logotrf

พัฒนาวัคซีนต้นทุนต่ำสำหรับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงปลานิล

พัฒนาวัคซีนต้นทุนต่ำสำหรับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงปลานิล 
นักศึกษา คปก. : น.ส.หทัยรัตน์ ไม้สัก 
อาจารย์ที่ปรึกษา : รศ.ดร.เจนนุช ว่องธวัชชัย 
ภาคเอกชนร่วมสนับสนุน : บริษัท โกรเบสท์ มารีน จำกัด 


การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตปลานิลให้ประสบผลสำเร็จ ต้องสามารถควบคุมโรคและลดการใช้ยาต้านจุลชีพที่อาจตกค้างในผลิตภัณฑ์และมีผลต่อผู้บริโภค ผู้วิจัยโดย รศ.ดร. เจนนุช ว่องธวัชชัย แห่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และน.ส. หทัยรัตน์ ไม้สัก นักศึกษาในโครงการ คปก.-อุตสาหกรรม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกันพัฒนาวัคซีนสำหรับควบคุมโรคสเตรปโตคอคโคซิสขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตปลานิลของประเทศไทย ให้มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอทั้งต่อการบริโภคของประชากรภายในประเทศ ตลอดจนสร้างศักยภาพการส่งออกปลานิลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลโดยไม่ถูกกีดกันทางการค้าในด้านยาสัตว์ตกค้างในเนื้อปลา


ปลานิลเป็นผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สร้างมูลค่าสูงสุดในกลุ่มสัตว์น้ำจืด เป็นอาหารโปรตีนสำหรับประชากรไทยและส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ โดยปริมาณการผลิตปลานิลของประเทศไทย ใน ปี พ.ศ. 2553 มีปริมาณ 200,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 7,900 ล้านบาท (กรมประมง, 2553) จากการเพิ่มผลผลิตปลานิลโดยการเลี้ยงอย่างหนาแน่นเป็นสาเหตุให้สิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยงมีของเสียสะสมมากและเกิดข้อจำกัดต่อการควบคุมหรือป้องกันโรค จึงนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรค โดยโรคติดเชื้อที่ก่อความสูญเสียในการเลี้ยงปลานิลของประเทศไทยมากที่สุด คือ โรคสเตรปโตคอคโคซิส จากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus agalactiae เกษตรกรมักใช้ยาต้านจุลชีพในระหว่างการเลี้ยงเพื่อลดปัญหาการเกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียในฟาร์ม ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและอาจทำให้เกิดการตกค้างของยาต้านจุลชีพในเนื้อปลาและในบ่อเลี้ยงหรือผลกระทบอื่นๆ ต่อสุขภาพของคน นอกจากนี้ปลาที่แสดงอาการป่วยแล้วมักจะไม่กินอาหาร จึงทำให้การรักษาโรคด้วยการให้ยาผสมอาหาร ไม่ได้ผลและอาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ 

การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตปลานิลให้ประสบผลสำเร็จต้องสามารถควบคุมโรคและลดการใช้ยาต้านจุลชีพที่อาจตกค้างในผลิตภัณฑ์และมีผลต่อผู้บริโภค การควบคุมโรคสเตรปโตคอคโคซิสโดยการใช้วัคซีนเป็นวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและปัจจุบันใช้ในหลายๆ ประเทศ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติในประเทศไทย

 


โรคสเตรปโตคอคโคซิสในปลานิล อัตราการตายสูงถึง 75% ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรคแบบเฉียบพลัน ปลาป่วยมีลักษณะวิการของแบคทีเรียในกระแสโลหิต พบจ้ำเลือดตามอวัยวะต่างๆ ตาขุ่นโปน หรือมีเลือดบริเวณช่องตา พบเชื้อแบคทีเรียชนิด Streptococci เป็นสาเหตุของโรค 

พัฒนาวัคซีนเชื้อตายจากเชื้อ S.agalactiae ที่ก่อโรครุนแรงในปลานิลเพาะเลี้ยง โดยการเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อ S.agalactiae ที่ก่อโรคในเขตพื้นที่การเพาะเลี้ยงทั่วประเทศไทย หลังจากการวิเคราะห์ลักษณะ พันธุกรรมของเชื้อแล้ว (phylogenetic analysis) คัดเลือกเชื้อ S.agalactiae จากแต่ละเขตการเกิดโรค คือภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศไทย พัฒนาเป็นวัคซีนเชื้อตายแบบรวม (trivalent) การทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนที่ผลิต พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยต่อปลาและปลาที่ได้รับวัคซีนมีอัตราการเจริญเติบโตปกติ 

การทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับห้องปฏิบัติการและฟาร์มจากการทดสอบอัตรารอดของปลานิลโดยการฉีดเชื้อทับหลังจากที่ปลานิลได้รับวัคซีนแล้วเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน พบว่าปลาที่ได้รับวัคซีน มีอัตราการรอด (90%) ซึ่งสูงกว่ากลุ่มควบคุม (อัตราการรอด 0-10%) การตรวจระดับแอนติบอดี้จากเซรั่มของปลานิลที่ได้รับวัคซีนซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโรคต่อเชื้อสเตรปโตคอคคัส พบว่าหลังจากปลานิลได้รับวัคซีนเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ มีระดับแอนติบอดี้ป้องกันโรคสเตรปโตคอคโคซิสสูงกว่าปลาปกติที่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 3 เท่า จากการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคสเตรปโตคอคโคซิสจากเชื้อสายพันธุ์ที่ก่อโรคในประเทศไทยเบื้องต้น พบว่าการใช้วัคซีนในปลานิลเพาะเลี้ยง ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของปลานิลและลดการใช้ยาต้านจุลชีพในระหว่างการเลี้ยง

 


การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนาวัคซีนปลาเพื่อใช้ป้องกันโรคเช่นเดียวกับหลักการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยวัคซีนที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถใช้กับปลานิลขนาด 10 กรัม (อายุประมาณ 2.5 เดือน) จนถึง 1.5 กิโลกรัม เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนสเตรปโตคอคโคซิสระดับฟาร์มภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์ประจำฟาร์ม พบว่าลูกปลาที่ได้รับวัคซีน (จำนวนประมาณ 500,000 ตัว) มีอัตราการรอดในการเลี้ยงกระชังถึง 80-87% เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเดียวกันซึ่งมีอัตราการรอด 30-40% และเกษตรกรลดการใช้ยาต้านจุลชีพในระหว่างการเลี้ยงปลาที่ได้รับวัคซีนเนื่องจากปลาไม่แสดงอาการป่วยและมีอัตราการเจริญเติบโตดี

นอกจากนี้การใช้วัคซีนยังมีความคุ้มทางเศรษฐกิจเนื่องจากวัคซีนมีราคาเพียง 50 สตางค์ต่อโดส หรือ 50 สตางค์ ต่อขนาดวัคซีน 0.1 ซีซี ต่อตัวปลาซึ่งราคาดังกล่าวไม่มีผลเพิ่มต้นทุนการผลิต งานวิจัยนี้จึงเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตปลานิลของประเทศไทยให้มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอทั้งต่อการบริโภคของประชากรภายในประเทศและสร้างศักยภาพการส่งออกปลานิลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลโดยไม่ถูกกีดกันทางการค้าในด้านยาสัตว์ตกค้างในเนื้อปลา 

เนื่องจากการเลี้ยงปลานิลสามารถเป็นอาชีพที่ทำได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่มีแหล่งน้ำจืดหรือแหล่งน้ำกร่อย และปลานิลเป็นอาหารโปรตีนที่ให้ผลผลิตรวดเร็ว สามารถทำให้ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก จึงนับว่าอุตสาหกรรมการผลิตปลานิลสามารถจุนเจือเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเลี้ยงปลานิลประสบปัญหาเช่นเดียวกับการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ เพื่อการบริโภค คือ ปัญหาการเกิดโรคระบาดในฟาร์มและในสภาวะการเลี้ยงปลานิลปัจจุบัน พบว่าโรคสเตรปโตคอคโคซิสเป็นโรคระบาดที่ทำความสูญเสียต่อการเลี้ยงปลานิลทุกระบบ ตั้งแต่ระยะพ่อแม่พันธุ์ปลา ไข่ปลา ลูกปลา จนเป็นปลาส่งขาย ซึ่งเมื่อโรคนี้ระบาดอาจทำให้ปลาที่เพาะเลี้ยงตายสูงกว่า 75% ในช่วง 3-7 วัน หลังจากติดเชื้อ ดังนั้นการที่คณะผู้วิจัยพัฒนาและทดสอบจนได้วัคซีนที่มีคุณภาพและไม่มีผลเพิ่มต้นทุนการผลิตเพื่อใช้ในการป้องกันโรคสเตรปโตคอคโคซิสในปลานิลย่อมเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยง ลดการสูญเสียจากอัตราการตายอย่างรุนแรงในบ่อเลี้ยง ลดปริมาณยาสัตว์ตกค้างในเนื้อปลาและสภาพแวดล้อม และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการผลิตปลานิลในประเทศไทยมีความยั่งยืน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สำหรับวัคซีนที่ผลิตได้ ขณะนี้อยู่ในช่วงการทดลองวิจัยของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากการประเมินผลของฟาร์มที่ทำงานวิจัยร่วมกันนี้ พบว่าประสิทธิผลของวัคซีนเป็นที่น่าพอใจทั้งด้านประสิทธิภาพและความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ

 
 
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย ฉบับที่ : 97