logotrf

ประตูใหม่ของไทยจากเส้นทางหมายเลข 9

ได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดมุกดาหารกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในชุดโครงการผลกระทบจากการพัฒนาเส้นทางหมายเลข 9 ของฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ ซึ่งได้ไปนำเสนอผลการวิจัยเรื่องนี้ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การวิจัยเรื่องนี้ได้มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่สอง คือ มุกดาหาร สะหวันนะเขตในประเทศลาว (สะพานแรกคือสะพานหนองคาย)

เมื่อมองในเบื้องต้นก็เป็นการสร้างทางเชื่อมข้ามลำน้ำโขง เพื่อให้การสัญจรไปมาสะดวกขึ้น ณ จุดหนึ่งระหว่างประเทศ แทนที่จะใช้เรือข้ามฟากขนาดเล็กที่ออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงข้ามไปอีกฝั่งในปัจจุบัน หากแต่อันที่จริงแล้วลองมองภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นขึ้นมาในระดับภูมิภาค มหภาค จะเห็นว่า “ ระบบโลจิสติกส์จะเปลี่ยนไป” สะพานนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมระเบียงตะวันออกตะวันตกให้เกิดขึ้นในภูมิภาค 

โลจิสติกส์การขนส่งจากตะวันออกสู่ตะวันตกของภูมิภาคจะเชื่อมโยงโดยการขนส่งทางรถบรรทุก แทนที่จะต้องมาขนถ่ายลงเรือข้ามฟากจากไทยขึ้นลาวหรือลาวมาไทย และเปลี่ยนถ่ายขึ้นรถบรรทุกอีกทีหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นการเกิดการเปลี่ยน mode การขนส่งให้กลายเป็นทางบกทั้งหมด และนับว่าเป็น Mode ที่พร้อมที่สุดอยู่แล้วของภูมิภาค (หากยังไม่พิจารณาประเด็น load limit ที่ต่างกันของรถบรรทุก 2 ประเทศ)

หากมองภาพใหญ่ต่อไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก สะพานนี้จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไปกระตุ้นการเปิดประตูสู่แปซิฟิกให้ยิ่งใหญ่ขึ้นของท่าเรือดานังประเทศเวียดนาม เมื่อผ่านสะหวันนะเขตในลาวไปแล้ว ประตูนี้น่าสนใจมากหากมีการส่งเสริมพัฒนา เนื่องจากเป็นการเชื่อมโยงให้ขึ้นไปถึงจีนตอนใต้และตะวันออก ญี่ปุ่น ไต้หวันและเกาหลีได้ ประเด็นที่น่าสังเกตสำคัญคือ ชนิดของสินค้าที่ไหลไปมา ณ ขณะนี้จากสถิติเห็นว่า สินค้าที่ผ่านด่านนี้ออกไปจากไทยจะเป็นพวกชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าอุปโภคบริโภค 

ซึ่งเมื่อดูแล้วจะเห็นว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะถูกบริโภคใช้ในประเทศลาวหรือเวียดนามมากกว่าส่งต่อไปประเทศที่สาม หากแต่พวกชิ้นส่วนยานยนต์ต่าง ๆ นั้นมีการส่งต่อขึ้นไปญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพื่อการประกอบในโซ่คุณค่าต่อไป จึงน่าคิดต่อว่าเส้นทางสายนี้ที่จะพาไปสู่ประตูนี้ จะเป็นด่านส่งออกที่สำคัญในอนาคตของไทยหรือไม่จะมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้ฐานการผลิตจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ทั้งนี้อาจต้องพิจารณาเพิ่มถึงศักยกภาพของเส้นทางจากสะหวันนะเขตสู่ท่าเรือดานัง และศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานความพร้อมและกำลังรองรับของท่าเรือดานังในเวียดนามในอนาคต

ในทางกลับกัน สินค้านำเข้าไทยนี้ผ่านด่านนี้จะเป็นจำพวก ไม้ ไม้แปรรูป และผืนผ้าสิ่งทอ ประเด็นที่น่าวิเคราะห์คือ สินค้าจำพวกนี้มาจากไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าผืนสิ่งทอ บางส่วนนั้นมากจากจีนหรือไม่ และจะไปสู่ที่ไหน ปัจจุบันจีนใช้ประตูด่านนี้เข้าสู่ไทยมากน้อยแค่ไหน หรือในอนาคตเมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด่านนี้จึงเป็นอีกด่านและเส้นทางนี้มีศักยภาพและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

กลับมาที่สะพานมุกดาหาร ซึ่งจะเปิดในอีก 3 ปีข้างหน้านั้น โครงการวิจัยนี้น่าจะเป็นโครงการตัวอย่างที่ดีมากในการศึกษาผลกระทบ “ ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น” ทั้งนี้ผลของการวิจัยทุกด้านแบบนี้จะเป็นองค์ความรู้เตรียมนโยบายเพื่อเตรียมตัวพร้อมต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้

การวิจัยนี้น่าจะเชื่อมโยงต่อถึงงานระบบโลจิสติกส์โดยมุ่งเน้นที่การเคลื่อนย้ายของการค้าหรือสินค้า (Commodity flow / Trade flow ) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวกระตุ้นระดับภูมิภาค เช่น การเปิดเสรีการค้ากับประเทศต่าง ๆ (โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น) และรวมถึงการศึกษาและพิจารณาถึงปัจจุบันสนับสนุนการขนส่ง ต้นทุนและระยะเวลา การวิเคราะห์ถึงกำลังการขนส่ง (Capacity ) ชนิดการขนส่งที่เหมาะสม การวางแผนการดำเนินงาน ณ จุดบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น ด่านศุลกากร (One Stop Service) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเตรียมความพร้อมของกฎระเบียบที่เอื้อต่อโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

การคิดวิจัยด้านโลจิสติกส์ ณ ด่านนี้คงจะสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะคิดตลอดสายระเบียงตะวันออก – ตะวันตก ทั้งในประเทศพม่า ภาคเหนือตอนล่างของไทย พิษณุโลก ขอนแก่น มาถึงมุกดาหาร สะหวันเขตในประเทศลาวและดานังในประเทศเวียดนาม โลจิสติกส์และระบบควรศึกษาในทุก ๆ พื้นที่ดังกล่าว แบบบูรณาการ โดยพิจารณาปัจจัยและตัวกระตุ้นระดับภูมิภาคเป็นหลักรวมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหลมฉบังจะเป็นอย่างไร การเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์ของฝั่งทะเลไทย ณ จังหวัดมุกดาหารเอง ควรเป็นอย่างไรที่จะทำให้ได้ประโยชน์จากเส้นทางสาย 9 นี้ให้ได้มากที่สุด เช่น การผลักดันเรื่องศูนย์กระจายสินค้ามีความเป็นไปได้หรือไม่ สภาพศูนย์การกระจายสินค้าที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร กฎระเบียบระหว่างประเทศด้านการขนส่งข้ามแดนถูกศึกษาและจัดตั้งอย่างเหมาะสมหรือยัง กำลังการรองรับของทั้งศูนย์กระจายสินค้าและเส้นทางเพียงพอตลอดสายหรือไม่ ขั้นตอนการให้บริการข้ามแดนซับซ้อนหรือควรปรับปรุงอย่างไร ปริมาณการขนส่งหรือโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตได้ถูกนำมาพิจารณาหรือยัง

ชุดโครงการโลจิสติกส์ได้ตระหนักถึงประเด็นสำคัญและโจทย์ใหญ่นี้ จึงวางกรอบการศึกษาการไหลของสินค้าทั้งหมด ในทุก ๆ เส้นทางสำคัญของประเทศสู่ด่านและประตูต่าง ๆ ในเบื้องต้น โดยใช้การเปิดเสรีการค้าจีน – อาเซียน ปี 2010 เป็นตัวตั้งโจทย์การศึกษาการไหลของสินค้าเป็นต้นแบบ โดยพิจารณายอดส่งออกนำเข้าจะเป็นปัจจัยที่จะขับเคลื่อนว่าระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ควรจะเป็นอย่างไร

จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์สิ่งที่ควรจะเป็นโดยคำนึงถึงต้นทุนและระยะเวลาการขนส่ง และเคลื่อนย้ายในโซ่คุณค่า ชนิดและเส้นทางการขนส่งและศูนย์กระจายสินค้าจึงจะถูกบ่งชี้ออกมาได้โดยทางทีมวิจัยจะแบ่งโซนการศึกษาออกเป็น 5 ด้านคือ

  • การศึกษาการไหลของสินค้าจากไทยขึ้นสู่คุนหมิงในจีน
  • การศึกษาการไหลของสินค้าจากไทยสู่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี (เซี่ยงไฮ้ กวางสี ฮ่องกง)
  • การศึกษาการไหลของสินค้าจากไทยสู่เขตลุ่มน้ำเพิร์ล (กวางเจา กวางสี ฮ่องกง)
  • การศึกษาผลกระทบของผู้ประกอบการขนส่ง และ
  • การวางรูปแบบโซ่คุณค่าในภูมิภาคนี้

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการเตรียมความพร้อมนี้น่าจะนำมาช่วยกันกำหนดนโยบายโลจิสติกส์ของชาติ “ ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น” ได้มากกว่าการเตรียมการตั้งรับและแก้ไขอย่างเดียว


โดย

ผศ.ดร. ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์
ผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยโลจิสติกส์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ที่มา ประชาคมวิจัยฉบับที่ 60