สกว. จุดประกาย ‘พลังงานเพื่อประเทศไทย 4.0’

โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สกว. จับมือกับ มทส. และ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จุดประกายคณาจารย์และนักศึกษา ทำวิจัยเพื่อใช้พลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย 4.0 ย้ำนักวิจัย ภาครัฐและเอกชนต้องก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน พร้อมพัฒนาทักษะ STEM เพื่อเข้าสู่ ตลาดแรงงานไทยยุค 4.0

ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นประธานเปิดการประชุม คปก.สัญจร ครั้งที่ 5 และการสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 118 “พลังงานเพื่อประเทศไทย 4.0” ซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ร่วมกับ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเสนอรายงานความก้าวหน้าของนักศึกษาผู้รับทุน และรับฟังการบรรยายตลอดจนแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงานระดับประเทศ

ดร.นุวงศ์ ชลคุป ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวระหว่างการบรรยายเรื่อง “นโยบายพลังงานกับประเทศไทย 4.0” ว่าประเทศไทยใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งการขุดเจาะทำได้ยากขึ้น ราคาแพงขึ้น และต้องหาแหล่งพลังงานไกลขึ้น รวมถึงนำเข้าจากต่างประเทศ จึงกำหนดนโยบายและแผนพลังงานที่มีมาตรการในการลดการใช้พลังงานซึ่งเชื่อมโยงกับรายได้ประชาชาติ เช่น ฉลากเบอร์ 5 ผลักดันให้มีการพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น พลังงานชีวภาพจากการเหลือใช้ในประเทศ สมาร์ทซิตี้ จากหิ้งสู่ห้าง ทั้งนี้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงภาคขนส่งในปี 2579 ว่าจะต้องลดการใช้พลังงานจากภาคขนส่งได้ 46% จาก BAU เพิ่มศักยภาพการผลิตและสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ขนส่งน้ำมันทางท่อเพิ่มขึ้น รถไฟและรถไฟฟ้า และลดการใช้พลังงานภาคขนส่ง ขณะที่ด้านไฟฟ้าจะต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือ 37% พลังงานทดแทน 20% ถ่านหิน 23% ซื้อไฟจากต่างประเทศเพิ่มเป็น 20% และเป็นศูนย์กลางด้านไฟฟ้าในอาเซียน ขณะที่ด้านเชื้อเพลิงผลิตความร้อน จะมีการสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทดแทน เปิดเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติ สร้างความต่อเนื่องการผลิตในประเทศ และสร้างความพร้อมด้านก๊าซธรรมชาติเหลว ในปี 2560 กระทรวงพลังงานมีกรอบงบประมาณสนับสนุนการวิจัยเบื้องต้นจำนวน 1,200 ล้านบาท เช่น อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง วัสดุเพื่อการประหยัดพลังงาน เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับชีวมวล ก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับประชารัฐผลักดันความมือระหว่างภาครัฐและประชาชน เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ

ด้านการเสวนา “พลังงานทางเลือกสำหรับประเทศไทย 4.0” รศ. ดร.พัชณิดา ธรรมยงค์กิจ นักวิทยาศาสตร์ทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาเพื่อออกแบบเซลล์ใหม่ๆ เช่น ซิลิกอน ฟิล์ม โซลาร์เซลล์ ตลอดจนวัสดุต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นและเหมาะสมกับการใช้งานจริงทั้งในภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และครัวเรือน รวมถึงการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนของพลังงานเซลล์และวัสดุเหล่านี้ เพื่อลดการพึ่งพาแบตเตอรี่และพลังงานเดิมที่ใช้อยู่ นักวิจัยต้องออกจาก “คอมฟอร์ทโซน” ไม่ทำงานแบบเดิมๆ เน้นแต่ผลงานตีพิมพ์ แต่จะต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อออกแบบงานวิจัยและใช้จริงให้ได้ เช่นเดียวกับภาครัฐและอุตสาหกรรมที่จะปรับวิสัยทัศน์เพื่อสนับสนุนการลงจากหิ้งไปสู่ห้างให้มากขึ้น

ขณะที่ ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยยังอิงการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบอยู่มาก ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบันโดยเฉพาะพลาสติกล้วนมาจากปิโตรเลียม จึงต้องหาวัสดุทดแทนโดยเฉพาะ วัสดุชีวมวลหรือชีวภาพซึ่งสอดรับกับการเป็นประเทศเกษตรกรรมของไทย การแปรสภาพวัสดุชีวมวลให้เป็นพลังงานหรือวัตถุดิบทดแทนและใช้ประโยชน์ต่างๆ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหล่านี้ รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศและโลกอนาคตมากขึ้น ปัจจุบันเอกชนรายใหญ่ของไทยหันมาทำเกษตรกรรมชีวภาพมากขึ้น ปลูกพืชเพื่อที่จะเป็นเจ้าของวัตถุดิบเองและนำมาแยกส่วนเพื่อผลิตพลังงานชีวมวลหรือใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมของตนเองหรือขายต่อไป ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเอกชนเหล่านี้ล้วนวิ่งเข้าหาภาครัฐและภาควิชาการเพราะยังต้องการงานวิจัยมาสนับสนุนอีกมาก บริบทการคิดทำงานวิจัยจึงเปลี่ยนไปและมองถึงความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์มากขึ้น มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ ซึ่งควรจะปลูกฝังความคิดให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วย

รศ. ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือว่าพลังงานฟิวชันจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นฐานรากของพลังงานต่างๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์สนใจมานานแต่ยังทำไม่ได้เพราะมีความยากมาก ปัจจุบันมี 40 ประเทศทั่วโลกที่นำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้โดยเฉพาะจีนและอินเดีย แต่ก็ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยให้อยู่ในระดับสูง ในส่วนของประเทศไทยเอง กฟผ. พยายามเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้มากขึ้น ในขณะที่กระทรวงพลังงานได้มีการศึกษาและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ รวมถึงบุคลากรทางด้านนี้ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่เกิดการพัฒนาและใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง งานวิจัยด้านนี้ในประเทศไทยจึงยังมีไม่มาก แผนพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ แม้ไทยจะยังควบคุมไม่ได้แต่ก็มีความร่วมมือในการทำวิจัยกับต่างประเทศเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรที่เกี่ยวข้องโดยใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันและพลาสมาเป็นสื่อกลาง ซึ่งเป็นโจทย์วิจัยที่คนไทยน่าจะสามารถทำได้

ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้อำนวยการเทคโนธานี มทส. กล่าวถึง “ขยะ 4.0” ว่าการบริหารจัดการขยะที่เหมาะสมและเทคโนโลยีรีไซเคิลเป็นกระแสโลกในปัจจุบัน การวิจัยพื้นฐานในหัวข้อดังกล่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางเพื่อชีวิตของคนในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ เศรษฐกิจชีวภาพ แปลงขยะให้เป็นเชื้อเพลิงที่พร้อมใช้ ขณะนี้ทุกภาคส่วนต้องการคนปรุงอาหารที่เอางานมาเชื่อมโยงกันเพื่อบริหารจัดการขยะ ดังนั้นการกำหนดกฎระเบียบ บริบท และอำนาจหน้าที่ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องดำเนินการต่อไปให้เกิดความชัดเจน กระทรวงมหาดไทยจึงมีบทบาทมาก

ในโอกาสนี้ ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม อดีตนักศึกษา คปก. จาก สวทน. ได้กล่าวถึงการเข้าสู่ตลาดแรงงานไทยในยุคประเทศไทย 4.0 ว่าการยกระดับกำลังคนเพื่อนำประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง จะต้องเพิ่มผลิตภาพปีละ +2.5% จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายให้กำลังคนมีทักษะแรงงานมากพอเพื่อยกระดับรายได้ประชาชาติ พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ให้มีศักยภาพอยู่ในระดับโลก และปรับเปลี่ยนให้แรงงานทักษะมีสมรรถนะสูงขึ้นด้วยทักษะ STEM ในอนาคตทุกอย่างจะเชื่อมกันหมด ทั้งนี้โรดแมปการวิจัยและนวัตกรรมจะต้องตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจ สร้างบุคลากรด้านการวิจัย การพัฒนาระบบนิเวศ และเครือข่ายการวิจัยที่เข้มแข็ง ที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม เช่น สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น โดยการสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถทางเทคโนโลยี

การปรับทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมประเทศ งานวิจัยจะต้องตอบโจทย์ของประเทศ สังคม และเอกชนได้ มีหัวข้อวิจัยเรื่องใหญ่ๆ ที่ชัดเจนและบูรณาการในองค์รวม เก่งในเรื่องที่สำคัญ พัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ตลอดจนสร้างเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรมและการวิจัยอย่างเป็นระบบผ่านประชารัฐเครือข่ายระหว่างประเทศ สิ่งสำคัญจะต้องสร้างบุคลากรด้านการวิจัยและเครือข่ายวิจัยให้เป็นนักวิจัยอาชีพ กำหนดบทบาทภารกิจของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเฉพาะทางและมหาวิทยาลัยภูมิภาคให้ชัดเจน และพัฒนาผู้จัดการนวัตกรรมเพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาด ทั้งนี้ทักษะหลักที่จำเป็นกับการทำงานในอนาคตจะต้องมีความสามารถในการทำวิจัยที่สามารถต่อยอดไปสู่นวัตกรรมได้ ซึ่งจะต้องเติมเต็มทักษะที่จำเป็น เช่น ภาษา การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา เป็นต้น


งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400