logotrf

จากปัญหาสู่ทิศทางการปรับตัวในอุตสาหกรรมสุกร กรณีศึกษา จังหวัดนครปฐม

จากปัญหาสู่ทิศทางการปรับตัวในอุตสาหกรรมสุกรกรณีศึกษา จังหวัดนครปฐมรศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ศฤงคารินทร์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

"ทราบหรือไม่ว่า กว่าจะมาเป็นเนื้อหมู และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมู ที่เราบริโภคกันนั้น ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง"

 

จากการศึกษาระบบโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสุกร เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์มีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่ฟาร์มสุกร แม่พันธุ์สุกรจะได้รับการผสมเทียมกับน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ ซึ่งมีอายุครรภ์อยู่ที่

116 วัน โดยแม่พันธุ์สุกร 1 ตัว สามารถให้กำเนิดลูกสุกรได้ประมาณ 10 ตัว ลูกสุกรเหล่านี้มีเวลาอยู่กับแม่สุกร 24 วัน แม่สุกรจะถูกย้ายกลับไปยังโรงเรือนผสมพันธ์ ส่วนลูกสุกรจะได้รับการดูแลที่โรงเรือนอนุบาล หลังจากนั้น 1 เดือน ลูกสุกรจะถูกส่งไปที่โรงเรือนหมูขุนเพื่อดูแลเป็นสุกรขุนนานเวลา 3 เดือน ให้สุกรมีน้ำหนักที่สามารถขายได้ คือ ประมาณ 100 กิโลกรัม ดังนั้นกว่าจะเป็นสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มที่สามารถจำหน่ายได้นั้น ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 249 วัน

 

สุกรขุนที่มีน้ำหนักครบจะถูกจัดส่งไปยังโรงชำแหละเนื้อสุกร กระบวนการชำแหละ ได้แก่ การแยกหัวสุกร เครื่องในสุกร และผ่าสุกรออกเป็นสองส่วน สุกรที่ผ่านการชำแหละเรียบร้อยแล้วจะถูกขายให้กับพ่อค้าขายเนื้อสุกรชำแหละ (พ่อค้าที่เขียง) เพื่อนำไปชำแหละเป็นชิ้นส่วนที่เล็กลง เพื่อขายส่งหรือขายปลีกเนื้อสุกรชำแหละให้กับ แม่ค้าตลาดนั้น ร้านอาหาร และโรงงานแปรรูป ได้แก่ ผู้ผลิตหมูยอ ลูกชิ้น แหนม กุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น และหมูเด้ง

"ค่าอาหารและต้นทุนโลจิสติกส์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาเนื้อสุกร"

 

ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับสุกรแต่ละตัวนั้น เป็นสิ่งที่กำหนดราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม และราคาขายเนื้อสุกรชำแหละ ทั้งนี้ต้องการทราบว่าต้นทุนส่วนใดที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อราคาขายสุกร จึงได้คำนวณต้นทุนรวมและต้นทุนโลจิสติกส์ตามฐานกิจกรรม โดยต้นทุนของสุกรแต่ละตัวตั้งแต่ฟาร์มสุกรถึงเขียง ประกอบไปด้วย ค่าน้ำเชื้อและค่าวัคซีน ค่าอาหาร ค่าชำแหละ ค่าเช่าแผง และต้นทุนโลจิสติกส์ จากต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น พบว่า ร้อยละ

68.14 หรือ 4,545.36 บาท/ตัว เป็นต้นทุนค่าอาหาร อาหารที่นำมาเลี้ยงสุกรนั้น ได้แก่ มันสำปะหลัง และ กากถั่ว ซึ่งราคาอาหารสุกรนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และรองลงมาเป็นต้นทุนโลจิสติกส์ อันได้แก่ กระบวนการต่างๆ เช่น การเคลื่อนย้ายสุกร กระบวนการสั่งซื้อ การบริการลูกค้า การหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ การจัดเก็บสินค้า ส่วนนี้คิดเป็น1,622.216 บาท/ตัว หรือร้อยละ 24.28

ต้นทุนค่าอาหารสุกรจึงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาขายสุกร ผลจากการคาดการณ์ราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม พบว่า เมื่อต้นทุนค่าอาหารสุกรเพิ่มขึ้นร้อยละ

5 จะส่งผลให้ราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น 2 บาท/กิโลกรัม คือจากเดิมเคยมีราคาอยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม (ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2551) เพิ่มขึ้นเป็น 62 บาท/กิโลกรัม จากราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปยังราคาขายของชิ้นส่วนสุกรที่เขียง และราคาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปต่างๆ ให้มีราคาสูงขึ้นด้วย
 
 

"ชิ้นส่วนสุกรที่เหลือจากเขียง ไปอยู่ที่ไหนและเกิดอะไรขึ้น"

ในแต่ละวันนั้น ชนิดและปริมาณความต้องการในการบริโภคเนื้อสุกรมีความแตกต่างกัน สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เขียงจะต้องเตรียมเนื้อสุกรชำแหละให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า แต่เนื่องจากตัวลูกค้านั้นไม่ได้ต้องการทุกชิ้นส่วนจากสุกรชำแหละ จึงทำให้เกิดชิ้นส่วนเนื้อสุกรชำแหละบางส่วนที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ ชิ้นส่วนสุกรชำแหละที่เหลือ บางส่วนถูกจัดเก็บโดยการแช่แข็ง และบางส่วนขายให้กับโรงงานแปรรูปในราคาที่ต่ำกว่าทุน

 

จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ จึงเกิดคำถามที่ว่า "ถ้าขายเนื้อสุกรชำแหละที่เหลือแล้วขาดทุน เราควรทำอย่างไรกับของเหลือเหล่านี้ดี" !!!

"สนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมสุกร"

จังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงสุกรเป็นอันดับสองของประเทศไทย (ศูนย์สารสนเทศ กรมปศุสัตว์, 2551) และมีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรอยู่เป็นจำนวนมาก ผลจากการศึกษาปริมาณการแปรรูปเนื้อสุกรในพื้นที่จังหวัดนครปฐม พบว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมสุกรของจังหวัดนครปฐม มีการขายในรูปของเนื้อสุกรสดชำแหละเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการแปรรูปเนื้อสุกรชำแหละเป็นผลิตภัณฑ์ มีเพียงร้อยละ 9.44 ของการผลิตเนื้อสุกรทั้งหมด และเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนกำไรต่อปริมาณการผลิตที่เกิดขึ้น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มีสัดส่วนที่มากกว่าการขายเนื้อสุกรชำแหละหน้าเขียง ดังนั้น "การส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีความสามารถที่จะประกอบกิจการการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรจึงควรเกิดขึ้น"

"เพิ่มการผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปเท่าไรจึงจะเหมาะสม ?" จากคำถามนี้จึงทำการศึกษาเพื่อหาปริมาณการแปรรูปที่ควรจะเพิ่มขึ้น โดยพิจารณาจากจุดที่ทำให้เกิดกำไรเท่ากันระหว่างปริมาณการเปลี่ยนแปลงของการขายเนื้อสุกรสดและการแปรรูป พบว่า ควรแปรรูปเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 9.44 ไปเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด หรือมีการปริมาณการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรอยู่ที่ 1,913,514.23 กิโลกรัม/เดือน

 

เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูป 7 ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างผลกำไรได้สูงสุด โดยทดลองกระจายเนื้อสุกรชำแหละในปริมาณที่เท่ากันคือ 273,359.18 กิโลกรัม (1,913,514.23÷7 = 273,359.18กิโลกรัม) เข้าสู่กระบวนการผลิตในแต่ละชนิดผลิตภัณฑ์ ผลที่ได้พบว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับจังหวัดนครปฐมได้มากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์แหนม รองลงมาเป็น หมูยอ และ ลูกชิ้น ตามลำดับ จากผลการทดลองที่ได้นี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงทิศทางของผลิตภัณฑ์ที่ควรแปรรูป ทั้งนี้ ตัวเลขจากผลกำไรที่ได้เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถระบุลงไปถึงชนิดผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้ จำเป็นต้องพิจารณาทางด้านปริมาณของสินค้าที่มีอยู่ในตลาด ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นนั้น และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย

 

ทีมา : สำนักประสานงานชุดโครงการวิจัยโลจิสติกส์