คู่มือหลักธรรมาภิบาลของ สกว.

คู่มือหลักธรรมาภิบาลของ สกว.

1. ความเป็นมา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ The Thailand Research Fund (TRF) เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการอยู่ภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ. 2535 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยใช้การวิจัยเป็นกลไกสร้างฐานความรู้สำหรับการแก้ปัญหาให้แก่สังคม

สกว. มีวิสัยทัศน์ที่มุ่ง “เป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศและเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการการวิจัยในเอเชีย สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้และผลงานวิจัยนำไปสู่การสร้างสรรค์ปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ” และมีพันธกิจหลัก 6 ประการ คือ

  1. สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ นโยบาย นวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา
  2. สนับสนุนการสร้าง การพัฒนานักวิจัยและองค์กรวิจัย
  3. สนับสนุนการพัฒนาระบบวิจัยของประเทศ
  4. สนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
  5. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
  6. สนับสนุนการพัฒนารูปแบบ ระบบและวิธีการ การติดตามและประเมินผลงานวิจัย

สกว. มีค่านิยมหลัก 3 ประการที่เรียกว่า “TRF's core values” ซึ่งได้แก่

  • T : Think Globally คิดและมองประโยชน์ในภาพรวม
  • R : Research Management Excellence มีความเป็นเลิศด้านการจัดการงานวิจัย
  • F: Force for Changes เป็นพลังที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

หน้าที่และความรับผิดชอบหลักของ สกว. คือ สร้างคน สร้างองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการสนับสนุนทุนวิจัย และบริหารจัดการงานวิจัย โดย สกว. จะไม่เป็นผู้ทำวิจัยเอง แต่ สกว. จะเน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจร ผ่านเครือข่ายการทำงานที่มีอยู่ทั่วประเทศ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผลักดันให้เกิดการร่วมทุนกับภาคเอกชน หน่วยงานในประเทศ และต่างประเทศ ในการสนับสนุนการวิจัย สนับสนุนการสร้างและพัฒนากำลังคนและนักวิจัยมืออาชีพ และการผลักดันการใช้ประโยชน์จากการวิจัยด้านเกษตร อุตสาหกรรม บริการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาประเทศสู่สังคมที่อาศัยความรู้ในการแก้ปัญหา

จากภาระหน้าที่ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการดำเนินงานของ สกว. มีผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ ที่ สกว. จะต้องร่วมมือด้วย ทั้งนักวิจัย เครือข่าย และผู้ให้การสนับสนุน ฯลฯ อีกทั้งการดำเนินงานก็จะต้องมีทรัพย์สินที่มีมูลค่ามูลค่าสูง ทั้งทรัพย์สินที่จับต้องได้และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก จึงมีความจำเป็นที่ สกว. จะต้องมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งหมายถึงการดำเนินงานที่เป็นการประสานประโยชน์ระหว่าง สกว. กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายอย่างสมดุล เป็นธรรม และคุ้มค่า ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่ สกว. จัดให้มีการดำเนินงานที่

  1. เปิดเผยโปร่งใส (Transparency)
  2. มีภาระรับผิดรับชอบที่ชัดเจนตรวจสอบได้ (Accountability)
  3. เปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม (Participation)
  4. ดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรม (The rule of laws)
  5. ดำเนินการโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ใช้ไป (Value for Money)

สกว. จึงได้จัดให้มีการกลไกการบริหารที่จะช่วยขับเคลื่อนให้การบริหารและการดำเนินงานด้านต่างๆ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่กล่าวมา โดยได้จัดทำคู่มือ “หลักธรรมาภิบาล” ฉบับนี้ขึ้น เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลและเปรียบเสมือนข้อตกลงที่ สกว. มีต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสาธารณชน

ส่วนประกอบสำคัญของคู่มือ “หลักธรรมาภิบาลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” มีดังนี้

  • ส่วนที่ 1 คือความเป็นมาของการจัดทำคู่มือฉบับนี้
  • ส่วนที่ 2 นโยบายธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วย นโยบายต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ และ นโยบายการบริหารจัดการองค์การ เพื่อให้มีกลไกและกระบวนการด้านต่างๆ ที่ช่วยในการเสริมสร้างธรรมาภิบาล
  • ส่วนที่ 3 โครงสร้างธรรมาภิบาล ซึ่งได้แก่การจัดโครงสร้างให้มีคณะกรรมการด้านต่างๆ และกำหนดอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการบริหารงานของ สกว. ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
  • ส่วนที่ 4 ประมวลจริยธรรม ซึ่งเป็นแบบแผนในการปฏิบัติของผู้บริหารและพนักงานของ สกว. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญ เช่น นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการชุดต่างๆ ของ สกว. เป็นต้น

2. นโยบายธรรมาภิบาล

เพื่อให้การดำเนินงานของ สกว. เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล คือ ให้ผลการดำเนินงานที่คุ้มค่าและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ สกว. จึงกำหนดหลักธรรมาภิบาลเพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินงานด้านต่างๆ ให้มีความเปิดเผยโปร่งใส มีการกำหนดภาระรับผิดรับชอบที่ชัดเจนสามารถตรวจสอบได้ ยึดกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและความถูกต้องชอบธรรมในการดำเนินงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายนอกและภายในองค์การในการตัดสินใจที่สำคัญ โดยให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ดังนี้

2.1 นโยบายต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

สกว. จะดำเนินการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ ได้มีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมในการดำเนินการ การติดตาม ตรวจสอบ การประเมินผล และการใช้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์จากการดำเนินงานของ สกว. โดย สกว. มีนโยบายต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้

2.1.1 หน่วยงานที่กำกับดูแลและสนับสนุนการดำเนินงาน

สำหรับหน่วยงานที่มอบนโยบาย กำกับดูแล และจัดการสนับสนุนการดำเนินงานของ สกว. เช่น รัฐบาล สำนักงบประมาณ และหน่วยตรวจสอบต่างๆ สกว. จะมุ่งสนองนโยบายของรัฐในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านการสร้างผลงานวิจัยและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านการวิจัย โดยจะดำเนินการโดย มีแผนงานและระบบการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน เปิดเผย โปร่งใส มีการพัฒนาระบบและวิธีการดำเนินงานให้รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส เปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และจะใช้งบประมาณและทรัพยากรต่างๆ อย่างประหยัดและคุ้มค่า

2.1.2 ผู้วิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ใช้งานวิจัย

สกว. จะพิจารณาโครงการ และดำเนินการจัดการสนับสนุนโครงการวิจัยอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบติดตามได้ จะจัดให้มีการพัฒนานักวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการวิจัย รวมทั้งจัดการการคัดเลือกและสนับสนุนผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้มีการประเมินคุณภาพงานวิจัย อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และสร้างสรรค์เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ทันกาล และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ และสังคม และจะรับฟังความคิดเห็นของบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาระบบการดำเนินงานของ สกว. ให้ดียิ่งขึ้น

2.1.3 ภาคีเครือข่าย ประชาสังคมและสื่อมวลชน

สกว. จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารความรู้ที่เป็นประโยชน์ ถูกต้อง ทันกาล อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลข่าวสาร เสริมสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือที่ดีต่อกัน และการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน

2.1.4 บุคลากรของ สกว.

สกว. จะกำหนดภาระงานและมอบหมายงานโดยคำนึงถึงเหมาะสม สอดคล้องกับตำแหน่งและศักยภาพ ดูแลรักษา พัฒนาความรู้ความสามารถและให้บุคลากรมีความก้าวหน้า จัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงานที่ดี มีระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลที่เป็นระบบคุณธรรม เปิดเผย โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งเปิดให้มีส่วนร่วมที่เหมาะสมในการบริหารและการดำเนินงานของ สกว. เพื่อให้บุคลากรของ สกว. ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทและใฝ่ใจพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

2.2 นโยบายการบริหารจัดการองค์การ

เพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล สกว. จะจัดให้มีระบบบริหารจัดการองค์การในด้านต่างๆ ให้มีคุณลักษณะดังนี้

2.2.1 ระบบบริหารจัดการงานวิจัย

สกว. จะจัดให้มีหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีปฏิบัติที่ประกาศอย่างชัดเจนในขั้นตอนต่างๆ ของการบริหารจัดการงานวิจัย ตั้งแต่การประกาศกรอบการวิจัย การคัดเลือกนักวิจัย การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพ และระบบการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและผลประโยชน์จากงานวิจัย พร้อมทั้งมีระบบติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ และระบบการรับและพิจารณาข้อร้องเรียน โดยในขั้นตอน เหล่านี้มีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการวิชาการ และคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ เป็นผู้กำกับดูแล

2.2.2 การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน

สกว. จัดให้มีคณะกรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่กำหนดนโยบาย วางกลยุทธ์ กำกับดูแลให้ผู้บริหารและบุคลากรของ สกว. ให้ความสำคัญและดูแลป้องกัน บรรเทา และจัดการกับความเสี่ยงในการดำเนินงาน โดยให้มีการระบุความเสี่ยง ประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยง จัดทำแผนและคู่มือบริหารความเสี่ยง และรายงานผลการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย

สกว. จัดระบบการควบคุมภายในตามมาตรฐานเพื่อป้องกัน บรรเทา หรือจัดการกับความเสี่ยง โดยมีการกำหนดจัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งต่างๆ อย่างชัดเจน และมีกลไกการตรวจสอบทบทวน รวมทั้งมาตรการป้องกันและตรวจสอบกรณีการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตนและขององค์การ

2.2.3 การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและการรักษาความลับ

สกว. มีนโยบายในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่สำคัญอย่างถูกต้อง ครบถ้วน โดยมีหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ โดยข้อมูลสำคัญที่จะต้องเปิดเผยได้แก่ รายงานผลการดำเนินงาน รายงานทางการเงิน รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยเปิดเผยในรายงานประจำปี รวมถึงการจัดระบบให้มีการติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการงานวิจัย ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

ในด้านการรักษาความลับ สกว. จะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 โดยประกาศนโยบายการรักษาความลับและแนวปฏิบัติในการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลเป็นผู้กำกับดูแล

2.2.4 ระบบการติดตามประเมินผล

สกว. ได้จัดให้มีระบบการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ผลลัพธ์ และผลกระทบ เพื่อประเมินประสิทธิผล และความคุ้มค่าต่องบประมาณที่ใช้ไป โดยกระบวนการติดตามประเมินผลนี้มีหลักเกณฑ์และคู่มือแนวปฏิบัติชัดเจน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมภายในและมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัยเป็นผู้กำกับดูแล

2.2.5 การตรวจสอบภายใน

การตรวจสอบภายใน สกว. จะดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 และมีแผนการตรวจสอบที่ครอบคลุมทุกส่วนงานเพื่อให้มีการดำเนินการที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างคุ้มค่า โดยงานตรวจสอบภายในภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินงาน

งานตรวจสอบภายในมีภาระหน้าที่ดังนี้

  1. ตรวจสอบความถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูลและตัวเลขต่างๆ ด้วยเทคนิคและวิธีการ ตรวจสอบที่ยอมรับโดยทั่วไป ปริมาณมากน้อยตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพของระบบการควบคุมภายใน และความสำคัญของเรื่องที่ตรวจสอบ รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลการบริหารและการปฏิบัติงานของหน่วยรับตรวจ
  2. ตรวจสอบการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ การเงิน การบัญชี การพัสดุและ ทรัพย์สิน รวมทั้งการบริหารงานด้านอื่นๆ ให้เป็นไปตามนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง ตลอดจนสอบทานความเหมาะสมของระบบการดูแลรักษาทรัพย์สิน ทดสอบว่าทรัพย์สินมีอยู่จริง และการใช้งานว่าเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และประหยัด
  3. ติดตามผลการปฏิบัติงานและเสนอแนะวิธีการหรือมาตรการในการปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล และประหยัดยิ่งขึ้นรวมทั้งเสนอแนะเพื่อป้องปรามมิให้เกิดความเสียหายหรือการรั่วไหลเกี่ยวกับการเงิน หรือทรัพย์สินต่างๆ

2.2.6 การจัดการกับความขัดกันของผลประโยชน์

สกว. มีนโยบายจัดการเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและขององค์การโดยมาตรการป้องกันได้แก่ การประกาศในประมวลจริยธรรมของคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน นักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิ และการให้ความรู้สร้างความเข้าใจปลุกจิตสำนึก และมีมาตรการในการให้เปิดเผยชี้แจง การทบทวนตรวจสอบเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ในการพิจารณาเรื่องสำคัญ โดยมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและการขัดกันของผลประโยชน์

2.2.7 การจัดการกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ในการต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ สกว. จัดให้มีมาตรการส่งเสริมโดยการกำหนดประมวลจริยธรรมในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการและบุคลากรระดับต่างๆ เพื่อกำกับการใช้ดุลยพินิจอย่างชัดเจน มีการให้ความรู้และปลุกจิตสำนึก และมีมาตรการป้องกันโดยโดยกลไกการควบคุมภายใน และระบบการรับเรื่องร้องเรียนที่เปิดกว้าง และมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย

2.2.8 การบริหารทรัพยากรบุคคล

สกว. จะจัดระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลโดยมีการบริหารผลการดำเนินงาน (Performance Management) ด้วยมาตรการในการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และมีระบบบริหารทรัพยากรบุคคลบนฐานของขีดสมรรถนะ (Competency-based Management) เพื่อให้มีการพัฒนาศักยภาพและความก้าวหน้าของบุคลากรที่ชัดเจน รวมทั้งจัดให้มีการดูแลเรื่องความผาสุกในงาน โดยมีแผนกลยุทธ์ด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลและมีคณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคลกำกับดูแล

2.2.9 การบริหารโดยยึดหลักนิติธรรม

สกว. จะบริหารจัดการและดำเนินการโดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และตามมติคณะรัฐมนตรีโดยเคร่งครัด

3. โครงสร้างธรรมาภิบาล

เพื่อให้การดำเนินงานของ สกว. เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการที่ดี จึงจัดให้มีโครงสร้างกลไกทางการบริหารที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลดังนี้

3.1 คณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย

องค์ประกอบ

คณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์สูงด้านการวิจัยซึ่ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นที่มีความรู้และประสบการณ์สูงด้านการวิจัยซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่น้อยกว่าสี่คนและไม่เกินเจ็ดคนเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ

โดย ประธานกรรมการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการต้อง ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการของพรรคการเมือง

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและแผนการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย
  2. กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการการสนับสนุนการวิจัยของนักวิจัย และหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน
  3. กำหนดนโยบาย วางระเบียบ ข้อบังคับการบริหาร และควบคุม ดูแลการดำเนินงานของสำนักงานในการบริหารกองทุน รวมทั้งแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ
  4. กำหนดมาตรการการเผยแพร่และถ่ายทอดผลงานวิจัยไปยังผู้ใช้และกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์ของงานวิจัยที่เกิดขึ้น
  5. ระดมเงินทุนจากแหล่งต่างๆ เข้าสู่กองทุน
  6. วางระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินกองทุน
  7. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุน
  8. อนุมัติงบประมาณประจำปีสำหรับการดำเนินงานของกองทุนและสำนักงาน
  9. ควบคุมดูแลการรับและการใช้จ่ายเงินกองทุน
  10. ดำเนินงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการวิจัย
  11. เสนอรายงานประจำปีต่อนายกรัฐมนตรี

3.2 คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย

องค์ประกอบ

คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์สูงด้านการวิจัย ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นที่มีความรู้และประสบการณ์สูง ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ ซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งไม่น้อยกว่าสี่คนและไม่เกินเก้าคน เป็นกรรมการและผู้อำนวยการ เป็นกรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน
  2. รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการนโยบาย

3.3 คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินงาน

องค์ประกอบ

คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินงาน แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประกอบด้วย ผู้แทนคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยเป็นประธาน ผู้แทนคณะกรรมการติดตามและประเมินผลกองทุนสนับสนุนการวิจัยจำนวน ๒ คนเป็นกรรมการ และผู้แทนจากหน่วยงานตรวจสอบภายในเป็นเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. เสนอนโยบายการตรวจสอบ ขอบเขต และแผนการตรวจสอบ
  2. ประสานงานกับคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานของ สกว.
  3. สอบทานรายงานผลการตรวจสอบภายใน และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาศักยภาพของการตรวจสอบภายใน
  4. สอบทานงบการเงินของ สกว.
  5. ในกรณีที่จำเป็น ให้คณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งคณะทำงานหรือจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาช่วยทำงานเฉพาะด้านได้
  6. ให้คณะกรรมการชุดนี้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปีละ 2 ครั้ง

3.4 คณะกรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยง

องค์ประกอบ

คณะกรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยง แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประกอบด้วย ผู้แทนคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยเป็นประธาน ผู้แทนคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการงานวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกว. เป็นกรรมการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบาย วางกลยุทธ์ และให้ความเห็นชอบแผนการบริหารความเสี่ยง กำกับดูแล และติดตามการบริหารความเสี่ยงให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. รายงานสถานะและผลการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการนโยบายฯ อย่างน้อยปีละสองครั้ง
  3. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมายและดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือตามที่คณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยมอบหมาย

3.5 คณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล

องค์ประกอบ

คณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ. 2535 โดยคณะกรรมการชุดนี้มีวาระในการดำรงตำแหน่งสองปี โดยมีองค์ประกอบดังนี้

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยหนึ่งคนเป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกที่มีความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคลจำนวนไม่น้อยกว่าสองคนเป็นกรรมการ หัวหน้างานบริหารบุคคลหรือตัวแทนพนักงานสองคนเป็นกรรมการ และให้รองผู้อำนวยการหรือผู้อำนวยการที่รับผิดชอบด้านงานบริหารบุคคลเป็นกรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. ปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๘ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
  2. กำหนดนโยบาย แผนการบริหารงานบุคคล และแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
  3. ให้คำแนะนำในเรื่องโครงสร้างบุคลากรและโครงสร้างเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
  4. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลภายในสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยตามที่ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยมอบหมาย
  5. ให้คณะกรรมการชุดนี้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

3.6 คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ

องค์ประกอบ

คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประกอบด้วย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยหนึ่งคนเป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการส่วนงานที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นรองประธานกรรมการ ผู้แทนคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไม่น้อยกว่าสองคนเป็นกรรมการ และผู้บริหารหรือผู้แทนส่วนงานต่างๆ เป็นกรรมการ รวมจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน มีเจ้าหน้าที่ส่วนงานที่รับผิดชอบเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกรอบนโยบาย และแนวทางในการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงาน
  2. กำกับ ดูแล ให้คำปรึกษาในการดำเนินงาน การให้บริการ และการพัฒนาโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามพันธกิจของสำนักงาน
  3. ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ การดำเนินการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของสำนักงาน
  4. ปฏิบัติภารกิจอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามที่คณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยมอบหมาย
  5. ให้คณะกรรมการชุดนี้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

3.7 คณะกรรมการธรรมาภิบาล

องค์ประกอบ

คณะกรรมการธรรมาภิบาล แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นประธานคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมการติดตามและประเมินผล หนึ่งคนเป็นกรรมการ กรรมการผู้แทนผู้บริหารซึ่งผู้อำนวยการเสนอชื่อสองคน กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนพนักงานที่ได้รับเลือกตั้งจากพนักงาน จำนวนสามคน ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย บริหารงานบุคคล หรือผู้แทนจากภาคประชาสังคม จำนวนไม่น้อยกว่าสองคน เป็นกรรมการ และผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่ง คราวละ 4 ปี

อำนาจหน้าที่

  1. เสนอแนะนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมและกำกับติดตามประเมินผลเกี่ยวกับการกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ประมวลจริยธรรม การจัดการกับการขัดกันของผลประโยชน์ การรับและดำเนินการเรื่องร้องเรียน และการควบคุม กำกับ ส่งเสริม และให้คำแนะนำในการบังคับใช้คู่มือหลักธรรมาภิบาล
  2. พิจารณาเรื่องร้องเรียนหรือร้องทุกข์เกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาล การกระทำที่ขัดต่อประมวลจริยธรรม การขัดกันของผลประโยชน์ หรือขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
  3. พิจารณาประเด็นทางจริยธรรมที่เกิดขึ้น หรือ ได้รับการร้องเรียนมา คุ้มครองพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลอย่างตรงไปตรงมา มิให้ผู้บังคับบัญชา ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมต่อพนักงานผู้นั้น
  4. จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวม และจัดทำรายงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไข ต่อคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  5. แต่งตั้งอนุกรรมการธรรมาภิบาล หรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการแทนในเรื่องที่จำเป็น
  6. ดำเนินการอื่นตามหลักธรรมาภิบาลตามที่คณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยมอบหมาย

4. ประมวลจริยธรรม

ประมวลจริยธรรมของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็น ประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น เป็นแนวปฏิบัติเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และผู้วิจัย โดยมีนิยามที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

“ประมวลจริยธรรม” หมายความว่า ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก

“คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการวิจัย” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

“กรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ

“ผู้วิจัย” หมายความว่า ผู้ยื่นขอและผู้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน

“ผู้ทรงคุณวุฒิ” หมายความว่า ผู้ทรงคุณวุฒิที่สำนักงานแต่งตั้งเพื่อพิจารณาโครงการและงานวิจัย

4.1 ประมวลจริยธรรมของคณะกรรมการ

กรรมการในคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการวิจัย พึงปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ดังนี้

  1. ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 141 และ 162 ของพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ. 2535
  2. ปฏิบัติหน้าที่ในรูปขององค์คณะ โดยเคารพให้เกียรติกันและกัน และต่อกระบวนการทำงานของคณะกรรมการ ตลอดจนยึดมติของคณะกรรมการเป็นหลัก
  3. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งป้องกันและขจัดการกระทำอันอาจก่อให้เกิดการทุจริต
  4. ข้อคิดเห็น และข้อมูลที่แสดงออก ต้องวางอยู่บนหลักเหตุผลและข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสำนักงาน
  5. ต้องหลีกเลี่ยงมิให้เกิดความทับซ้อนหรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์สาธารณะ
  6. ร่วมรับผิดชอบในการรักษาความลับ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นมติลับของคณะกรรมการ
  7. ในกรณีที่มีความเกี่ยวพันอย่างใดอย่างหนึ่งกับหน่วยงาน หรือบุคคลที่เสนอขอรับทุนจากสำนักงาน จะต้องถอนตัวออกจากการพิจารณาทุกขั้นตอนทันที
  8. ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสำนักงาน รวมทั้งไม่ดำเนินการใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสำนักงาน
  9. ใช้ดุลพินิจและมีอิสระในการตัดสินใจ โดยปราศจากอคติส่วนตน และเคารพต่อเสียงส่วนใหญ่

4.2 ประมวลจริยธรรมของผู้บริหารและพนักงาน สกว.

บุคลากร สกว. พึงยึดถือหลักการ และแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ดำรงตน และตั้งมั่นเป็นแบบอย่างที่ดีตามหลักคุณธรรม จริยธรรม อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ซึ่งประกอบด้วย 3 หมวด ดังนี้

หมวดที่ 1 มาตรฐานจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก

  1. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกว. ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก 9 ประการ ดังนี้
    1. 1.1 การยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม
    2. 1.2 การมีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริต และรับผิดชอบ
    3. 1.3 การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและไม่มีการขัดกันของผลประโยชน์
    4. 1.4 การยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย
    5. 1.5 การให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศัยและไม่เลือกปฏิบัติ
    6. 1.6 การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วนถูกต้องและไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
    7. 1.7 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษามาตรฐาน คุณภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้
    8. 1.8 การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    9. 1.9 การยึดมั่นในหลักจรรยาวิชาชีพขององค์กร

หมวดที่ 2 กลไกและระบบการบังคับใช้ประมวลจริยธรรม

  1. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกว. ต้องประพฤติปฏิบัติและวางตนให้อยู่ในกรอบประมวลจริยธรรมนี้อย่างเคร่งครัด ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดี ควรแก่การยกย่องให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนทั่วไป ทั้งนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ได้รับหมายให้กากับดูแลการประพฤติปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมนี้
  2. กรณีที่มีการร้องเรียน หรือปรากฏเหตุว่ามีการประพฤติปฏิบัติฝ่าฝืนประมวลจริยธรรม ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการ
  3. การดำเนินการตามข้อ 2 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรม หากดำเนินการสอบสวนแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมให้คณะกรรมการธรรมาภิบาลสั่งยุติเรื่อง แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมให้สั่งลงโทษผู้ฝ่าฝืนตามประมวลจริยธรรมนี้
  4. การดำเนินการทางจริยธรรมตามข้อ 3 ให้นำแนวทางและวิธีการสอบสวนตามระเบียบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยว่าด้วยวินัยและการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2549 มาบังคับใช้โดยอนุโลม
  5. การสั่งการของผู้รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ 4 ให้ถือเป็นที่สุดเว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังที่อาจทำให้ผลการสั่งการนั้นเปลี่ยนแปลงไป

หมวดที่ 3 บทการลงโทษ

  1. การดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรม และมีการสั่งการลงโทษตามข้อ 4 หมวดที่ 2 แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชักช้า
  2. การประพฤติปฏิบัติฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมนี้ จะถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ให้พิจารณาจากพฤติกรรมของการฝ่าฝืน ความจงใจ หรือ เจตนา มูลเหตุจูงใจ ความสำคัญ และระดับตำแหน่งงาน ตลอดจนหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ฝ่าฝืน อายุ ประวัติ และความประพฤติในอดีตสภาพแวดล้อมแห่งกรณี ผลร้ายอันเกิดจากการฝ่าฝืน และเหตุอื่นอันควรนำมาประกอบการพิจารณา
  3. การประพฤติปฏิบัติฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมนี้ ในกรณีอันมิใช่เป็นความผิดทางวินัย หรือ ความผิดทางอาญา ให้ดำเนินการตามควรแก่กรณีเพื่อให้มีการแก้ไข หรือดำเนินการที่ถูกต้อง หรือตักเตือน หรือนำไปประกอบการพิจารณาการแต่งตั้ง การเข้าสู่ตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน หรือการพิจารณาความดีความชอบ หรือการสั่งให้ผู้ฝ่าฝืน นั้น ปรับปรุงตนเอง หรือได้รับการพัฒนาแล้วแต่กรณี
  4. กรณีเกิดปัญหาในการปฏิบัติตามนี้ ให้คณะกรรมการธรรมภิบาลเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

4.3 ประมวลจริยธรรมของผู้วิจัย

  1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ ต้องไม่เสนอเรื่องที่เป็นความเท็จ ไม่คัดลอกผลงานหรือความคิดของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องเสนอข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ยืนยัน หรืออ้างอิงได้อย่างถูกต้อง
  2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย และบริหารงานวิจัยตามข้อเสนอที่ได้รับทุนและข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยแต่ละหน่วยงานที่ตนสังกัด และไม่นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์โดยไม่อ้างอิงถึงหน่วยงานที่สนับสนุนงานวิจัย
  3. นักวิจัยจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าและผลงานที่ได้รับอย่างตรงไปตรงมา และจะต้องจัดเก็บเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยอย่างครบถ้วน และพร้อมให้ตรวจสอบได้โดยผู้เกี่ยวข้อง
  4. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
  5. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
  6. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
  7. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
  8. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
  9. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
  10. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ

4.4 ประมวลจริยธรรมของผู้ทรงคุณวุฒิ

  1. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องพิจารณาให้ความเห็นอย่างซื่อสัตย์ สร้างสรรค์และมีคุณธรรมบนพื้นฐานของวิชาการโดยเหตุผลประกอบความเห็นอย่างชัดเจน และพึงเคารพในความเห็นทางวิชาการที่แตกต่างกันกับผู้วิจัยที่รับการประเมิน และผู้ทรงคุณวุฒิรายอื่นๆ
  2. ผู้ทรงคุณวุฒิพึงหลีกเลี่ยงการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์สาธารณะในการพิจารณาโครงการหรือผลงาน โดยในกรณีที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ สกว. ได้รับทราบ
  3. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของโครงการ และไม่เปิดเผยชื่อผู้ถูกประเมินแก่ผู้อื่น
  4. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องรักษาความลับเกี่ยวกับโครงการและผลงานวิจัย และไม่นำส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงการหรืองานวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

1 มาตรา 14 คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดนโยบายและแผนการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย (2) กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการการสนับสนุนการวิจัยของนักวิจัย และหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน (3) กำหนดนโยบาย วางระเบียบ ข้อบังคับการบริหาร และควบคุม ดูแลการดำเนินงานของสำนักงานในการบริหารกองทุน รวมทั้งแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ (4) กำหนดมาตรการการเผยแพร่และถ่ายทอดผลงานวิจัยไปยังผู้ใช้และกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์ของงานวิจัยที่เกิดขึ้น (5) ระดมเงินทุนจากแหล่งต่างๆ เข้าสู่กองทุน (6) วางระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินกองทุน (7) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุน (8) อนุมัติงบประมาณประจำปีสำหรับการดำเนินงานของกองทุนและ สำนักงาน (9) ควบคุมดูแลการรับและการใช้จ่ายเงินกองทุน (10) ดำเนินงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการวิจัย (11) เสนอรายงานประจำปีต่อนายกรัฐมนตรี

2 มาตรา 16 คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน (2) รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการนโยบาย

Attachments:
FileDescriptionDownloads
Download this file (TRF_Good_Governance_20170308.pdf)TRF Good Governance Manualคู่มือหลักธรรมาภิบาลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)259