เพาะพันธุ์ปัญญา

trfaward-22-02โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเป็นการขยายการเรียนรู้ที่ยกระดับการทำโครงการ (project) ที่นำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดสังเคราะห์สร้างความรู้โดยผู้เรียนเอง ครูปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยการให้นักเรียนเอาประสบการณ์ปฏิบัติมาทำความเข้าใจด้วยสาระวิชาที่เรียนอยู่ เพื่อนำไปสู่การตีความ การบูรณาการความรู้เดิมจนเข้าใจและสังเคราะห์เป็นความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นแก่ตนเองโดยนักเรียนเอง ซึ่งเรียกกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ว่า Research-Based Learning(RBL) วิธีนี้จึงเป็น Learning by Doing อย่างแท้จริงที่สร้างทักษะคิดจนเกิดปัญญา ไม่ใช่ได้ Doing แต่ไม่มี Learning อย่างเต็มที่

 

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเปลี่ยนหลักคิดครูอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1) ครูเป็นผู้ถามไม่ใช่ผู้บอกความรู้ ถามเพื่อให้นักเรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนให้เข้าสู่เป้าหมายการเรียนรู้ที่สูงขึ้น จนร้องอ๋อด้วยตนเอง 2) ครูสร้างสัมพันธ์แนวราบกับนักเรียน เพื่อให้ห้องเรียนเป็นสภาพแวดล้อมที่รู้สึกปลอดภัย นักเรียนหลุดออกจากความหวาดกลัวที่จะกล้าคิด 3) การคิดแบบเหตุ-ผล (cause-effect) เพื่อพัฒนาทักษะของการคิดเชื่อมโยงปรากฏการณ์ผลกับสาเหตุ

ปัจจุบันคนคิดว่าครูทำวิจัยแล้วผลสัมฤทธิ์การศึกษาของนักเรียนจะดีขึ้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ผลตามต้องการ ความจริงแล้ววิจัย คือ กระบวนการศึกษา ดังนั้นผู้เรียนต้องเป็นผู้ทำวิจัย ต้องใช้หลักผลเกิดจากเหตุแนวคิดนี้คือการสร้างปัญญาตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นจากการตรัสรู้เมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว เราไม่ควรจมกับการสร้างปัญญาสมัยก่อนพุทธกาลที่อยากพ้นทุกข์ก็ไปถามดาบส การศึกษาต้องให้นักเรียนพ้นทุกข์และสามารถสร้างความรู้และปัญญาได้เอง

 

ความสำคัญของงานวิจัย

การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการนวัตกรรมการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เรียกโดยรวมว่า 3R 7C (3R คือ Reading, (W)Riting และ (A)Rithmetics 7C คือ Critical thinking & problem solving, Creativity & innovation, Cross-cultural understanding, Collaboration, teamwork & leadership, Communications, information & media literacy, Computing & ICT literacy, Career & learning skills) แต่การศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้สร้างทักษะ 7C ได้ตามควร การพัฒนาทักษะ 7C จะเกิดจากประสบการณ์การลงมอื ทำงานแบบกล่มุ (Learning by Doing) ซึ่งได้แก่ การทำโครงงาน (Project-Based Learning) อย่างไรก็ดีโครงงานของนักเรียนมักจะปรากฏเป็น 2 ประเภท คือ ทำรายงาน (ส่วนมากเป็นวิชากลุ่มภาษาและสังคมศาสตร์) และทำสิ่งประดิษฐ์ โครงงานประเภทรายงานมักเป็นการคัดลอก (cut and paste) ส่วนโครงงานสิ่งประดิษฐ์มักทำเลียนแบบสิ่งที่เห็นมา การทำเช่นนี้เกิดจากการเรียนรู้ต่ำมากเพราะไม่ได้ใช้ความคิดเชิงเหตุผลและขาดการบูรณาการสาระวิชาที่เรียนเข้ากับโครงงาน

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ใช้การทำ โครงงานฐานวิจัย (Research Based Project) ตามแนวคิด ผลเกิดจากเหตุที่อิงกฎธรรมชาติ (ความรู้) โดยออกแบบเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ นักวิจัยสร้างเครื่องมือพัฒนาอาจารย์ คณะครุศาสตร์และครูประมาณ 300 คนต่อปีให้เข้าใจ RBL (Research Based Learning) อาจารย์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่โค้ชครู ที่จะเป็นผู้โค้ชนักเรียนระดับมัธยมให้ทำโครงงานฐานวิจัย ครูช่วยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ RBL ของนักเรียนประมาณ 4,000 คน ในขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยและครูทำวิจัยซ้อนเป็นชั้นๆ ไป โดยวัดผลจากข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ จากการสะท้อนคิด (reflection) ของครูและนักเรียน รวมทั้งพฤติกรรมของครูและนักเรียนที่เปลี่ยนไป

 

การดำเนินการวิจัย

ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ เครื่องมือพัฒนาจิตใจ เครื่องมือพัฒนาความคิด เครื่องมือสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเครื่องมือการทำโครงงานฐานวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้พัฒนาจิตใจคือ การประชุมปฏิบัติการจิตตปัญญาศึกษา ที่ให้ครูพิจารณาตนเองให้เข้าใจจิตวิญญาณความเป็นครู และการสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับนักเรียน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศห้องเรียนจากระบบใช้อำนาจมาเป็นระบบความสัมพันธ์แนวราบที่ครูและลูกศิษย์ต่างก็เรียนรู้ไปด้วยกัน 2) เครื่องมือที่ใช้พัฒนาความคิดคือ การประชุมปฏิบัติการความคิดเชิงเหตุผล โดยเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาความคิดนี้เป็นผลงานวิจัยของโครงการนี้ 3) เครื่องมือที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือ การสร้างชุมชนเรียนรู้ (Professional Learning Community, PLC) ผ่านการสื่อสารด้วยระบบ ICT การเขียนสะท้อนคิด (reflection) และทบทวนการทำงานหลังภาระกิจ (After Action Review, AAR) 4) เครื่องมือโครงงานฐานวิจัย (Research Based Project) คือการทำโครงงาน (ของนักเรียน) ด้วยกระบวนการวิจัย โดยต้องเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริบทรอบโรงเรียน โดยงานวิจัยควรเป็นแนว evidence-based ที่สามารถนำทฤษฎี ความรู้ หลักการในสาระวิชาที่เรียนมาอธิบายให้เกิดการสังเคราะห์เป็นความรู้ได้

 

ผลที่ได้จากการวิจัย

ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสะท้อนคิด ทำให้ทราบว่าเครื่องมือของโครงการและประสบการณ์ที่ครูได้รับมีผลกระทบต่อความคิดและจิตวิญญาณของครู เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าครูและนักเรียนเกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์หลายประการ โดยเฉพาะทักษะ 7C จากการทำโครงงานฐานวิจัย การเปลี่ยนแปลงของนักเรียนสะท้อนออกมาจากปากของผู้ปกครองจำนวนมาก ทำให้มีโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษขอนำไปขยายผล และเพื่อพัฒนาให้ครูมีกระบวนการความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ (ผลเกิดจากเหตุ) และสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนได้ นวัตกรรมที่สำคัญของโครงการ คือ

1.กระบวนการเรียนรู้แบบ active learning ที่ทำให้ครูเข้าใจความเป็นเหตุเป็นผล (cause-effect) เหตุผล (reason) และตรรกะ (logic) ว่าเชื่อมโยงการคิดวิเคราะห์-สังเคราะห์อย่างไร สามารถจับความคิดได้ละเอียดว่าขั้นตอนใดเป็นคิดวิเคราะห์ ขั้นตอนใดเป็นสังเคราะห์ หรือ metacognition เครื่องมือที่สำคัญคือผังเหตุ-ผล ที่จำแนกเหตุและผลอย่างชัดเจนและนำไปสู่การคิดเชิงระบบ (systems thinking)

2. กระบวนการออกแบบการสอนแบบ ถามคือสอน(Socratic Method) กระบวนการนี้คือทักษะใหม่ของครูที่สอดคล้องกับการทำหน้าที่ครูในศตวรรษใหม่ ซึ่งต้องพัฒนาความคิดเชิงเหตุผลเป็นอันดับแรก เพื่อใช้ออกแบบความคิดแบบ backward thinking แล้วเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์คำตอบของนักเรียน เพื่อ ประดิษฐ์คำถามใหม่ให้นักเรียนตอบ ทำเช่นนี้ซ้ำๆ จนนักเรียนรู้คำตอบด้วยตนเอง จากการคิดคำตอบ จากการเชื่อมโยงคำตอบจำนวนมากอย่างมีเหตุ-ผลและตรรกะวิธีนี้จะทำให้นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้เอง โดยครูทำหน้าที่โค้ชความคิดนักเรียน และกระตุ้นให้นักเรียนดึงเอาสาระวิชาที่เรียนมาบูรณาการเป็นคำตอบ นักเรียนจะเห็นความสำคัญของความรู้ที่ใช้ประยุกต์ในสถานการณ์ใหม่ กระบวนการ ถามคือสอนนี้ทำให้ครูสอนพร้อมประเมินความก้าวหน้า (embedded formative assessment) ของนักเรียนได้

3. การจัดการชุมชนเรียนรู้ Professional Learning Community : PLC ของครูและการทำหน้าที่กระตุ้นให้ครูและนักเรียนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ พบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำให้ PLC ตื่นตัวตลอดเวลา คือ ใช้การรวมตัวผ่าน social media (Facebook) ที่ต้องมี feedback อย่างรวดเร็ว ให้คนทั้งกลุ่ม (ครูและนักเรียน) แบ่งปันความคิดกัน PLC เช่นนี้ต้องมีคนกลาง (เช่น พี่เลี้ยง) ทำหน้าที่ส่งผ่านความคิดของคนหนึ่งไปยังอีกหลายคน แล้วกระตุ้นให้คิดใน 2 ลักษณะ คือ การท้าทายความคิดเพื่อประเมินความเห็นที่ต่างกันอย่างสร้างสรรค์ และการให้เกิดความคิดเชิงบวก แต่ควรมีข้อสรุปให้เกิดการทำงานต่อไปได้ด้วยตนเองในบริบทของแต่ละคน

 

การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

1. บุคลากรการศึกษามีระบบคิดในวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ (คิดเชิงผลเกิดจากเหตุ) เห็นภาพรวมในสภาพที่สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์ถึงกัน (คิดเชิงระบบ) รู้จักการสร้างปัญญาเอง (constructivism) ที่จะทำให้การศึกษาเป็นการพัฒนามนุษย์ให้ใช้ชีวิตโดยปัญญามากกว่าศรัทธา

2. การสอนโครงงานฐานวิจัยทำให้นักเรียนได้เรียนแบบเป็นผู้สร้างปัญญาได้ด้วยตนเอง การใช้โครงงานเป็นจุดร่วมทำให้นักเรียนได้ทักษะในส่วนอุปนิสัย 7 ประการ (7C) ซึ่งจะเป็นหลักฐานความสำเร็จให้การศึกษายอมรับและนำไปปฏิบัติเป็นภารกิจปกติ

3. การได้องค์ความรู้จากการทำวิจัยบนการทำโครงงานของนักเรียน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการผลิตและพัฒนาครูของคณะครุศาสตร์

ในด้านการขยายผลและการนำไปใช้ประโยชน์นั้น แนวคิด Research-Based Learning (RBL) ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดการการศึกษา โดยนักวิจัยเป็นผู้ถ่ายทอดแนวคิดและวิธีการ ดังนี้ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 3 แห่ง ได้แก่ มรภ.ลำปาง มรภ.ศรีสะเกษ และมรภ.นครศรีธรรมราช นำกระบวนการ RBL ไปใช้ในการผลิตบัณฑิต นอกจากนั้นสถาบันอื่นที่ไม่ได้ร่วมเป็นศูนย์พี่เลี้ยงยังได้ให้ความสนใจนำไปขยายผล อาทิ มรภ.วไลยอลงกรณ์กำลังพยายามนำไปกระบวนการ RBL ไปใช้ในวิชา General Education สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ สพป. จังหวัดแพร่ ขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยในการขยายผลกับโรงเรียนมัธยมขยายโอกาส 9 แห่ง และมีโรงเรียนในโครงการอย่างน้อย 7 โรงเรียน (วิชชานารี บุญวาทย์วิทยาลัย จักรคำ คณาธร เสริมงามวิทยาคมแจ้ห่มวิทยา บ้านแพ้วตี่ตง นารีวิทยา) ที่เริ่มขยายผลทั้งโรงเรียน โดยดำเนินการเองภายใต้การให้คำปรึกษาของศูนย์พี่เลี้ยงและหน่วยฯ รวมทั้งแนวคิดนี้ได้ขยายไปสู่การจัดการการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ 5 โรงเรียนในจังหวัดน่านและแพร่ภายใต้การสนับสนุนของส้มจีน อุณหะนันนท์ มูลนิธิ ทั้งนี้ทางโครงการได้ผลิตหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้จากการทำโครงงานฐานวิจัย 6 เล่ม ประกอบด้วย 1. หนังสือ โครงงานฐานวิจัย: กระบวนการเรียนรู้ใหม่ของการศึกษาไทย 2. หนังสือ หลักการเขียนข้อเสนอโครงงานฐานวิจัย3. หนังสือ แนวคิดโครงงานฐานวิจัยเศรษฐศาสตร์สำหรับนักเรียน 4. หนังสือ หลักการเขียนบทความวิชาการ: หลักคิดเพื่อเมล็ดพันธุ์โครงงานฐานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการเขียนของครูและนักเรียน หนังสือเล่มนี้อธิบายหลักการเขียนความรู้ในรูปแบบบทความวิชาการ โดยใช้เครื่องมือรูปแบบต่างๆ มาวิเคราะห์นำทางความคิดการนำเสนอด้วยการเขียน 5. หนังสือรอยจารึกบนเส้นทางเพาะพันธุ์ปัญญา6. หนังสือ ถามคือสอน

 

จุดเด่นของงานวิจัย

ความโดดเด่นประการสำคัญ คือ พลิกแนวคิดลำดับการเรียนรู้จาก ปริยัติ (เรียนเนื้อความรู้) ปฏิบัติ (ลงมือทำ) ปฏิเวธ (ทำความเข้าใจ) มาเป็นปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติ ซึ่งเป็นวิธีที่เนื้อความรู้ใหม่ผุดขึ้นมาภายหลังความเข้าใจ จึงเป็นความรู้ หรือปัญญาที่สูงกว่าเดิม เป็นการศึกษาที่ใช้ปัญญาเดิมหมุนเกลียวปัญญาให้ยกระดับสูงกว่าเดิม นักเรียนที่ได้ทักษะนี้ไปจะกลายเป็นผู้มีทักษะการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาให้ตนเอง ความโดดเด่นข้อนี้เกิดได้เพราะหลักความเชื่อ 2 ประการ คือ 1) มนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาปัญญาได้ด้วยตนเอง 2) วิจัยในหลัก ผลเกิดจากเหตุคือกระบวนการของการศึกษาเพื่อพัฒนาปัญญาของมนุษย์ จึงเกิดหลักปฏิบัติว่านักเรียนคือผู้ทำวิจัย และโครงงานฐานวิจัยต้องเปลี่ยนจากเน้นสถิติมาใช้ระบบคิดเหตุและผลแทน นอกจากนั้น การวิจัยนี้อยู่ในเนื้องานที่ครูต้องสอนวิชาโครงงานอยู่แล้ว นอกจากไม่ได้เพิ่มภาระแล้วยังสามารถลดภาระครูและนักเรียนลงได้หากมีการบูรณาการสาระต่างๆ ในโครงงานเดียวกัน นักเรียนได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสาระวิชาที่เรียนกับโลกความเป็นจริง โครงการนี้จึงมีความโดดเด่นในการออกแบบกระบวนการให้ได้ผลหลายอย่างที่เกิดจากการทำงานของภาคีหลายระดับ (นักวิจัยหลักของหน่วยจัดการกลาง อาจารย์พี่เลี้ยง ครู นักเรียน)

 

 

 

หัวหน้าโครงการ/ผู้ประสานงาน

trfaward-22-01

รศ. ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์