แนะรัฐลงทุนวิจัยธรณีพิบัติผ่านเชียงรายโมเดล

นักวิจัย สกว. ยก “เชียงรายโมเดล” ให้รัฐและหน่วยงานวิจัย ทบทวนการสนับสนุนและเพิ่มงบวิจัยเพื่อศึกษาแผ่นดินไหวแบบบูรณาการ เพื่อการ เตรียมพร้อมรับมือ ภัยพิบัติในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ระบุทุกวันนี้ ยังต่อจิ๊กซอว์ไม่ครบ เพราะขาดองค์ความรู้ที่สำคัญหลายด้าน

ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่าภายหลังเข้าร่วมการบรรยายที่กรมทรัพยากรธรณีจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงราย เนื่องในโอกาสครอบรอบ 3 ปี หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา โดยตนได้ร่วมบรรยายวิชาการเกี่ยวกับกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนั้น ร่วมกับนักวิจัยที่ทำงานวิจัยด้านแผ่นดินไหวภายใต้ทุนสนับสนุนจาก สกว. อาทิ รศ. ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมกับนักวิชาการอีกจำนวนมากทั้งจากภาครัฐและส่วนท้องถิ่น

หลังจากเหตุธรณีพิบัติเมื่อ 3 ปี ที่แล้ว ส่งผลให้ชุมชนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและหน่วยงานหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายมีความพร้อมในการรับมือกับแผ่นดินไหวมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมาก นอกจากการฟื้นฟูความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ แล้ว ชุมชนยังมีความเข้มแข็งในการร่วมมือกันเตรียมตัวรับมือและบรรเทาภัยแผ่นดินไหวกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานต่างๆ เข้าไปจัดอบรมให้ความรู้ด้านแผ่นดินไหว ช่วยซักซ้อมประชาชนในการอพยพหนีภัย รวมถึงการสร้างและปรับปรุงอาคารให้แข็งแรงต้านทานแผ่นดินไหวได้มากขึ้น ที่สำคัญประชาชนตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก สังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จนล้นห้องประชุม

“แต่ในความดีใจครั้งนี้ก็ทำให้กังวลว่า ความตื่นตัวในเรื่องแผ่นดินไหวของสังคมไทยยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ หรือในพื้นที่ที่เคยได้ได้รับผลกระทบเท่านั้น เช่น จังหวัดเชียงราย หรือจังหวัดชายฝั่งอันดามันที่เคยได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิเมื่อปี พ.ศ. 2547 แต่สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวไม่แพ้กัน เช่น จังหวัดเกือบทั้งหมดในภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย และภาคใต้บางส่วนที่มีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านและเคยมีแผ่นดินไหวทั้งขนาดปานกลางและขนาดเล็กเกิดขึ้นมาแล้ว ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ยังให้ความสำคัญน้อยมากๆ ทำให้คิดต่อว่าหากเกิดแผ่นดินไหวครั้งต่อไปในจังหวัดเหล่านั้น ความเสียหายก็คงจะมีมากมาย เราจึงน่าจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายมาถอดบทเรียนเป็น “เชียงรายโมเดล” เพื่อนำไปใช้ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวสูงเช่นกัน น่าจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีความตื่นตัวต่อแผ่นดินไหวและมีความปลอดภัยมากขึ้น”

นักวิจัย สกว. ระบุว่ามีหลายมาตรการที่จะช่วยให้สังคมไทยพร้อมรับมือแผ่นดินไหวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางกฎหมายหรือสังคม แต่สิ่งเหล่านี้จะไปต่อเนื่องได้อย่างมั่นคง จะต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ที่ถูกต้องมารองรับ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานวิจัยหลายแห่ง เช่น สกว. ได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยในด้านนี้มาโดยตลอดมากกว่า 10 ปี ผ่านทางชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน หน่วยงานวิจัยอื่นๆ ก็ให้การสนับสนุนการวิจัยด้านแผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามยังถือว่าหน่วยงานเหล่านี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัยดังกล่าวในภาพรวมที่น้อยมาก และมักจะเป็นโครงการที่ไม่ใหญ่นัก เพราะภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวมักจะถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ท้ายๆ เสมอ งานวิจัยหรือโครงการด้านแผ่นดินไหวได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่ใช่หน่วยงานให้ทุนวิจัยน้อยมาก เพราะถูกมองแค่ว่าไม่ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก จากตัวอย่างกรณีศึกษาที่เชียงราย แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 5 นาที แต่สร้างความเสียหายได้นับหมื่นล้านบาท ปัญหาคือทำอย่างไรให้มีการดำเนินการในโครงการต่างๆ และงานวิจัยด้านแผ่นดินไหวที่ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากขึ้น ได้รับความสนใจจากภาครัฐมากขึ้น

ผศ. ดร.ภาสกร กล่าวว่า ปัญหาด้านแผ่นดินไหวที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสืบค้นข้อมูลทางด้านนี้ทำได้ยากมาก เพราะหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ ที่มีการศึกษาด้านแผ่นดินไหว ต่างไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลมากนัก ผลงานที่สืบค้นได้ส่วนมากเป็นเพียงผลงานวิชาการที่มีการตีพิมพ์ ส่วนรายงานฉบับเต็มที่มีรายระเอียดนั้นแทบจะหาไม่ได้ เหมือนกับต่อจิกซอร์ที่มีตัวต่อไม่ครบ ต่อไม่เป็นรูปเพราะตัวต่อหายไปจำนวนมาก สุดท้ายไม่สามารถเดาได้ว่ารูปที่ต่อได้นั้นเป็นรูปใด ด้วยเหตุนี้การบูรณาการการศึกษาแผ่นดินไหวในภาพรวมของประเทศไทยจึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นรัฐบาลควรจะจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดทำฐานข้อมูลในการรวบรวมข้อมูลการศึกษาแผ่นดินไหวด้านต่างๆ ของประเทศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด

ปัจจุบันยังคงมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นต่อเนื่องที่เชียงราย ทั้งที่ตามทฤษฎีแล้วการเกิดแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อคควรจะหมดแล้ว ทำให้มีข้อสังเกตว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 3 ปีก่อน มีการสะสมพลังงานในรอยเลื่อนใกล้ๆ ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ทำให้รอยเลื่อนขยับตัวเป็นระยะๆ จนเกิดเป็นแผ่นดินไหวขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับผลการศึกษาที่ได้ว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังทำให้เกิดการสะสมพลังงานเพิ่มขึ้นในรอยเลื่อนรอบๆ ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณนี้ได้มากขึ้นในอนาคต และเราไม่มีโอกาสทราบได้เลยว่าอนาคตจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่อีกหรือไม่

“สิ่งที่ต้องทำต่อคือ รอยเลื่อนพะเยาและแม่ลาวที่สัมพันธ์กับการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ วิ่งเข้าตัวเมืองเชียงรายหรือไม่ รวมไปถึงรอยเลื่อนในเมืองใหญ่อื่นๆ เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวในเมืองจะส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงอย่างมาก และเกือบจะไม่มีโอกาสฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ดังที่เกิดในหลายประเทศ เช่น เฮติ นิวซีแลนด์ เป็นต้น แต่การศึกษาในพื้นที่ขนาดใหญ่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นการทำงานโครงการใหญ่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการของบประมาณจากหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย อย่างไรก็ตามงบประมาณที่ใช้ในการศึกษาในเรื่องนี้ยังมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากแผ่นดินไหว การศึกษาความเสี่ยงของแผ่นดินไหวในประเทศไทยต้องศึกษารอยเลื่อนมีพลัง และตรวจวัดการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นอย่างมาก เพื่อจะได้มีข้อมูลมากพอที่จะใช้ประเมินระดับอันตรายของแผ่นดินไหวในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง ร่วมกับการเตรียมพร้อมในภาคประชาชนและสังคม เพื่อลดการสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้เหลือน้อยที่สุด” นักวิจัย สกว. กล่าวสรุป


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ขอเชิญร่วมงาน 25 ปี สกว.

วันที่ 25 - 26 ส.ค. 2560

รอยัล พารากอน ฮอลล์ 2
สยามพารากอน