5 ผลึกความรู้และข้อถกคิด จาก ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ต่อการทำวิจัยในพื้นที่ชนบทของประเทศ

“หลักคิดของนักวิจัยที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหาโจทย์วิจัยให้เจอ เมื่อเจอแล้วพยายามทำความเข้าใจ การรู้ว่า คืออะไร ? (What) ผ่านการอธิบาย (Description) ตามข้อเท็จจริงจากข้อมูล ยังไม่ใช่การวิจัย ต้องวิเคราะห์ไปให้ถึงคำว่า ทำไม ? (Why) และ อย่างไร ? (How) จนเป็นการอธิบายเชิงลึก (Explain)”

ถ้อยความดังกล่าว คือส่วนหนึ่งในผลึกความรู้และข้อถกคิดของ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในวงการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย สกว. และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ที่มอบให้นักวิจัยที่เข้าร่วม เวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการพื้นที่ชนบทไทย : โอกาสและความท้าทายของนักวิจัยรุ่นใหม่ TSDF - TRF Sustainability Forum 2017 หลังจากลงพื้นที่ ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ผ่านฐานการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทยเกษตรธาตุ 4 พืชร่วมยาง สวนยาง ป่าไผ่ และพื้นที่สวนลำไย เพื่อติดตั้งซอฟท์แวร์ความรู้ การใช้เครื่องมือเก็บข้อมูล ทำความรู้จักบริบทของชุมชน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาฝึกตั้ง “โจทย์วิจัย” ที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของชุมชน

โดย ศ.ดร.ยงยุทธ ได้ร่วมพูดคุยผ่านแว่นตาของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ว่า ตนได้เรียนรู้จากวิทยากร ชาวบ้าน ตลอดจนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ในงานครั้งนี้มาก เพราะส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในห้องแล็บหรือห้องประชุม ตัวอย่างความรู้ที่ได้รับ เช่นเรื่องแนวคิด “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ปัญหาของพื้นที่ได้ในเชิงลึก อย่างกรณีการค้นหามาตรการแก้ไขปัญหายางพารา ทำให้มองเห็นถึงแนวทางหลายด้านทั้งในส่วนของการพยุงราคายาง การเพิ่มขีดความสามารถของชาวบ้านโดยการทำอาชีพอื่นควบคู่ ฯลฯ ทำให้นึกถึงแนวคิด “แม่น้ำ 5 สาย” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พูดถึงองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศ เพราะคนในชุมชนก็เปรียบเสมือนแม่น้ำหลายสายที่ไหล มารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ยังทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้องชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมซึ่งแตกต่างจากที่เคยเห็นภาพความขัดแย้งระหว่างศาสนาในพื้นที่อื่น ความสมานฉันท์ ความปรองดองท่ามกลางความแตกต่างทางศาสนา จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าศึกษา นอกจากนี้ในแม่น้ำสายหลัก ยังมีแควน้ำในเรื่องชุมชน ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ ซึ่งน่าจะมีชุดความคิด (Mind Set) จุดลึกที่ศึกษาต่อไปได้ ท้ายนี้มีสิ่งที่อยากฝากไว้ในการทำวิจัยเชิงชุมชนพื้นที่ของประเทศ 5 ข้อคือ

  1. การทำวิจัยในพื้นที่ควรเปรียบเทียบปัญหาของชุมชนที่ตนศึกษากับชุมชนอื่นด้วย ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เพราะอะไร
  2. ต้องวิเคราะห์บริบทของศาสตร์ โดยการความเชื่อมโยงของความรู้ในพื้นที่กับศาสตร์อื่นๆ อาทิ การทำเกษตรธาตุ 4 ที่เป็นแนวคิดภูมิปัญญาของปราชญ์ชุมชนในพื้นที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ที่ค้นพบว่าต้นไม้มีธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนมนุษย์ หากธาตุทั้ง 4 สมดุลต้นไม้ก็เจริญเติบโต จึงมีการปลูกพืชผลต่างชนิดกันมาไว้รวมในหลุมเดียวได้ ในกรณีนี้สามารถเกี่ยวโยงกับแนวคิดเรื่องซิมไบโอซิส (Symbiosis) หรือความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันในชีววิทยาได้ หรืออาจเชื่อมร้อยกับศาสตร์ของพระราชาในเกษตรทฤษฎีใหม่
  3. คำนึงว่าข้อสรุปใหม่อะไรในงานวิจัยเราเป็นประเด็นที่สังคมควรสนใจ เช่น จากการลงพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการนำพืชต่างถิ่นอย่าง “ลำไย” เข้ามาปลูกในพื้นที่ภาคใต้ มีผลในแง่บวกและลบอย่างไรต่อชุมชนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
  4. เชื่อมโยงการวิจัยชุมชนที่เป็นภาพเล็กมายังการวิจัยระดับประเทศที่เป็นภาพใหญ่ เช่น นโยบายเกษตรการจัดการน้ำ การสร้างอาชีพที่เหมาะสม ฯลฯ
  5. เชื่อมโยงการวิจัยเชิงชุมชนไปยังระดับนานาชาติ เนื่องจากชุมชนทั่วโลกมีลักษณะพื้นฐานคล้ายคลึง กัน อาจเปรียบเทียบการปลูกยางในชุมชนอาเซียน วิเคราะห์ปัจจัย วิธีการ ที่ส่งผลลัพธ์แตกต่างกันของการปลูกยางในไทยกับมาเลเซีย

นอกจากนี้ในสังคมโลกกำลังพูดกันถึงเรื่อง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goal หรือ SDGs) ที่มี 17 เป้าหมายจากการลงพื้นที่พบว่ามีประเด็นน่าศึกษาวิจัยที่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าวคือ

  1. Goal 1 : No Poverty ขจัดความยากจนในทุกรูปแบบ ทุกที่
  2. Goal 2 : Zero Hunger ขจัดความหิวโหย บรรลุเป้าความมั่นคงทางอาหาร
  3. Goal 4 : Quality Education สร้างหลักประกันให้การศึกษามีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและครอบคลุม
  4. Goal 5 : Gender Equality ความเท่าเทียม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สตรีและเด็กหญิง
  5. Goal 8 : Decent Work and Economic Growth ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และครอบคลุม และการจ้างงานเต็มอัตรา และงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
  6. Goal 11 : Sustainable Cities and Communities ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ความต้านทานและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
  7. Goal 12 : Responsible Consumption and Production สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในข้อ 12 นี้ สอดรับกับ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

งานสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ขอเชิญร่วมงาน 25 ปี สกว.

วันที่ 25 - 26 ส.ค. 2560

รอยัล พารากอน ฮอลล์ 2
สยามพารากอน