสตามีนในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเกลือเป็นองค์ประกอบสูง โดยกระบวนการทางชีวภาพด้วยเซลล์จุลินทรีย์อาเคียที่ชอบเกลือที่มีกิจกรรมของเอนไซม์ฮิสตามีนดีไฮโดรจีเนส”

 

เนื่องจากการบริโภคน้ำปลาที่มีฮิสตามีนในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น มีผื่นขึ้น คัน มีไข้ ปวดหัว หรือลิ้นชาได้ ทั้งนี้ค่ามาตรฐานของปริมาณฮีสตามีนที่อนุญาตให้พบได้ในน้ำปลานั้นถูกกำหนดโดยประเทศคู่ค้าและ CODEX ไว้ที่ระดับ 400 ppm โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตปกติไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของฮีสตามีนได้เลย แต่สามารถจำกัดหรือลดปริมาณฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์ได้ด้วยการใช้วัตถุดิบเริ่มต้นที่สดและมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกระบวนแปรรูปอาหารวิธีใดสามารถกำจัดฮิสตามีนได้ ทีมวิจัยจึงได้ทำการพัฒนาวิธีการประยุกต์ใช้เซลล์จุลินทรีย์อาเคียและต้นแบบถังหมัก (reactor) ที่เหมาะสมสำหรับการลดฮิสตามีนในกระบวนผลิตน้ำปลาในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถลดปริมาณฮิสตามีนในน้ำปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลา 1-2 วัน

 

ขณะนี้ผลงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการหลายแห่งเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำปลา ทั้งนี้ บริษัทโรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำปลารายใหญ่ที่สุดของไทย ได้ให้ความสนใจในการประเมินประสิทธิภาพของต้นแบบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

 

 

​ 

การศึกษาชนิดสุ่มแบบเปิดเพื่อเปรียบเทียบยาต้านไวรัสสูตรที่มีอีฟาวิเรนซ์กับสูตรที่มีเนวิราพีนในผู้ป่วยเอชไอวี ที่กำลังได้รับยาไรแฟมปิซินร่วมด้วย

 

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

 

นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ 

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม               ศ.นพ.สมนึก สังฆานุภาพ

นพ.วิโรจน์ หมั่นคติธรรม                 นพ.วิศิษฏ์ ประสิทธิศิริกุล

นพ.อรุณ เหลืองนิยมกุล                 นายบุญช่วย เอี่ยมโภคลาภ

นางศิริรัตน์ ลิกานนท์สกุล               นางสาวสุมลมานย์ อุทยมกุล

นางภาวิตา สุวรรณวัฒนะ                 นางบุษกร สันติสุขลาภผล

นางสาวอัญชนา ถาวรวัน                 ภกญ.ปิยนุช สมตน

นางสาวศุภิดา ทองเย็น                   นางสาวสำรวย นิลกำแหง

 

การระบาดของโรคเอดส์และวัณโรคเป็นปัญหาที่สำคัญทางด้านสาธารณสุขของหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยซึ่งพบอุบัติการณ์ของโรควัณโรคสูง วัณโรคเป็นเชื้อฉวยโอกาสที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ติดเชื้อเอชไอวี (ไวรัสสาเหตุของโรคเอดส์) ในประเทศไทยอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่มีการระบาดของเชื้อเอชไอวีในประเทศและพบจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น สูตรยารักษาวัณโรคในปัจจุบันประกอบด้วยยา 4 ชนิดโดยจะต้องรับประทานเป็นเวลานาน 6 เดือน ส่วนการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ยา 3 ชนิดร่วมกันเพื่อประกอบเป็นสูตรยาในการรักษา ซึ่งพบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์มีอัตราการเสียชีวิตลดลงกว่าร้อยละ 80 และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องไปตลอดจะทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรงเหมือนบุคคลทั่วไป

 

trfaward2554-9-1

 

 

ปัจจุบันผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นวัณโรคร่วมด้วยและมีระดับภูมิคุ้มกันที่บกพร่องมากโดยดูจากปริมาณเม็ดเลือดขาวซีดีสี่ในร่างกายที่ลดลงควรจะได้รับยาต้านไวรัสหลังจากที่ผู้ป่วยทนต่อยารักษาวัณโรคได้แล้ว อย่างไรก็ตาม การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีร่วมกับวัณโรคนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนเพราะยาต้านไวรัสมีปฏิกิริยากับยารักษาวัณโรคที่มีชื่อว่าไรแฟมปิซินซึ่งใช้เป็นยาหลักตัวหนึ่งในสูตรยาวัณโรค 4 ชนิดที่ใช้การรักษา ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ยาวัณโรคนี้ส่งผลให้ปริมาณยาต้านไวรัสบางตัวที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไปมีระดับลดลง และนำไปสู่ประสิทธิภาพการรักษาที่ด้อยลงอย่างมากทำให้เกิดการดื้อยาจนต้องมีการใช้ยาสูตรสำรองซึ่งมีราคาสูงมาก

 

ผู้วิจัยและคณะได้ดำเนินการวิจัยในเชิงลึกเพื่อศึกษาสูตรยาและขนาดของยาต้านไวรัสที่เหมาะสมที่สุดในกรณีที่ต้องทำการรักษาสองโรคนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยมีวัตถุประสงค์คือ ศึกษาประสิทธิผลและระดับของยาต้านไวรัสในเลือดระหว่างสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ 2 สูตรซึ่งเป็นยาสองสูตรหลักที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยเอดส์ในประเทศ คือสูตรที่มียาอีฟาวิเรนซ์เป็นส่วนประกอบเปรียบเทียบกับสูตรยาที่มีเนวิราพีนเป็นส่วนประกอบ ในผู้ป่วยเอชไอวีที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องอย่างมากและกำลังได้รับยาต้านวัณโรคที่มียาไรแฟมปิซินเป็นส่วนประกอบ

 

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

โครงการนี้ได้ทำการเปรียบเทียบผลการรักษาเอชไอวีและระดับของยาต้านไวรัสเอชไอวีในเลือดระหว่างสูตรยาต้านไวรัสที่มีอีฟาวิเรนซ์ขนาด 600 มก.ต่อวัน เปรียบเทียบกับยาสูตรที่มีเนวิราพีนขนาด 400 มก.ต่อวัน ในผู้ป่วยเอชไอวีที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องอย่างมากและกำลังได้รับสูตรยาต้านวัณโรคที่มียาไรแฟมปิซินเป็นส่วนประกอบและยังไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อน โดยที่ทั้งสองกลุ่มจะได้รับยาต้านไวรัสเอดส์อีก 2 ชนิดเหมือนกัน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่ายาไรแฟมปิซินจะไปลดปริมาณยาต้านไวรัสในร่างกายลง โครงการนี้จึงได้มีการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของยาอีฟาไวเรนซ์และยาเนวิราพีนในเลือดที่ 1.5 เดือน และ 3 เดือนหลังเริ่มให้ยาต้านไวรัส ร่วมกับมีการเปรียบเทียบการตอบสนองต่อยาต้านไวรัสโดยทำวัดปริมาณเม็ดเลือดขาวซีดีสี่ที่เพิ่มสูงขึ้นและปริมาณไวรัสเอชไอวีในเลือดที่ลดน้อยลงในร่างกายทุกๆ 3 เดือน ทำการติดตามการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและผลการรักษาไปจนครบ 1 ปี

 

ผลการศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยแรกในโลกที่ทำการศึกษาแบบเปรียบเทียบยาสองชนิดนี้อย่างเป็นระบบ randomized controlled trial) มีผู้ป่วยจำนวน 142 ราย ได้รับการคัดเลือกแบบสุ่มเพื่อที่จะทำการศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน พบผู้ป่วยมีน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากับ 53 กิโลกรัม เป็นเพศชายร้อยละ 67 เป็นวัณโรคนอกปอดและวัณโรคแพร่กระจายร้อยละ 40 และมีค่าเฉลี่ยของเม็ดเลือดขาวซีดีสี่ที่ต่ำคือเท่ากับ 65 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับภูมิคุ้มกันที่บกพร่องอย่างมากหรือเป็นเอดส์ระยะท้ายของผู้ป่วยคนไทยขณะที่มีการติดเชื้อสองชนิดนี้ร่วมกันผลการวิจัยพบว่าการใช้สูตรยาต้านไวรัสที่มียาอีฟาไวเรนซ์เป็นส่วนประกอบนั้นมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าสูตรยาที่มีเนวิราพีนเป็นส่วนประกอบเมื่อต้องใช้ร่วมกับยารักษาวัณโรค โดยประเมินและเปรียบเทียบจากสัดส่วนผู้ที่มีความเข้มข้นของยาต้านไวรัสในร่างกายที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้และผลการรักษาที่ 1 ปีผ่านไป ซึ่งพิสูจน์จากสัดส่วนผู้ป่วยที่มีความเข้มข้นของยาต้านไวรัสในร่างกายที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ยอมรับในกลุ่มผู้ที่ได้รับยาเนวิราพีน (ร้อยละ 21) มีมากกว่าในกลุ่มผู้ที่ได้รับยาอีฟาไวเรนซ์ (ร้อยละ 3) และพบว่าปัจจัยนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเกิดภาวะล้มเหลวของการรักษาเอชไอวีภายหลังหนึ่งปี โดยพบว่าผู้ที่ได้รับยาอีฟาไวเรนซ์มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะล้มเหลวของการรักษาน้อยกว่าผู้ที่ได้รับยาเนวิราพีน 3.6 เท่า

 

ดังนั้นจึงแนะนำให้เลือกใช้สูตรยาต้านไวรัสที่มียาอีฟาไวเรนซ์เป็นส่วนประกอบเป็นทางเลือกแรกให้กับผู้ป่วย และยังพบอีกว่าควรมีการปรับเพิ่มขนาดยาอีฟาไวเรนซ์จากปกติที่ขนาด 600 มก. ต่อวันเป็น 800 มก. ต่อวันในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมากกว่า 60 กิโลกรัม เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากยารักษาวัณโรคและน้ำหนักตัวที่มาก อย่างไรก็ตามสูตรยาที่มียาเนวิราพีนเป็นส่วนประกอบก็ยังเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่สามารถทนต่อยาต้านไวรัสที่มียาอีฟาไวเรนซ์ได้ การติดตามการรักษาและการรับประทานยาที่สม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเน้นย้ำให้กับผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยสูตรใดก็ตามเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการล้มเหลวในการรักษา และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปในอนาคต

 

 

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 

ผลการวิจัยนี้ทำให้สามารถให้คำแนะนำอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นครั้งแรกว่าควรเลือกยาต้านไวรัสสูตรที่มีอีฟาวิเรนซ์เป็นส่วนประกอบมากกว่าสูตรที่มีเนวิราพีนเป็นส่วนประกอบในกรณีที่มียาทั้งสองชนิดนี้ให้เลือกใช้ได้ในผู้ป่วยเอชไอวีที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องอย่างมากและกำลังได้รับยาต้านวัณโรคที่มียาไรแฟมปิซินเป็นส่วนประกอบ การเลือกสูตรยาต้านไวรัสสูตรแรกที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพดีที่สุดจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตทำงาน และดูแลครอบครัวได้ตามปกติ ลดภาระให้กับครอบครัวและสังคม นอกจากนั้นยังลดโอกาสเกิดภาวะล้มเหลวของการรักษาจากการเกิดการดื้อยาต้านไวรัส ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายจากการที่ต้องใช้ยาต้านไวรัสสูตรสองได้อย่างมาก

 

ผลการวิจัยยังสรุปได้ว่าควรมีการปรับขนาดยาให้สูงขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมาก ผลงานวิจัยที่เกิดจากโครงการนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติหลายฉบับ ได้แก่ วารสาร Clinical Infectious Diseases ซึ่งเป็นวารสารการแพทย์ระดับนานาชาติทางด้านโรคติดเชื้อที่มีค่าผลกระทบ (impact factor) สูงที่สุด (impact factor = 8.186) วารสาร AIDS (impact factor 6.931) วารสาร Antimicrobial Agents and Chemotherapy (impact factor 4.672) และวารสาร AIDS Research and Therapy (impact factor 1.77) นอกจากนั้นยังได้รับแจ้งจากทางบรรณาธิการว่าบทความหลักที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Infectious Diseases เป็นบทความที่ได้ถูกอ้างอิงสูงสุดบทความหนึ่งในรอบหนึ่งปีของวารสารอีกด้วย

 

ผลการวิจัยนี้ยังได้ถูกนำไปอ้างอิงในแนวทางการรักษาผู้ป่วยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ระดับชาติปี 2553 (national guideline on HIV/AIDS diagnosis and treatment 2010) ที่จัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับอีก 3 องค์กรได้แก่ สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทยโดยเอกสารนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปยังโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งแพทย์

ผู้ดูแลผู้ป่วยเอดส์และต่อผู้ป่วยโดยตรง

 

ระหว่างดำเนินการวิจัย คณะผู้วิจัยได้รับการตอบรับให้มีการนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่องในงานประชุมระดับนานาชาติในต่างประเทศหลายครั้งก่อนที่จะเสร็จสิ้นโครงการและตีพิมพ์เพื่อให้แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย ตัวอย่างเช่นงานประชุมสมาคมโรคติดเชื้อของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา งานประชุมโรคเอดสก์ ลุม่ ประเทศยุโรป ประเทศเยอรมนี งานประชุมเอดส์โลก ประเทศแอฟริกาใต้

 

 

​ 

ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคม และสุขภาวะแบบบูรณาการในพื้นที่จังหวัดชัยนาท

 

 

หัวหน้าโครงการ/นักวิจัย

 

คุณวันชัย เลิศฤทธิ์ 

นายพงศ์อุดม ศรีบุญปวน                            นางปาน เอี่ยมสุภา

นางยุพิน ขำนิล                                        นายเดช รัชฎาวงศ์

พ.ท.มนูญ คนพินิจ                                    ร.ท.ชัยพร วรรณพัฒน์

นายสวิง ปานหลุมข้าว                                นางกิมเฮียง เรืองเทศ

นายนิคม เลิศหงิม                                     นายสุชิน เนียมทอง

นายวิรัชชัย บัวทอง                                   นางสมหมาย เจือจาน

นายประสบโชค อยู่โต                                นายเทพชัย ปานแม้น

นายจวน สวัสดี                                         นางปราณี อิ่มอาเทศ

นายพชรดนัย ตาคะ                                    นายผิน พยัคฆ์มาก

นายสมชาติ เถกิงสรคันธุ์                             นายธนิต นิ่มพญา

นายยุทธศิลป์ ธนสารภากร                           นางวราวรรณ นงบาง

นายสมจิตร ชูวงษ์                                    นายวิเชียร สายสวรรค์

นายสะอาด พ่วงพุ่ม                                   นายณรงค์ ผัดอ่อนอ้าย

นางสาวเบญจมาศ เมตไตร

 

 

จังหวัดชัยนาทเป็น 1 ใน 17 จังหวัดที่ สกว. ได้สนับสนุนให้มีการทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและบูรณาการความร่วมมือในจังหวัดโดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งใหกั้บชุมชน เพื่อให้เกิดการลุกขึ้นแก้ปัญหาของตัวเอง การออกแบบการวิจัยประกอบด้วย กระบวนการสร้างการเรียนรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยใช้บัญชีครัวเรือน กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นเครื่องมือ โดยมี “เครือข่ายความร่วมมือภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาตำบลเข้มแข็งจังหวัดชัยนาท” เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 235 หมู่บ้าน 21 ตำบล ใน 8 อำเภอ และขยายผลเพิ่มเติมอีก 5 ตำบล 39 หมู่บ้าน

 

 

trfaward2554-10-2

 

การดำเนินงานและผลงานวิจัย 

ก่อนการดำเนินโครงการวิจัย การทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนแยกส่วนกัน โดยภาคประชาชนไม่สามารถจะสะท้อนปัญหา หรือความต้องการไปยังภาครัฐได้ ขณะที่กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนไม่ได้ใช้ข้อมูลจากชุมชน แต่เกิดจากความต้องการของผู้นำ/หรือคนบางกลุ่มในชุมชน ทำให้การจัดสรรงบประมาณของภาครัฐมาเพื่อแก้ปัญหาของชุมชนไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงการดำเนินงานประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลและทุนเดิม เช่น แกนนำกลุ่มเครือข่าย แหล่งเรียนรู้ การสร้างความเข้าใจระหว่างทีมงานและกลไกประสานงานการพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการทำงานและอบรมวิทยากร การจัดเวทีสร้างความเข้าใจระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ การสำรวจและเก็บข้อมูลครัวเรือน (บัญชีรายรับ-รายจ่าย) การวิเคราะห์ ถอดบทเรียนและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันการจัดทำแผนชุมชนและประชาพิจารณ์ในระดับหมู่บ้านและตำบล และการบูรณาการแผนชุมชนเข้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

 

ภายหลังการดำเนินงานของโครงการสิ้นสุดลง ได้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ดังนี้ 

1. เกิดกลไกและสามารถจัดทำระบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,538 คน และมีความร่วมมือกับภาคีเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับจังหวัด และอำเภอ 25 หน่วยงาน

 

2. บทบาทของภาคประชาชนได้รับการยอมรับจากส่วนราชการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนอกจากนี้ ภาคประชาชนยังได้พัฒนาความสามารถในการใช้ข้อมูลเพื่อการจัดทำแผนแม่บทชุมชนทุกตำบลเป้าหมาย โดยใช้ข้อมูลบัญชีครัวเรือนที่จัดเก็บต่อเนื่อง 1 ปี จากครัวเรือนที่เข้าร่วมจำนวน 2,381 ครัวเรือน

 

3. เกิดการประสานงานระหว่างกลุ่มผู้จดบัญชีครัวเรือนในการวิเคราะห์รายจ่ายรวม จนเกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 4 เครือข่าย ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ ได้แก่ เครือข่ายปุ๋ยอินทรีย์เครือข่ายกองทุนข้าวสาร เครือข่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และเครือข่ายผักปลอดภัย และได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มทักษะในด้านการบริหารจัดการและการตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 

4. เกิดการขยายผลเครือข่ายภาคประชาชน ยังได้จัดกระบวนการเรียนรู้และการบริหารจัดการในการจัดทำแผนชุมชนในพื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นอีก จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลธรรมามูล ตำบลสรรพยา ตำบลวัดโคก ตำบลหนองบัว และตำบลหนองน้อย

 

5. ผลจากการเรียนรู้จากข้อมูลทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ผู้จดบัญชีครัวเรือน เกิดกรณีครัวเรือนที่จดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ได้เก็บข้อมูลคนที่ลด/ปลดหนี้ได้ภายในระยะ 2-3 ปีที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 100 ราย ระดับหมู่บ้าน พบกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากการร่วมกันคิดจากฐานข้อมูลบัญชีครัวเรือน เช่น ที่หมู่ 11 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เกิดการรวมกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อบริโภค และจำหน่าย โดยการสนับสนุนจากหน่วยงานเกษตรจังหวัด/พาณิชย์จังหวัด/พัฒนาชุมชน/พัฒนาที่ดิน และ อบต.ท่าชัย เป็นต้น ระดับตำบล เกิดการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนระดับตำบล ทุกตำบล เพื่อถ่ายทอดกระบวนการทำแผนชุมชน วิสาหกิจชุมชน บริการให้กับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ได้มาศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดศูนย์ต้นแบบงานด้านผู้สูงอายุ 8 แห่ง ระดับจังหวัด สามารถบูรณาการแผนแม่บทชุมชนเข้ากับแผนของหน่วยงานต่างๆ จนได้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ รวม 62,825,780 บาท

 

6. โครงการได้ดำเนินกิจกรรมเพิ่มทักษะในด้านการบริหารจัดการและการตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ต่อยอดจากข้อมูลบัญชีครัวเรือน 18 ตำบล จำนวน 3 รุ่นๆ ละ 6 ตำบลๆ ละ 6 คน ระยะเวลารุ่นละ 2 วัน ผู้เข้าอบรมรวม 108 คน หลักสูตรเรื่องการบริหารจัดการ/การตลาด ได้แก่ การทำงานเป็นทีม การจัดทำบัญชี การคิดต้นทุนในการผลิต การตั้งราคาขาย การตลาด การประชาสัมพันธ์ การบรรจุภัณฑ์ และการจัดการทั่วไป จัดอบรมเพื่อสง่ เสริมกระบวนการทำงานร่วมกันให้เกิดระบบเครือข่ายงานประเด็น 4 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เครือข่ายกองทุนข้าวสาร เครือข่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวและเครือข่ายผักปลอดภัย จำนวน 15 ครั้ง พัฒนาศักยภาพแกนนำตำบล โดยการศึกษาดูงาน จัดอบรมเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดทำแผนแม่บทชุมชน จำนวน 6 ครั้ง

 

7. ได้องค์ความรู้ จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ องค์ความรู้เรื่องตำบลเข้มแข็ง เครือข่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว เครือข่ายปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ เครือข่ายผักปลอดภัย และเครือข่ายกองทุนข้าวสาร ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ค้นพบจากการดำเนินการของโครงการ

 

 

การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 

โครงการวิจัยนี้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้ 

1. เชิงสาธารณะ

มีหลายจังหวัดที่สนใจในการนำแนวทาง และรูปแบบการดำเนินงานของโครงการความร่วมมือฯ ไปทดลองดำเนินการในพื้นที่จังหวัดของตนเอง เช่น จังหวัดสิงห์บุรี เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม โดยจังหวัดชัยนาท เป็นตัวอย่างของจังหวัดที่มีการจัดกลไกการดำเนินงานของภาคประชาชน การประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ การใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการกระตุ้นให้ชุมชนจดบัญชีครัวเรือนต่อเนื่องได้ 1 ปี การจัดการเรียนรู้ของแกนนำภาคประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีครัวเรือนและการแปลงข้อมูลไปสู่การจัดทำแผนแม่บทชุมชน เป็นต้น

 

2. เชิงนโยบาย

มีหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานได้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

 

การปรับปรุงรูปแบบของสมุดบัญชีครัวเรือนของหน่วยงานที่ส่งเสริมให้มีการจดบัญชีครัวเรือนให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน เนื่องจากที่ผ่านมารูปแบบของสมุดบัญชีมีหลากหลาย อาทิ การจดบันทึกแบบรายวัน รายเดือน สมุดแบบมีตารางให้จด หรือเป็นกระดาษว่างๆ ให้จดบันทึกเอง เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านเกิดความสับสน และเบื่อหน่าย ดังนั้นจึงเกิดการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมการพัฒนาชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้หารือกันเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้บัญชีครัวเรือน และแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงแบบบัญชีครัวเรือนใหอ้ ยูใ่ นรูปแบบเดียวกันเพื่อการใชป้ ระโยชนข์ องภาคประชาชน

 

โครงการหมอหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ภาคีความร่วมมือที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการความร่วมมือฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ได้นำแนวคิดเรื่องความสามารถในการจัดการหนี้สินของชาวบ้าน และคนต้นแบบจัดการหนี้สินของจังหวัดเป้าหมาย ไปผลักดันนโยบายเรื่องหมอหนี้ ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยประกาศเปิดโครงการอาสาสมัครที่ปรึกษาการเงินภาคครัวเรือน (หมอหนี้) และการต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน (คลังในบ้าน) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้คนต้นแบบจากโครงการความร่วมมือฯ หมู่บ้านละ 1 คน เข้าร่วมโครงการหมอหนี้ โดยจะมีค่าตอบแทนเป็นรายเดือนให้ เพราะเห็นว่ามีศักยภาพในการเป็นที่ปรึกษาให้กับคนในชุมชนเกี่ยวกับการจัดการหนี้สินของตนเองได้

 

3. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

เกษตรกรจากตำบลเป้าหมายของจังหวัดชัยนาท ได้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้จดบัญชีครัวเรือน เป็นเครือข่ายงานวิสาหกิจชุมชน 4 เครือข่าย ดังนี้ เครือข่ายปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ จำนวน 8 ตำบล (ตำบลนางลือ ตำบลเสือโฮก ตำบลโพงาม ตำบลเด่นใหญ่ ตำบลหนองมะโมง ตำบลวังตะเคียน ตำบลสะพานหิน และตำบลกะบกเตี้ย) เครือข่ายกองทุนข้าวสาร จำนวน 7 ตำบล (ตำบลท่าฉนวน ตำบลเที่ยงแท้ ตำบลบางขุด ตำบลดงคอน ตำบลมะขามเฒ่า ตำบลวังหมัน และ ตำบลห้วยงู) เครือข่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 3 ตำบล (ตำบลบางหลวง ตำบลโพนางดำออก และ ตำบลหันคา) เครือข่ายผักปลอดภัย จำนวน 3 ตำบล (ตำบลท่าชัย ตำบลตลุก และตำบลกุดจอก) อันเป็นความร่วมมือกันระหว่างตำบลต่างๆ ภายในจังหวัดตามความสามารถในการประกอบอาชีพ ซึ่งมีประชาชนที่เข้าร่วมในเครือข่ายที่จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินกิจกรรมของเครือข่าย 4 เครือข่ายนี้ ถึง 1,471 คน โดยทั้ง 4 เครือข่าย ยังได้มีการวางแผนดำเนินกิจกรรมให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความสามารถด้านการจัดการธุรกิจของสมาชิกในกลุ่มเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและความยั่งยืนของกลุ่มได้

 

 

การเกิดผลกระทบวงกว้าง 

 

1. การจัดการปัญหาหนี้สิน

ชาวบ้านสามารถจัดการปัญหาหนี้สินของครัวเรือนได้ อย่างน้อย 100 คน และจากการสุ่มตัวอย่างเก็บข้อมูลของชาวบ้านที่สามารถจัดการหนี้สินได้จำนวน 50 ราย โดยสรุปผลความสามารถในการจัดการหนี้สินต่อปีของชาวชัยนาท ดังตารางนี้

 

 

 trfaward2554-10-1

 

 

2. การบูรณาการงบประมาณ

แผนแม่บทชุมชนของตำบลเป้าหมายสามารถประสานเข้ากับแผนพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 62,825,780 บาท

 

 

3. การขยายพื้นที่เป้าหมาย

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้ให้การสนับสนุนพื้นที่เป้าหมายของโครงการฯ เพิ่มเติมที่ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี ตามโครงการส่งเสริมการพัฒนาประชากรวัยแรงงานที่ต้องการเรียนต่อและเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ

 

 

4. การสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น

มูลนิธิสัมมาชีพให้การสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณ ต่อยอดศูนย์การเรียนรู้ที่เขตเทศบาลตำบลสรรพยา อำเภอสรรพยา ตามโครงการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

​ 

Page 1 of 2