logotrf

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.ปรีดา มาลาสิทธิ์ : วิจัยพื้นฐานสู่การใช้จริง

บทบาทของงานวิจัยที่เห็นได้ชัดคือ การสร้างความรู้ใหม่ที่จะใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและแก้ปัญหาในกิจการต่าง ๆ แต่บทบาทที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านั้นคือ การสร้างความรู้พื้นฐานและผู้รู้สำหรับรองรับความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ที่บ่อยครั้งต้องอาศัยความรู้และผู้รู้ที่ลึกซึ้งในศาสตร์พื้นฐานเหล่านี้จึงจะสามารถหาคำตอบและแก้ปัญหาได้

ประชาคมวิจัยฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักชีวิตและงานของ นายแพทย์ ปรีดา มาลาสิทธิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย หัวหน้าหน่วยอณูชีววิทยาการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพการแพทย์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) นักวิจัยที่มุ่งมั่นกับการผลิตงานวิจัยพื้นฐานมาโดยตลอด อีกทั้งยังได้รับการันตีด้วยการเป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี 2539, 2543 และ 2546 รวมถึงผลงานวิจัยของท่านยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานวิจัยดีเด่น สกว. ประจำปี 2548 ว่าตลอดระยะเวลาของการอุทิศตัวเพื่อการวิจัยพื้นฐานและสร้างเครือข่ายนักวิจัยของท่านนั้นเป็นอย่างไร

"งานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มันไม่ใช่งานของผมคนเดียว แต่เป็นงานของลูกศิษย์ที่รักการวิจัย"

  

งานวิจัยพื้นฐาน (basic research) มีความสำคัญต่อการพัฒนาสู่การนำไปใช้ประโยชน์จริงอย่างไรบ้างคะ

งานวิจัยพื้นฐานเป็นการเปิดโอกาสให้เราเข้าใจปัญหาและหาทางป้องกันได้ด้วยตัวของเราเองตัวอย่างเช่น ปัญหาโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ถ้าเรามีโอกาสได้ศึกษาลักษณะและกลไกของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้เลือดออก จนอาจนำไปสู่การผลิตวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้เองแล้ว นอกจากจะแก้ปัญหาทางด้านสาธารณสุขแล้ว ยังเป็นการสร้างบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถมองเห็นปัญหาและวิธีแก้ด้วยตัวเราเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของการวิจัยขั้นพื้นฐาน และรอพึ่งงานวิจัยสำเร็จรูปจากต่างชาติซึ่งทั้งแพงและเขาไม่เห็นเป็นเรื่องเร่งด่วน เราจะลำบากเพราะเราประสบปัญหาการระบาดของโรคทุกปี

ฉะนั้นผมถึงเห็นว่าการวิจัยพื้นฐานเป็นฐานรากที่สำคัญ เพราะการที่เรามีการวิจัยที่ดี พื้นฐานการศึกษาของเราก็จะดีขึ้น ส่วนหนึ่งของการศึกษาที่สำคัญก็คือ บัณฑิตศึกษาจะมีเครือข่ายความรู้และใช้เครือข่ายความรู้นี้ต่อยอดงานวิจัยพื้นฐานอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น โรคไข้หวัดนก วัณโรค เป็นต้น เพราะฉะนั้นการวิจัยพื้นฐานนี้สำคัญ ส่วนหนึ่งก็คือ สกว. ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างถูกต้องคือ เน้นการสร้างคนเป็นหลักอยู่แล้ว

"ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของการวิจัยขั้นพื้นฐาน และรอพึ่งงานวิจัยสำเร็จรูปจากต่างชาติซึ่งทั้งแพงและเขาไม่เห็นเป็นเรื่องเร่งด่วน เราจะลำบากเพราะเราประสบปัญหาการระบาดของโรคทุกปี"

การสร้างเครือข่ายนักวิจัยของอาจารย์เป็นอย่างไรคะ

เครือข่ายเป็นกลุ่มนักวิจัยและห้องปฏิบัติการที่ช่วยกันทำวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ในเรื่องโรคไข้เลือดออก เครือข่ายประกอบด้วยมหาวิทยาลัยในส่วนกลางร่วมมือกับส่วนภูมิภาค และมีศูนย์ดูแลและศึกษาคนไข้ไข้เลือดออก ณ โรงพยาบาลขอนแก่นและสงขลา ซึ่งครอบคลุมการศึกษาตั้งแต่คนไข้ไปจนถึงกลไกที่ทำให้เกิดโรค พัฒนาการสร้างวัคซีนต้นแบบไข้เลือดออก การประยุกต์และพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครือข่ายการทำงานครอบคลุมค่อนข้างมาก เครือข่ายอีกชุดที่สร้างขึ้นเป็นเครือข่ายที่อยู่ในต่างประเทศ คือ เราได้นำกลุ่มนักวิจัยไทยไปทำงานในห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่ดีส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford University) ในประเทศอังกฤษ, Pasteur Institute ในฝรั่งเศส, มหาวิทยาลัยไมส์ (Mainz University) ในเยอรมนี เป็นต้น

หลักการทำงานเป็นเครือข่ายของผมคือ เราจะเสนอโครงการวิจัยของเราไปที่สถาบันนั้น ๆ ในต่างประเทศ และถ้าสถาบันนั้น ๆ ยอมที่จะให้สิทธิร่วมทางทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property right)กับเรา เราก็จะนำโครงการวิจัยของเราไปทำวิจัยที่นั่น อย่างเช่น ทางมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดซึ่งยังไม่เคยมีการวิจัยโรคไข้เลือดออกมาก่อน เราก็นำนักวิจัยไทยไปเริ่มโครงการวิจัยไข้เลือดออกที่นั่น ทำให้เราสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีราคาแพง ซึ่งการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีราคาแพง ณ ขณะนี้อาจจะยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนในประเทศไทย ข้อดีของการทำวิจัยในลักษณะนี้คือ เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเงินทุนของประเทศไทยกับต่างประเทศ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เราได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่เขาก็ได้สิทธิร่วมทางทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ซึ่งเป็นการร่วมทุนของทั้ง 2 ฝ่าย เครือข่ายในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก ทำให้เราสามารถสร้างนักวิจัยได้อย่างรวดเร็ว และกล้าที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีราคาแพง ในขณะที่การลงทุนลักษณะนี้อาจจะยังไม่คุ้มค่าสำหรับประเทศไทย

อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ "งานวิจัยโรคไข้เลือดออกสู่การพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่" ที่ได้รับรางวัลเป็นหนึ่งในงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปีนี้บ้างคะ


งานวิจัยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นงานวิจัยเด่นของ สกว. มีอยู่ 3 ชุดใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ

งานวิจัยชุดแรก ส่วนใหญ่ทำโดยทีมของอาจารย์ น.พ.นพพร สิทธิสมบัติ จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยทุนวิจัยของ สกว. อาจารย์นพพร สามารถที่จะ "clone" ยีนของไวรัสไข้เลือดออกทั้งหมดลงในระบบแบคทีเรีย ทำให้เราสามารถเพิ่มยีนดังกล่าวอย่างรวดเร็วในแบคทีเรีย เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้อาจารย์นพพร สามารถที่จะแปลงยีนและสร้างไวรัสที่มีคุณสมบัติคล้ายวัคซีน ทำให้สามารถสร้างไวรัสวัคซีนต้นแบบอย่างรวดเร็ว งานวิจัยชุดนี้นอกจากเป็นการสร้างวัคซีนต้นแบบจำนวนมากแล้ว ยังเป็นโอกาสที่นักวิทยาศาสตร์ไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับสรีรวิทยาโมเลกุลของไวรัสไข้เลือดออก เป็นงานวิจัยพื้นฐานที่จะช่วยสนับสนุนการผลิดวัคซีนต้นแบบได้

งานวิจัยชุดที่สอง เป็นงานซึ่งทีมวิจัยศึกษาผู้ป่วยโดยนำเลือดในผู้ป่วยมาทำการวิจัย จนกระทั่งทำให้เราเข้าใจถึงกลไกหนึ่งที่สำคัญ ที่เป็นต้นเหตุของไข้เลือดออก เชื้อโรคไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ (serotype) คือ สายพันธุ์ ที่ 1, 2, 3 และ 4 เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยไข้เลือดออกมักเป็นเด็กที่ติดเชื้อไวรัสต่างสายพันธุ์เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่เหมือนกับการติดเชื้อครั้งแรก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในแต่ละปีมีผู้ได้รับเชื้อไวรัสจากยุงลายมากมายเป็นล้าน แต่กลับพบว่ามีผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกเฉลี่ยเพียงปีละหนึ่งแสนคนเท่านั้น นั่นแสดงว่าร่างกายมนุษย์อาจมีกลไกบางอย่างที่เป็นตัวกำหนดให้เด็กบางคนได้รับเชื้อไวรัสแล้วเป็นไข้เลือดออกหรือไม่เป็นไข้เลือดออก ซึ่งจากการศึกษาด้านชีววิทยาพื้นฐานของโรคไข้เลือดออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมวิจัยค้นพบไขกลไกที่สำคัญอีกกลไกหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการเกิดไข้เลือดออกได้สำเร็จ โดยพบว่า "เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก" ซึ่งผลการค้นพบครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ซึ่งเป็นวารสารที่มี impact factor สูง การค้นพบดังกล่าวไม่เพียงสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ทำให้เข้าใจถึงกลไกการเกิดไข้เลือดออกมากขึ้น ทีมวิจัยยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการนำเลือดของผู้ป่วยมาตรวจดูชนิดของเซลล์ภูมิคุ้มกันและชนิดของไวรัสซึ่งผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อน สามารถใช้พยากรณ์ความรุนแรงของโรค และการตรวจสอบประสิทธิภาพของวัคซีนโรคไข้เลือดออกในอนาคตได้อีกด้วย ผมมั่นใจว่างานวิจัยในลักษณะนี้ไม่มีที่อื่นทำวิจัยได้นอกจากในประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัยหลายประการ ตั้งแต่ผู้ป่วย เทคโนโลยี บุคลากร จนถึงกองทุนที่ให้การสนับสนุนการวิจัยเรื่องนี้อย่างเต็มที่และเป็นระบบ รวมถึงเราโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานเป็นเครือข่าย งานวิจัยชุดนี้ถึงประสบผลสำเร็จ

ส่วนงานวิจัยชุดที่สาม เป็นงานวิจัยซึ่งมาจากฐานข้อมูลคนไข้ ฐานเดียวกับงานวิจัยชุดแรก งานวิจัยชุดนี้คือ "วิธีการตรวจวัดระดับโปรตีนเอ็นเอส-1 ซึ่งสร้างโดยไวรัสไข้เลือดออก และถูกปล่อยมาให้กระแสเลือด" โดยจะสามารถตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในระดับสูงในช่วงที่เด็กยังมีไข้สูง สามารถนำไปพัฒนาใช้ในการวินิจฉัยว่าเด็กเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ได้ทันเวลา ไม่เสี่ยงต่อภาวะช็อก เพราะเราพบว่าเมื่อเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกายของคน นอกจากไวรัสจะสร้างตัวเองขึ้นมาแล้ว ไวรัสยังผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาในกระแสเลือดด้วย ซึ่งเราสามารถใช้เทคโนโลยีตรวจโปรตีนชนิดนี้ได้ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ทางทีมวิจัยกำลังพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้กลายเป็นชุดทดสอบที่สามารถนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในเวลาอันสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยได้ต่อไป ผมมีความภูมิใจอย่างหนึ่งว่างานวิจัยและพัฒนาของเรา หากสามารถผลิตเป็นชุดทดสอบที่มีความแม่นยำ ผมถือว่านี่คือความสำเร็จของการทำงานวิจัยพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่างานวิจัยพื้นฐานกับงานวิจัยเพื่อการประยุกต์ใช้จะต้องไปด้วยกัน เราต้องมีพื้นฐานงานวิจัยที่ดีก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้จริง

โอกาสที่งานวิจัยพื้นฐานของประเทศไทยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติได้จริงควรมีการจัดการอย่างไรบ้างคะ

มุม ๆ นี้ ผมคิดว่าเรากำลังพูดถึงชุดความรู้ซึ่งต่อยอดจากผลที่ได้จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งความรู้นี้ต้องการนักวิทยาศาสตร์อีกชุดหนึ่งที่นอกจากเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วยังต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและเป็นนักการตลาด (marketing) ที่จะมองออกว่างานวิจัยชิ้นนี้จะลงทุนอย่างไร จะขายได้อย่างไร? จะขายให้ใคร? ต้องมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (packaging) อย่างไร? ขณะเดียวกันจะต้องเชื่อมโยงกับองค์การอนามัยโลกว่าจะขายอย่างไร? ขายให้ประเทศใดบ้าง? ประเด็นนี้ผมคิดว่าในเมืองไทยยังมีน้อยคนนักที่ชำนาญในเรื่องนี้ ไม่เหมือนประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา หรืออังกฤษ การที่ประเทศไทย จะทำงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับสูงสู่การใช้ประโยชน์ในระดับโลกได้นั้น ประเทศไทยจะต้องเข้าใจและสนับสนุนปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยทุกระดับตั้งแต่ระดับพื้นฐานเพื่อให้นักวิจัยสามารถทำงานวิจัยแบบกัดติด เหมือนกับที่ สกว. ให้รางวัลงานวิจัยเด่นนี้ ทั้งหมดมาจากความมุ่งมั่นทำวิจัยในเรื่องเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เรามีเครือข่ายงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เวลาที่จะต้องไปเจรจาสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ นักวิทยาศาสตร์คนไทยควรต้องอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับเขา จะได้ไม่เสียเปรียบ

ผลงานที่ผ่านมา ชิ้นใดที่อาจารย์รู้สึกภูมิใจมากที่สุดคะ

ที่ภูมิใจมากที่สุดคือ ลูกศิษย์ ผมมีลูกศิษย์เป็นกลุ่มที่จบระดับปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ และยังกลับมาใช้ชีวิตเป็นนักวิจัยอาชีพ ทำวิจัยในปัญหาของประเทศและเปิดมุมวิจัยใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ แต่ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มวิจัยเดิม ทำให้เราสามารถสร้าง critical mass ของกลุ่มวิจัย ทำให้เราสามารถสร้างงานวิจัยในแนวหน้า ผลักดันให้ประเทศไทยสามารถสร้างงานวิจัยไข้เลือดออกเป็นรูปธรรมแข่งขันได้กับนานาชาติได้ เพราะความฝันของผมก็คือ การสร้างนักวิจัยอาชีพที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขและความสำเร็จจากการทำวิจัย

มูลเหตุจูงใจให้อาจารย์หันมาทำวิจัยโรคไข้เลือดออกแบบเต็มตัวคืออะไรคะ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ประการแรก ผมชอบวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่าผมจะเรียนแพทย์ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รับทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ทุนนี้ได้ให้โอกาสได้เรียนทั้งศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาคนไข้ (clinical science) และศาสตร์ด้านการวิจัยพื้นฐาน (basic science) เป็นการเปิดโอกาสให้ผมได้มองเห็นภาพใหญ่ โดยไม่ยึดติดกับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ประการที่สอง อาจเป็นเพราะความบังเอิญของชีวิตก็ได้ ที่ผมมีโอกาสได้ศึกษาระบบภูมิคุ้มกันระบบหนึ่งคือระบบ complement ที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมและเป็นส่วนหนึ่งของปฎิกริยาที่ทำให้เกิดการอักเสบ (inflammation) เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสรู้จักอาจารย์แพทย์หญิง สุจิตรา นิมมานนิตย์ ผู้ซึ่งค้นพบหลักการจำแนกความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกและได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ท่านเห็นว่าระบบการอักเสบที่ผมศึกษาน่าจะเป็นกลไกหนึ่งของโรคไข้เลือดออก และแนะนำให้ผมลองหันมาศึกษาเรื่องโรคไข้เลือดออกอย่างจริงจัง ขณะนั้นผมเป็นหมอโรคไต ยังไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนทิศมาทำเรื่องไข้เลือดออกดีหรือไม่

ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถมาเริ่มต้นศึกษาเรื่องโรคไข้เลือดออก อาจารย์ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตด้วยวิธีการใดคะ

ผมใช้วิธีสมมุติว่าถ้าเรายังไม่รู้เรื่องโรคไข้เลือดออก รู้แต่เพียงว่าวิทยาศาสตร์น่าจะนำมาแก้ปัญหาได้ เราควรจะทำอะไร?…ผมโชคดีที่มีกัลยาณมิตรนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ความสามารถอยู่ 2 ท่าน ท่านแรกคือ Prof. Michel Kazatchkine ชาวฝรั่งเศส ส่วนอีกท่านคือ ศ.ดร.สุจริต บุณยรัตพันธุ์ (Sucharit Bhakdi) ผมได้ขอให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองมาช่วยผม review ประเด็นทางวิทยาศาสตร์ โดยถามว่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ได้หรือไม่ แล้วถ้าได้ควรจะทำอย่างไร ผมส่งเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับไข้เลือดออกไปให้ทั้งสองท่านอ่าน และได้เชิญปรมาจารย์ไข้เลือดออกชาวไทยประชุมร่วมกันกับเพื่อนทั้งสองในกรุงเทพฯ ผมให้เพื่อนซึ่งไม่เคยทำงานวิจัยไข้เลือดออกมาก่อน เสนอมุมมองของเขาว่าเราควรวิจัยอะไรและมีจุดไหนในโรคไข้เลือดออกที่ยังขาดความรู้อยู่ และความรู้นั้นเป็นจุดสำคัญจะทำให้เราเข้าใจพยาธิวิทยาของโรคและเป็นจุดได้เปรียบที่นักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถทำได้ หลังจากนั้นผมได้สรุปประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่เราจะต้องตอบคำถามให้ได้จำนวน 2 หน้า ข้อสรุปนั้นเป็นเหมือนแผนที่ที่นำทางการวิจัย ให้ความมั่นใจกับทีมงานว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง

"วิทยาศาสตร์คือ การแบ่งปัน (share) ความรู้ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ในการทำงานร่วมกัน ท่านประกาศเลยว่าท่านไม่เคยมีความลับทางวิทยาศาสตร์ หน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์คือ สอนคนและช่วยคนอยู่ตลอดเวลา"

  

ยังมีปัจจัยอีก 2 ประการที่จะผลักดันให้งานวิจัยบรรลุเป้าหมายได้คือ การมีกัลยาณมิตรผู้มีความเป็นเลิศทางวิชาการและรักงานวิจัย มาช่วยทำให้งานลุล่วงประการหนึ่ง นอกจากนี้ การได้รับความสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากองค์กรที่ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย อันได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มอบทุนวิจัยระยะยาวให้ผมสร้างเครือข่ายงานวิจัย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ (BIOTEC) และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ร่วมสร้างหน่วยเทคโนโลยีชีวภาพการแพทย์ (Medical Biotechnology Unit) ตลอดจนโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกันและบำบัดโรคเขตร้อน (T-2) ที่ให้ทุนศึกษากลุ่มผู้ป่วยไข้เลือดออกเพื่อการวิจัย

ด้วยปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมานี้จึงทำให้ผมสามารถทำวิจัยได้ก้าวหน้าไปถึงระดับที่สามารถสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถไปร่วมทำงานวิจัยในลักษณะเครือข่ายกับนักวิจัยภายในและต่างประเทศอย่างได้ผล ผมโชคดีเป็นลูกศิษย์และทำงานร่วมกับปรมาจารย์ทางวิทยาภูมิคุ้มกันของอังกฤษคือ Prof.John H. Humphrey ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถและมีเมตตาสูง ท่านผู้นี้เคยให้ข้อคิดไว้ว่าวิทยาศาสตร์คือ การแบ่งปัน (share) ความรู้ ทำให้เกิดความรู้ใหม่โดยการทำงานร่วมกัน ท่านประกาศเลยว่าท่านไม่เคยมีความลับทางวิทยาศาสตร์ หน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์คือ สอนคนและช่วยคนอยู่ตลอดเวลา การที่ผมเลือกเส้นทางมาทางด้านวิทยาศาสตร์ จนทำให้ผมสามารถสร้างเครือข่ายวิจัยได้มาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากแนะนำและตัวอย่างจาก Prof.John H. Humphrey วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เป็นของ ๆ ใครคนเดียว แต่มันมีความหลากหลาย ความสนุกในตัวเองที่จะทำให้ชีวิตดูมีคุณค่า ไม่ซ้ำซาก แต่ผมคิดว่าถ้าเมื่อใดเราเห็นแก่ตัว เราทำงานคนเดียว…ไปไม่รอด

ความสำเร็จของเครือข่ายนักวิจัยแบบยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากปัจจัยใดบ้างคะ

คือบรรยากาศจะต้องสนับสนุนให้คนอยากเกาะกลุ่มกัน ทำงานวิจัยร่วมกัน มีความโปร่งใสยุติธรรมและมีคุณภาพ การที่ได้รับการสนับสนุนทุนอย่างพอเพียงและมีเสถียรภาพ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ โดยเฉพาะจาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ศ.นพ. ธาดา ยิบอินซอย และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ก็คือ การบริหารจัดการและระบบการวิจัย ซึ่งถือเป็นศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งซึ่งผมไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เวลาเราทำงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เราต้องรู้จักวิธีการบริหารจัดการงานวิจัยนั้น ๆ และรู้จักการมองระบบวิจัยให้เชื่อมโยง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะไม่ทราบ เพราะส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการเป็นนักวิจัยล้วนๆ มาก่อน ทำให้ไม่สามารถทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงและติดต่อเป็นระยะยาว ตามความเข้าใจของผม ซึ่งไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่ก็คือ ถ้าเราเข้าใจระบบ และสร้างระบบให้ดี ระบบนั้นจะทำให้องค์ประกอบภายในระบบคงอยู่ เพราะระบบจะเชื่อมระหว่างคนกับคนเข้าไว้ด้วยกัน แต่ถ้าเราไม่เข้าใจระบบ พอคน ๆ หนึ่งออก ระบบก็จะรวน ซึ่งตรงจุดนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมจะทำได้ดีหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ผมทำไม่เก่ง ต้องเรียนรู้จากผู้รู้

รูปแบบการใช้ชีวิตการเป็นนักวิจัยของอาจารย์เป็นอย่างไรคะ

ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงานอยู่ตลอดเวลา มีเพื่อน มีการผลิตผลงานวิจัย และมีลูกศิษย์ งานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มันไม่ใช่งานของผมคนเดียว แต่เป็นงานของเครือข่ายและของลูกศิษย์ที่รักการวิจัย ชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตที่อิสระ ผมโชคดีมากคือ มีกัลยาณมิตรที่เข้าใจและให้ความอุปถัมภ์ในด้านต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผมมีโอกาสทำงานวิจัยได้เต็มที่ ผมว่าชีวิตนักวิจัยรุ่นต่อ ๆ ไป ไม่น่าเป็นชีวิตที่ลำบากมากมายนัก ถ้าเรามีระบบที่จะสนับสนุนนักวิจัยที่ดี ก็จะทำให้วงการวิจัยเป็นวงการที่น่าใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์และเกิดความสุขในการทำงานและเป็นประโยชน์กับประเทศและสังคมโลก

สัมภาษณ์ : ขวัญชนก
ภาพ : พัทธพล

ที่มา ประชาคมวิจัยฉบับที่ 65