RDG5220054: โครงการ “การวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ในผลไม้ท้องถิ่นที่สำคัญของประเทศไทย”

ThaiFruitsรหัสโครงการ: RDG5220054

โครงการ “การวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ในผลไม้ท้องถิ่นที่สำคัญของประเทศไทย” 

โดย ดร. เฉลิมชัย วงษ์อารี และคณะ  

 

 

บทคัดย่อ

 

 

          การวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในส่วนที่ใช้บริโภคของผลไม้ท้องถิ่นของประเทศไทย 5 ชนิด ได้แก่ ฝรั่ง (พันธุ์ ‘แป้นสีทอง’  ‘กิมจู’ และ ‘ไทยไส้แดง’) ชมพู่ (พันธุ์ ‘ทับทิมจันทร์’  ‘เพชรสายรุ้ง’ และ ‘มะเหมี่ยว’)    ลิ้นจี่ (พันธุ์ ‘ค่อม’  ‘จีน’ และ ‘กะโหลก’)  พุทรา (พันธุ์ ‘นมสด’ จากแหล่งปลูกทางภาคเหนือและภาคกลาง) และลองกอง (จากแหล่งปลูกทางภาคตะวันออกและภาคใต้) โดยใช้เครื่อง HPLC/PDA เปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน พบว่าผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนมากคือ ชมพู่พันธุ์ ‘เพชรสายรุ้ง’ และพุทราพันธุ์ ‘นมสด’ จากแหล่งปลูกในภาคกลางมีปริมาณ 222.68 และ 211.43 µg/100g FW ตามลำดับ  สารไลโคพีนมีเฉพาะในฝรั่งพันธุ์ ‘ไทยไส้แดง’ (8.26 µg/100g FW) และชมพู่พันธุ์ ‘มะเหมี่ยว’ (1.36 µg/100g FW) เท่านั้น   ในขณะที่ผลฝรั่งและลิ้นจี่เท่านั้นที่ตรวจพบสารอัลฟาเทอโคฟลอรอล   และมีเพียงเนื้อชมพู่ทั้ง 3 พันธุ์เท่านั้นที่มีการสะสมสารสีแอนโทไซยานินโดยอยู่ในช่วง 4 – 95 µg/100g FW   อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเปลือกลิ้นจี่พบแอนโทไซยานินสะสมอยู่จำนวนมาก     นอกจากนี้ในเนื้อชมพู่พันธุ์ ‘มะเหมี่ยว’ มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในเนื้อมากที่สุด (8.02 µg/g FW) รองลงมาเป็นเนื้อลิ้นจี่พันธุ์ ‘ค่อม’ และ ‘จีน’  และพุทราพันธุ์ ‘นมสด’       ในขณะที่ฝรั่งทั้ง 3 สายพันธุ์คือ ‘ไทยไส้แดง’ ‘กิมจู’  และ ‘แป้นสีทอง’ มีปริมาณใยอาหารมากเท่ากับ 3.84, 3.32 และ 3.25 g/100g FW ตามลำดับ    จากการวิเคราะห์ในงานวิจัยนี้พบว่าเนื้อลองกองนั้นตรวจพบเฉพาะสารฟลาโวนอยด์และใยอาหารเท่านั้น โดยผลไม้ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ต่าง ๆ ในปริมาณมากคือ ชมพู่พันธุ์ ‘มะเหมี่ยว’ และฝรั่งพันธุ์ ‘ไทยไส้แดง’   ส่วนการเปรียบเทียบด้านความแตกต่างของแหล่งปลูกพบว่า  ผลพุทราพันธุ์ ‘นมสด’ จากแหล่งปลูกในภาคกลางมีปริมาณสารเบต้าแคโรทีนมากกว่าแต่ใยอาหารน้อยกว่าผลพุทราที่ปลูกทางภาคเหนืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

 

คำสำคัญ: สารออกฤทธิ์, ผลไม้ท้องถิ่น, ผลไม้ที่มีประโยชน์, การวิเคราะห์ปริมาณ

 

 

 

 

 

 

 

​