logotrf

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และถ่ายทอดสู่ประชาชน ประจำฉบับที่ 72

ปลูกถั่วเหลืองหลังฤดูทำนาเสริมรายได้ เพิ่มผลผลิตข้าว 
 ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร โดย เธียรชัย อารยางกูร และคณะ ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตถั่วเหลืองที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพทางเศรษฐกิจสังคมของเกษตรกรภาคเหนือตอนบน คือ สามารถผลิตถั่วเหลืองได้ดีในต้นทุนที่ต่ำลงและเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองในระดับหนึ่งจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองทดแทนการซื้อหรือขอรับจากหน่วยราชการ โดยเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ อ.วังเหนือ และ อ.งาว จ. ลำปาง หลังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการฝึกอบรมแล้ว มีต้นทุนการผลิตต่ำลงได้ 0.23 -1.22 บาท ต่อกิโลกรัมผลผลิต อนึ่งถั่วเหลืองเป็นพืชไร่เศรษฐกิจของเกษตรกรทั้งที่ปลูกเป็นพืชหลักตลอดฤดูฝนและฤดูแล้ง และที่ปลูกเป็นรายได้เสริมเฉพาะในฤดูแล้งหลังสิ้นสุดการทำนาปีเนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาแล้วนั้น พืชตระกูลถั่วยังช่วยฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินได้อีกทางหนึ่ง ผลในทางอ้อมของการปลูกถั่วจึงสามารถเสริมผลผลิตให้กับข้าวได้ โดยจากผลงานวิจัยนี้พบว่า เมื่อใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำของโครงการฯ จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 943 - 1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเพาะปลูกเดิมของเกษตรกร 

คำแนะนำวิธีการเพาะปลูกถั่วเหลืองในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำคือ การคลุกเมล็ดด้วยเชื้อไรโซเบียม แล้วหว่านเมล็ดในอัตราไม่เกิน 15 กิโลกกรัมต่อไร่ พร้อมการหว่านปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) อัตราหรือ 10 -20 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วคลุมพื้นที่ปลูกด้วยฟางข้าวเพื่อควบคุมวัชพืช หรือใช้หินฟอสเฟต ( 0-3-0) ในนาข้าวอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในช่วงการทำนาก่อนการปลูกถั่วแทนการใช้ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟตดังกล่าวก็จะช่วยประหยัดได้มาก

 

 

เมล็ดพันธุ์หญ้า ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรภาคอีสาน 
Dr. Michael Hare และคณะจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้นำองค์ความรู้การผลิตแปลงหญ้าอาหารสัตว์และการผลิตเมล็ดพันธุ์มาส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ จ. อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ศรีสะเกษ มีเกษตรกรลงนามร่วมการผลิตในลักษณะ contract farming แล้ว 1,300 ราย พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ /ปี หรือประมาณ 30,000 บาท ต่อครัวเรือน ซึ่งดีกว่าการเพาะปลูกมันสำปะหลังที่เป็นอาชีพเดิม

 

ผัก GAP ผักคุณภาพมาตรฐานเพื่อการส่งออก 
 รศ.ดร. ชัชรี นฤทุม และคณะ ได้ศึกษารูปแบบและกระบวนการพัฒนาอาชีพการปลูกผักคุณภาพสูงตามมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practices) และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการรับและปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่ ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 40 ราย เกิดการรวมกลุ่มและ มีรายได้จากการเพาะปลูกผักเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,000 บาท / ไร่ / เดือน และทางบริษัทกำแพงแสนคอมเมอร์เชียล จำกัด ได้ลงนามทำสัญญาชื้อขายผลผลิตกับกลุ่มเกษตรกรในลักษณะ contract farming เพื่อนำผลผลิตไปส่งจำหน่ายต่างประเทศ

 

ศูนย์เรียนรู้สำหรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปูม้าในบ่อดินและในที่ตื้นบริเวณชายฝั่งสู่ชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดกระบี่และพังงา 
 การใช้ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของชาวประมงที่เกินกำลังธรรมชาติจะผลิตทดแทนได้ ทำให้ทรัพยากรที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้สำคัญของชาวประมงลดลงอย่างมาก ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรสัตว์น้ำและพื้นที่ทำการประมง โดยเฉพาะปูม้า ปัจจุบันปูม้าที่จับจากทะเลมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ดังนั้นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดนี้จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยเพิ่มผลผลิตจากทะเลที่ถูกจับขึ้นมาทุกวัน แต่ความรู้หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปูม้ามีน้อยมาก ดังนั้น ผศ.ดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี ได้นำผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยง การผลิตพันธุ์ปูม้า และเทคโนโลยีการผลิตปูม้าในคอก ลงทดสอบในพื้นที่จริงบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี และตรัง เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งโครงการวิจัยดังกล่าวนักวิจัยจะเข้าไปรับรู้ปัญหาและร่วมคิดร่วมทำกับชุมชน ทำให้การเลี้ยงปูม้าในคอกสามารถเพิ่มรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้านจากที่เคยขายปูขนาดเล็กได้ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท เป็นกิโลกรัมละ 100-120 บาท 

ผลจากการดำเนินงานวิจัยในพื้นที่อ่าวปัตตานี และเกาะลิบง จ.ตรัง กอปรกับความรู้และเทคโนโลยีที่ได้สั่งสมมา ทำให้สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ร่วมมือกับ สกว. พัฒนาศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปูม้าในบ่อดินและในที่ตื้นบริเวณชายฝั่งสู่ชุมชนต่างๆ โดยเริ่มที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา ซึ่งได้ลงนามความร่วมมือไปเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2549 โดย สกว. จะสนับสนุนด้านการพัฒนาโจทย์วิจัย บุคลากรด้านการวิจัย และงบประมาณในการวิจัย และ PDA จะเป็นผู้ร่วมพัฒนาโจทย์วิจัย สนับสนุนและอำนวยความสะดวกด้านบุคลากร สถานที่ และงบประมาณในกระบวนการพัฒนาบุคลากรเพื่อการวิจัยระดับต่างๆ งบประมาณในการวิจัย การอบรม และงบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ บ่อ และคอกสาธิต

 

 

ระบบจัดการองค์ความรู้ที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง พัฒนาบนโครงสร้างเว็บเซอร์วิสแบบอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน 
 ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายบนเว็บไซต์ GotoKnow.org คือ KnowledgeVolution ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์แบบ open-source ที่มุ่งสนับสนุนการจัดการความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและพัฒนาต่อเนื่องได้ทั้งภายในประเทศไทยและภายนอกประเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ทั่วประเทศไทย โดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ต่างแสดงความสนใจที่จะนำ KnowledgeVolution ไปใช้งานภายในองค์กรเหล่านั้น 

นอกจากนี้ได้มีการผลิตซอฟต์แวร์อีกสองชิ้น ได้แก่ PlanetMatter และ FeedSpring เพื่อใช้งานในการจัดการความรู้ขององค์กร ซึ่งซอฟต์แวร์ทั้งสองชิ้นนี้ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในต่างประเทศ และในระหว่างการพัฒนาซอฟต์แวร์ดังกล่าว พบว่ายังมีซอฟต์แวร์อีกมากทั้งซอฟต์แวร์พื้นฐานและซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการจัดการความรู้ โดยเฉพาะสำหรับสังคมแบบกระจายและองค์กรที่มีโครงสร้างการบริหารแบบอ่อนตัว ได้แก่ องค์กรเพื่อสังคมต่างๆ เป็นต้น

 

 

 เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์จาก “แพะเมืองผี” 
โครงการ \"ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์สำหรับเยาวชน\" (LESA) โดยมีนาวาอากาศเอกฐากูร เกิดแก้ว เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้ดำเนินงานในการพัฒนาเนื้อหาความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ พร้อมทั้งการพัฒนาสื่อ และกิจกรรมเรียนรู้ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ในประเด็นเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหา และสื่อกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 

ผลจากการดำเนินงานและแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโครงการวิจัยดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ \"ค่ายเรียนรู้วิทยาศาสตร์\" ณ วนอุทยานแพะเมืองผี อ. เมือง จ. แพร่ โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 1 ร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนอนุบาลแพร่ เพื่อให้การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ ซึ่งดูเหมือนจะไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว สำหรับนักเรียนเชื่อมโยงกับสภาพชีวิตจริงได้มากที่สุด อาทิเช่น การเรียนเรื่องธรณีวิทยาจากแพะเมืองผี เป็นต้น อีกทั้งแนวทางการจัดกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของครูในรูปแบบเดิม ให้สามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้เรียน และผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่ง คือ เกิดสำนึก และตระหนักในคุณค่าร่วมกันในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปในตัว

 

 

ขยายผลจาก “ปริทัศน์หนังสือดีวิทยาศาสตร์ 88 เล่ม” สู่โครงการ : 100 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์ (พ.ศ.2537-2548) 
จากโครงการเรื่อง \"ปริทัศน์หนังสือดีวิทยาศาสตร์ 88 เล่ม\"โดยมี รศ.ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล และผู้ร่วมวิจัย ซึ่งได้ใช้กระบวนการวิจัยในการค้นหา คัดเลือก วิเคราะห์ และวิจารณ์ จนได้หนังสือที่แสดงถึงภูมิปัญญาเชิงวิทยาศาสตร์ของคนไทย มาประมวลขึ้นเป็นเล่มเพื่อแนะนำหนังสือที่มีคุณค่าควรแก่การอ่านให้กับสังคมได้รับทราบไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ที่ผ่านมาแล้วนั้น ต่อมาได้มีหลายหน่วยงานอาทิเช่น มูลนิธิดำรงลัทธพิพัฒน์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และโครงการจัดพิมพ์คบไฟ ได้เล็งเห็นถึงคุณค่าและประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว ได้ให้การสนับสนุนในการจัดทำโครงการ : 100 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์ (พ.ศ. 2537-2548) โดยมี รศ.ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องกับโครงการวิจัยหนังสือดีวิทยาศาสตร์ 88 เล่ม ซึ่งเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์จากสมัยยุคกรุงสุโขทัยถึงปลายปี 2536 โดยโครงการใหม่ที่ต่อยอดจากโครงการเดิมได้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมหนังสือแสดงภูมิปัญญาผู้เขียนเชิงวิทยาศาสตร์ ตีพิมพ์เป็นเล่มระหว่าง พ.ศ. 2537-2548 ให้สมบูรณ์ที่สุด และคัดเลือกเพื่อประกาศยกย่องเป็นหนังสือดีวิทยาศาสตร์จำนวน 100 เล่ม

 

อบต.เขาคอกตั้งงบหนุนชาวบ้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
 ในอดีตป่าชุมชนละหอกกระสัง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,700 ไร่ในเขตตำบลเขาคอก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่ต่อมาได้ถูกบุกรุกทำลายป่าอย่างรุนแรง ทั้งจากการสัมปทานตัดไม้ เผาถ่าน และการขยายพื้นที่ทำกินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลงและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งเคยพึ่งพิงและใช้ประโยชน์จากป่ามาโดยตลอด ชาวบ้านในพื้นที่จึงมีแนวคิดที่จะร่วมกันฟื้นฟูป่า โดยการก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชนละหอกกระสังขึ้น และต่อมาได้ร่วมกับชุมชนโดยรอบพื้นที่ป่าทำการวิจัย เรื่อง \"กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชนป่าละหอกกระสัง\" โดยใช้ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความตระหนักรู้และสำนึกร่วมถึงคุณค่าของป่า เพื่อที่ร่วมกันอนุรักษ์และรักษาป่าให้สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างยั่งยืนต่อไป 

ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการวิจัยไปได้ระยะหนึ่ง หัวหน้าโครงการซึ่งเป็นสมาชิกอบต.เขาคอกได้นำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นให้ที่ประชุมอบต.รับทราบ เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของป่ากับวิถีของคนในชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจของผลผลิตจากป่าที่สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่าย (ทั้งด้านการบริโภคและการจำหน่าย) ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างมาก กระทั่งที่ประชุมเห็นความสำคัญจึงได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน จำนวน 50,000 บาท โดยที่ผ่านมาอบต.เขาคอกไม่เคยตั้งงบประมาณสำหรับการทำกิจกรรมในด้านนี้เลย

 

 

กรมส่งเสริมการเกษตรนำระบบท้องทุ่งไทย 2.0 ใช้เพื่อการวางแผนพัฒนาอาชีพในพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ 
 ระบบท้องทุ่งไทย 2.0 เป็นระบบสนับสนุนการผลิตพืชระดับตำบล ซึ่ง รศ. ดร อรรถชัย จินตะเวช สังกัดศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานร่วมกับชุมชนตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในการทดสอบการใช้งานระบบฐานข้อมูลระดับครัวเรือน หมู่บ้าน และตำบล เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแสดงผลสรุปให้เห็นภาพรวมของหมู่บ้านและตำบลได้ ปัจจุบันระบบฐานข้อมูลจนสามารถใช้งานอย่างเชื่อมโยงกับแบบจำลองการผลิตพืชได้หลายชนิด สามารถใช้วิเคราะห์ข้อมูลระดับครัวเรือนและประมวลผลที่แสดงภาพรวมของหมู่บ้านและของตำบลได้เป็นอย่างดี มีข้อมูลการผลิตในพื้นที่ซึ่งสามารถใช้งานทางอินเทอร์เน็ตได้ และโครงการได้ตอบสนองความต้องการของชุมชนในการขยายระบบให้สามารถใช้งานในด้านอื่นได้ด้วย เช่น จัดทำแผนชุมชนในการผลิตพืชและสัตว์ในระดับท้องถิ่น หรือทำแผนวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น และได้ขยายผลด้วยการร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรนำระบบท้องทุ่งไทยไปทดสอบในพื้นที่ ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และได้ติดตั้งระบบท้องทุ่งไทยให้แก่สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อศึกษาการใช้งานในระดับจังหวัดด้วย

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย ฉบับที่ : 72