สกว. นำเสนอการสร้างเด็กเก่ง “คิดวิเคราะห์” พร้อมมี “จิตสาธารณะ” ผ่านโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา

การสอบวัดความรู้นักเรียนนานาชาติ หรือที่เราเรียกว่า PISA (Programme for International Student Assessment) เป็นการสอบที่ใช้วัดความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ ของเด็กทั่วโลก โดยในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้เผยแพร่ผลการสอบ PISA ของปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีนักเรียนจาก 72 ประเทศ และระบบการศึกษาเข้าร่วมสอบ ผลลัพธ์ที่ได้ปรากฎว่านักเรียนไทยสอบวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ได้ในอันดับที่ 52, 54 และ 57 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ระดับการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนไทยมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ลำดับคะแนนของเด็กไทยได้ส่งผลให้สังคมไทยตั้งคำถามถึงคุณภาพของระบบการศึกษาของประเทศ ทางออกของในการปฏิรูประบบเรียนรู้ของประเทศอยู่ตรงไหน?

ในการแถลงข่าว TRF Press Forum เรื่อง “กรณี PISA และทางออกการศึกษาไทย” ของสำนักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัย (สกว.) ได้มีการเปิดเผยงานวิจัยของ สกว. เพื่อเสนอคำตอบและทางออกในการยกระดับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กไทย

ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และการมีจิตสาธารณะของเด็กไทย

ในงานเริ่มต้นด้วยการนำเสนองานวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และการมีจิตสาธารณะเพื่อพัฒนาศักยภาพการเป็นคนดีคนเก่งของนักเรียนไทย” (2559) ของ อาจารย์ดวงจันทร์ วรคามิน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ และ ผศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกับผลคะแนน PISA โดยงานวิจัยชี้ว่า จากการให้นักเรียนไทยจำนวน 6,235 คน ทำแบบทดสอบที่ออกโดยนักวิจัย มีเด็กเพียง 2 ใน 100 คนเท่านั้นที่สอบผ่านข้อสอบด้านการวิเคราะห์ด้วยคะแนนเกิน 60 กล่าวคือ นักเรียนไทยมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ต่ำมาก

ในแง่การมีจิตสาธารณะ งานวิจัยชี้ว่า นักเรียนไทยจำนวน 2 ใน 3 มีจิตสาธารณะในแง่การรับผิดชอบตัวเอง และการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอยู่ในระดับมาก แต่จิตสาธารณะในแง่การริเริ่มหรือการสร้างสรรค์ต่อส่วนรวม ความรับผิดชอบต่อสังคม ความเคารพสิทธิของผู้อื่น ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต นักเรียนไทยส่วนใหญ่ยังมีระดับจิตสาธารณะไม่มากนัก ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของสังคมไทยจึงไม่ใช่แค่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยเก่งขึ้นเท่านั้น หากต้องสนใจด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยมีจิตสาธารณะด้วย ข้อค้นพบจากการศึกษาทำให้เราทราบว่า ทั้งเด็กเก่งและเด็กไม่เก่งต่างก็มีจิตสาธารณะได้ ดังนั้น ควรจะทำการยกระดับจิตสาธารณะในภาพรวม ซึ่งปัจจัยทางด้านครอบครัว เช่น การดูแลเอาใจใส่และสนับสนุนด้านการเรียนรู้ มีส่วนสำคัญในการสร้างจิตสาธารณะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา: ตัวอย่างทางออกพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ได้เสนอแนวทางพัฒนาเด็กให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และมีจิตสาธารณะอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ตามแนวทางของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา

จุดเริ่มต้นของโครงการ

จุดเริ่มของกระบวนการเรียนรู้แบบโครงการเพาะพันธุ์ปัญญานั้นเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 สกว. ได้จัดทำโครงการวิจัยแห่งชาติ ชุดยางพารา ขณะนั้น นักวิจัยเรื่องยางพารามีน้อยมาก จึงได้เสนอให้มีการนำเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นนักวิจัยในเรื่องยางพารา จนเกิดเป็นโครงการ “ยุววิจัยยางพารา” เมื่อปี พ.ศ. 2546 ความสำเร็จของโครงการที่ได้ คือ นักเรียนมีพัฒนาการมากขึ้น ในด้านการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การร่วมกันแก้ไขปัญหา การรับผิดชอบต่อผู้อื่น และภาวะการเป็นผู้นำ ตลอดจนผลงานวิจัยด้านยางพาราจากนักเรียนก็มีคุณภาพและสามารถนำไปต่อยอดได้

หลังจากจบโครงการ “ยุววิจัยยางพารา” โครงการลักษณะนี้ได้กระจายไปทำในทั่วประเทศ โดยเป้าหมายเพื่อการสร้างนักวิจัย และ ทดสอบการเรียนรู้แบบเน้นฐานการวิจัย (Research-Based Learning: RBL) ผลปรากฏว่าการเรียนรู้ดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กในที่อื่นๆ ได้เช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2556 โครงการยุววิจัยยางพาราก็พัฒนามาเป็น “โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา” ในที่สุด โดยมี รศ.ดร.สุธีระ เป็นหัวหน้าโครงการ

การเรียนรู้ตามแบบฉบับโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา

โครงการเพาะพันธ์ุปัญญาได้นำเสนอแนวความคิด และหลักการปฏิบัติอันหลากหลายเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ มีความยั่งยื่น และเป็นมิตรกับผู้เรียนรู้ ดังนี้

1. การเรียนรู้แบบเน้นฐานการวิจัย (RBL)

นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้ทำโครงงานเกี่ยวกับประเด็นในท้องถิ่น เช่น เรื่องข้าว โดยนักเรียนอาจได้รับโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้การปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองของตนมีผลผลิตที่ดี ตลอดระยะเวลาการทำโครงงานนั้น นักเรียนจะได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นฐานการวิจัย โดยนักเรียนจะต้องศึกษาหัวข้อของตนเองด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือ นักเรียนจะได้ฝึกวิเคราะห์ประเด็นปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งนักเรียนจะต้องแยกองค์ประกอบของประเด็นปัญหาหรือเหตุการณ์เป็นองค์ประกอบย่อยหลายๆ องค์ประกอบ และเชื่อมโยงแต่ละองค์ประกอบย่อยให้สัมพันธ์กัน โดยวิธีการเชื่อมความสัมพันธ์นักเรียนจะต้องคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล กล่าวคือ เหตุนั้นก่อให้เกิดผล และเมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุ ซึ่งวิธีการเรียนรู้แบบฐานการวิจัยจะทำให้นักเรียนเข้าใจสภาพปัญหาต่างๆ รอบตัวได้อย่างลึกซึ้งและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

2. บรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตรต่อผู้เรียน

ครูในโครงการฯ จะถูกปรับเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ตัดสิน” ที่คอยชี้นิ้วสั่ง และใช้อำนาจกับนักเรียนเพื่อให้เชื่อฟังและเรียนรู้ตามหลักสูตร สู่ “ผู้เรียนรู้” ซึ่งพร้อมเรียนรู้ไปกับนักเรียน และยอมรับความแตกต่างและความไม่รู้ของตัวเองและนักเรียน

การสอนลักษณะนี้ ครูจะไม่ได้เริ่มต้นด้วย “การสอนเนื้อหา” ตามหลักสูตร หากเป็นการเริ่มต้นด้วย “การถาม” นักเรียนเกี่ยวกับสรรพสิ่งรอบตัวและเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาในบทเรียนก่อน กระบวนการแบบนี้จะเชื่อว่า “ถามคือสอน” เพราะการถามจะทำให้นักเรียนได้ริเริ่มคิดและวิเคราะห์ โดยครูจะใช้บทบสนทนาในการแลกเปลี่ยนบทเรียนกับนักเรียน ทั้งนี้ นักเรียนก็สามารถตั้งคำถามกลับไปยังครูผู้สอนหรือเพื่อนร่วมชั้นได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในกระบวนการทำโครงงานของนักเรียน ครูจะไม่เป็นผู้ตัดสินว่าแนวทางการทำโครงงานของนักเรียนนั้นผิดหรือถูก เพราะไม่เชื่อว่าสิ่งที่นักเรียนกำลังทำอยู่นั้นผิดหรือถูกในตัวมันเอง หากเป็นสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ได้ ดังนั้น ครูจะคอยเป็นผู้ชี้แนวทางในการเรียนรู้ต่อไปอย่างใกล้ชิด บทบาทของครูจึงเปรียบเสมือนดัง “โค้ช” ที่นักเรียนจะมีความรู้สึกสะดวกใจที่จะสอบถามและปรึกษาครูอยู่ตลอด

3. การเรียนแบบร่วมมือมากกว่าแข่งขัน

การเรียนแบบเพาะพันธ์ปัญญาจะเน้นการทำโครงงาน โดยนักเรียนจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งความสำเร็จของโครงงานนั้นจะขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคนในกลุ่ม ไม่ใช่จากใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น ในระหว่างการโครงงาน นักเรียนจะต้องแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจน บางคนเป็นหัวหน้า บางคนดูแลการจัดหาวัสดุ บางคนดูแลด้านการเงิน การแบ่งหน้าที่การทำงานทำให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น เพื่อให้การทำงานของกลุ่มประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมาย ในบางโอกาสที่การทำงานของกลุ่มต้องเผชิญหน้ากับปัญหา นักเรียนก็จะได้มีโอกาสฝึกฝนการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาร่วมกัน

นอกจากนักเรียนจะได้มีโอกาสพัฒนาด้านการมี “จิตสาธารณะ” ของตนเองแล้ว ยังจะมีโอกาสได้ “ฝึกการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา” จากสถานการณ์จริงอีกด้วย

4. การเรียนรู้แบบสะท้อนคิด

ในระหว่างการเรียนรู้แบบเพาะพันธุ์ปัญญายังใช้โครงงานฐานการวิจัยเป็นแกนการสอน นักเรียนจะมีโอกาสได้ สะท้อนความคิด (Reflection) โดยการทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ตลอดกระบวนการเสมอ เช่น การจดบันทึกประจำวัน การเล่นละคร หรือการได้นำเสนอหน้าชั้นเรียน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการสะท้อนความคิดคือ นักเรียนได้ทบทวนเกี่ยวกับปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่อย่างลึกซึ้ง จึงทำให้สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาขึ้นมาได้

นอกจากนี้ การที่นักเรียนได้ทบทวนถึงประสบการณ์ของตนเองตลอดกระบวนการ จะทำให้เห็นว่าตัวเองนั้นเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ความคิด จิตใจ และอารมณ์ไปอย่างไร และเพราะเหตุใดตัวเองถึงเปลี่ยนแปลงได้ (Transformative Learning) ผลลัพธ์ของการสะท้อนความคิดส่งผลให้นักเรียนได้มีโอกาสเห็นถึงศักยภาพเชิงบวกในการเรียนรู้ของตนเอง และรักที่จะเรียนรู้ในระยะยาว

ถึงแม้ว่ากระบวนการเรียนรู้ตามแบบโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาจะสามารถทำให้นักเรียนทั้งเก่งและดีได้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังจำกัดอยู่ในวงแคบเพียงเท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาของไทยยังไม่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ประกอบครูที่เข้าร่วมโครงการต้องอุทิศตนอย่างสูง เพื่อสร้างกระบวนการสอนให้มีคุณภาพ ครูจำนวนมากจึงถอดใจและออกจากโครงการฯ ไป ฉะนั้น สกว. จึงเสนอให้ทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล โรงเรียน ครู นักวิชาการ พ่อแม่ และนักเรียน ต้องมาร่วมสนับสนุนให้กระบวนการเรียนรู้ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในวงกว้างอย่างจริงจัง

อ้างอิงจาก : รายงาน: สกว. เสนอ สร้างเด็กเก่งคิดวิเคราะห์และมีจิตสาธารณะ ด้วยโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา