ทอพ. สานพลังรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณค่าและพอเพียง

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาแนะการใช้ชีวิตสูงวัยอย่างมีคุณค่าตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แนะคาถาเด็ด “ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก คึกครื้น” และหลัก “ทศพิธราชธรรม” ตามรอยพ่อ ขณะที่ 16 ภาคีเครือข่ายสานพลังให้ข้อเสนอเชิงนโยบายมาตรการสำคัญในการเตรียมพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) 16 องค์กรฯ ครั้งที่ 4 “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” ณ อาคารสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นการรวมประชาคมขององค์กรเครือข่ายที่จะเป็นจุดประสานกลางเพื่อทำความเข้าใจต่อผู้เกี่ยวข้อง และสานพลังเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการใหม่และร่วมสร้างประโยชน์ร่วมกันต่อประเทศ

ในโอกาสนี้ ดร.สุเมธได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยกล่าวว่านับเป็นตัวเลขน่าตกใจที่มีจำนวนประชากรสูงวัยของไทยเพิ่มขึ้นมากขณะที่มีการเกิดน้อยลง เป็นภาวะที่กระอักกระอ่วนเช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และเปลี่ยนความคิดหันมาส่งเสริมให้มีการเกิดมากขึ้น ส่วนตัวนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสจะเอาจิตไปพักโดยการบวชและเดินบิณฑบาตในระยะทางไกลถือเป็นการออกกำลังกาย ฉันอาหารแบบธรรมดา ส่งผลให้สุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลง ผลตรวจร่างกายเป็นปกติ ทุกวันนี้กิจกรรมสังคมทำให้ต้อง “กินเลี้ยง” บ่อยครั้งจนน้ำหนักขึ้น ถ้าคิดกลับในเชิงปรัชญาเราควรจะลดยาด้วยตัวเอง ไม่ใช่พึ่งพาจากแพทย์

ดังนั้นประการแรกผู้สูงวัยจึงควรมี “สติ” พิจารณาทุกสิ่งที่จะเข้าสู่ร่างกาย และใช้ “เหตุผล” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินชีวิตด้วยต้นกำเนิดของเหตุผลคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่นำไปสู่ ความพอเพียง เมื่อกำหนดปริมาณได้แล้วก็ควบคุมคุณภาพชีวิต ลดความโลดโผนลง ใช้ชีวิตด้วยความพอดี ทำประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่นตามสภาพร่างกายโดยไม่หวังผล เป็นการให้เพื่อสิ่งที่ดีกว่า นอกจากนี้ยังต้องมี “มรณานุสติ” เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา ปลงต่อชีวิต จนเกิดความนิ่งต่อความตาย เราต้องถือคติ “อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ” นั่นคือช่วยเหลือตัวเองได้อย่างสง่างามและไม่กลัวความตาย เกียรติยศทั้งหลายที่สั่งสมมาเมื่อตายไปก็ต้องส่งคืน มีเพียง “ความเป็นตัวตนของเรา” เท่านั้นที่ไม่ต้องส่งคืน จึงควรประกอบความดีเพื่อให้คนระลึกถึง ทั้งนี้ขอให้ทุกคนมีอารมณ์ขัน สนุกอยู่ตลอดเวลาจะได้เบื่อและมีกำลังใจทำงาน

“ปัจจัยที่ทุกคนต้องมีเพื่อให้มีภาวะจิตที่ดีคือ “ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก คึกครื้น” ซึ่งจะส่งผลต่อคนรอบข้างด้วย และยึดหลัก “ทศพิธราชธรรม” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่โกรธ และดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ ไม่ใช่เพียงผิดหรือถูกกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องมีเจตนาที่ดีและมีจรรยาบรรณตามครรลองของกฎหมายด้วย รักษาธรรม ยึดมั่นในความดีและถูกต้อง ขอฝากผู้สูงอายุทั้งหลายให้รักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ จิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส ไม่ขุ่นมัวโดยไร้ประโยชน์ อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ อย่าอยู่คนเดียวและอย่าพักในการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ถ้าหยุดทำงานร่างกายของเราก็จะหยุดด้วย ทรงมีรับสั่งว่าอย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย ประโยชน์สุขเป็นเป้าหมายของชีวิต เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. ในฐานะประธาน ทอพ. กล่าวว่า การประชุมวิชาการ ทอพ. ถือเป็นเวทีจุดประกายให้เกิดการสานพลังเครือข่ายและสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกันของทั้ง 16 องค์กร นำไปสู่การพัฒนาประเทศใน 4 มิติ ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ และกองทุนสนับสนุน เพื่อหนุนเสริมซึ่งกันและกัน โดยในปีนี้มีภาคีใหม่ลำดับที่ 16 คือ สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพิ่มมิติในการทำงานด้านที่ 5 คือ ด้านสื่อ เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้แก่คนในสังคมโดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดสื่อที่ปลอดภัย สำหรับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะนี้มี 3 ประเทศในอาเซียนที่เป็นสังคมสูงวัยแล้ว คือ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 16

ด้าน รศ.ดร.อภิศักดิ์ ธีระวิสิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักงาน สกว. ในฐานะประธานคณะทำงานด้านการจัดการความรู้และประชุมวิชาการ ทอพ. ระบุว่าไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ในปี 2564 แต่เรายังมีช่องว่างด้านการเตรียมความพร้อมของประชากร และการพัฒนาระบบเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย เช่น มีโอกาสเกิดโรคประจำตัวสูงขึ้นในบันปลาย มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีประชากรเพียง 15 ล้านคนที่อยู่ในระบบการออมเพื่อเป็นหลักประกันรายได้ยามเกษียณ รวมถึงผลกระทบด้านสังคมที่ผู้สูงอายุต้องอยู่คนเดียวหรือเพียงลำพังกับคู่สมรสเพิ่มขึ้น

ขณะที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายในการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อเป็นผู้สูงอายุของ ทอพ. ทั้ง 16 องค์กร ว่าข้อเสนอเชิงนโยบายในการมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนขับเคลื่อนระบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยในวาระเร่งด่วนและสำคัญ ประกอบด้วย

  1. การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย โดยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุและประชาชนทุกช่วงวัยให้เตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต และมีทัศนคติที่เหมาะสมต่อผู้สูงอายุที่ยังคงเป็นพลังและหลักชัยของสังคม ส่งเสริมการออมเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันทางรายได้ที่มั่นคงเมื่อยามสูงวัย รวมถึงการสร้างหลักประกันทางรายได้ที่มิใช่เงินออม สุขภาพและสุขภาวะที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ และการวางแผนชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัวอย่างเหมาะสม
  2. การพัฒนาระบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยให้มีประสิทธิภาพ มีระบบและการเข้าถึงบริการสุขภาพ บริการสาธารณะ และสวัสดิการสังคมตามมาตรฐาน และสร้างการมีส่วนร่วมการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชน ตลอดจนระบบการออมเพื่อยามเกษียณทั้งภาคสมัครใจ และภาคบังคับ การบูรณาการระบบที่เกี่ยวข้องกับการอมมอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทสังคมสูงวัย สนับสนุนระบบการเรียนรู้ตลอดช่วงอายุและรู้เท่าทันสถานการณ์ การศึกษาวิจัยการจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะเพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างเหมาะสม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกภาคส่วน และนวัตกรรมเพื่อรองรับการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ และสามารถเข้าถึงได้อย่างเหมาะสมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ และสนับสนุนให้เกิดกลไกการอภิบาลระบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ระหว่างหน่วยงาน

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ขอเชิญร่วมงาน 25 ปี สกว.

วันที่ 25 - 26 ส.ค. 2560

รอยัล พารากอน ฮอลล์ 2
สยามพารากอน