หยุดไม่ได้ซ้ำยิ่งไปกันใหญ่ “ปัญหาแว้น” งานวิจัยสะท้อนชัด!!

กรณี “ปัญหา” เกี่ยวกับ “เด็กแว้น” ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมามีกรณีกลุ่มเด็กแว้นเล่นสงกรานต์แบบพิเรนทร์ เกิดกรณีทำร้ายร่างกายกันเอง ทำร้ายร่างกายผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงรวมตัวกันปิดถนนเพื่อแข่งรถ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปิดล้อมจับกุมกลุ่มเด็กแว้นได้เกือบร้อยคนบนถนนสายหนึ่ง หลังมีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน

“แว้นมอเตอร์ไซค์” เป็นอีกหนึ่งปัญหาโดยกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เรื้อรังในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แม้ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะพยายาม ป้องกัน และ “ปราบปราม” หรือแม้แต่รัฐบาล คสช. มีการใช้ใช้มาตรา 44 เพื่อกำราบเด็กแว้นดังที่มีข่าวออกมา

กรณีปัญหานี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสังคมไทยตั้งคำถามถึง “กรณีเด็กแว้น”เหตุไฉน? ทำไม? ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้?

ทั้งนี้ เกี่ยวกับ ปัญหาเด็กแว้นนั้น ได้มีงานวิจัยที่ศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ในหัวข้อ แนวทางการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามเด็กแว้นในกรุงเทพฯ โดย ดร.สุรีย์พร นิพิฐวิทยา และคณะ โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เพื่อค้นหารูปแบบและวิธีการในการแก้ไขปัญหา ด้วยการศึกษาแนวทางและรูปแบบในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึง ลักษณะพฤติกรรมของกลุ่มเด็กแว้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความรู้ในการป้องกันและปราบปรามเด็กแว้นสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้

ผลการศึกษาเรื่องนี้ของคณะผู้วิจัย แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่

  1. ลักษณะพฤติกรรมแว้น และการเคยถูกจับกุมหรือหนีรอดจากการถูกจับกุมของเด็กแว้น
  2. กระบวนการป้องกันและปราบปรามพฤติกรรม แว้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  3. แนวทางและรูปแบบในการพัฒนาการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมแว้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ
  4. การจัดทำ คู่มือการป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมแว้น ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีรายละเอียดผลการศึกษาแต่ละส่วนโดยสังเขป กล่าวคือ

ลักษณะพฤติกรรมการแว้นนั้น ในงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า จากการลงสำรวจพื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นเด็กแว้น พบว่า ปัจจุบันเด็กแว้นมีตั้งแต่อายุ 13-14 ปี และไม่ได้มีแต่เพียงเยาวชนชายเท่านั้น มีทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยช่วงอายุของการกลายเป็นเด็กแว้นนั้น มีอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันเด็กแว้นมีความสามารถในการซื้อรถจักรยานยนต์ได้ง่ายกว่าในอดีต เพราะรถมีราคาไม่สูงมาก และการบอกพ่อแม่ผู้ปกครองว่าต้องการมีรถเพื่อใช้ขับขี่ไปโรงเรียน เด็กก็อาจจะได้รถแล้ว นี่จึงเป็น “ลักษณะเด็กแว้น” ของยุคสมัยนี้ ที่มีประเด็นอันน่าสนใจ

เด็กแว้นที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หลายคนมีอาชีพ โดยงานวิจัยระบุว่า ส่วนใหญ่จะ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวบ้าน เนื่องจากมองว่าเป็นอาชีพอิสระ ส่วนใหญ่จะขับตอนเช้า พอได้เงินจำนวนหนึ่งมาก็จะกลับเข้าบ้าน ไปร้านเกม หรือร้านสนุกเกอร์ ส่วนจุดเริ่มต้นการ “แข่งรถ” หรือ “แว้น” จะเริ่มจากการขี่รถเล่นกันเองในกลุ่ม แล้วจึงไปพบปะกับกลุ่มอื่นๆ หรือหากพบรถที่ แรงกว่า ก็จะชวนกันไปแข่ง ซึ่งหลายคนรู้สึกสนุกจากการได้ขี่รถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเห็นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นท้าทาย หากใครโดนจับได้ก็จะมองเป็นเรื่องของดวงที่ไม่ดี แต่ถ้าใครสามารถหนีรอดการจับกุมได้ก็จะนำมาเล่าแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มเป็นที่สนุกสนาน

สำหรับการรวมตัวหรือรวมกลุ่มเพื่อแข่งรถนั้น จากข้อมูลพบว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) การรวมกลุ่มกันแบบบังเอิญ เช่น ที่ร้านเกม ร้านแต่งรถ ร้านสนุกเกอร์ หรือภายในชุมชน และ (2) การรวมกลุ่มกันแบบไม่บังเอิญ ที่จะมีการ หาข้อมูลการรวมกลุ่มจากอินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ มีการใช้เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

วันและเวลาแข่งรถ เด็กแว้นส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่า จะแบ่งวันเวลากันชัดเจนระหว่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เช่น ฝั่งธนบุรี รถจักรยานยนต์เคยแข่งกันทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เป็นต้น และที่สำคัญช่วงเวลาเปิดหรือปิดเทอมไม่มีผลต่อการออกมาแข่งรถ เนื่องจาก เด็กแว้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กนักเรียน ไม่ได้เรียนหนังสือ และช่วงวันหยุดหรือเทศกาลที่สถานบันเทิงไม่สามารถเปิดได้ จะมีเด็กแว้นออกมาแว้นกันมากกว่าวันปกติ เพราะ เด็กแว้น-เด็กเที่ยว คือกลุ่มเดียวกัน

นอกจากนี้ จากคำบอกเล่าของเด็กแว้นได้ให้ข้อมูลถึงวิธีหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยสามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 แบบ คือ (1) จากการสืบหาข่าวและข้อมูลก่อนการปิดล้อมจับกุม โดยใช้คนรู้จักหรือลูกหลานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนคอยส่งสัญญาณว่า วันใดจะมีการสกัดจับกุม หรือเรียกกันว่า “ปิดกล่อง” โดยจะส่งข่าวกันทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือบนเว็บเพจของเด็กแว้นซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัด โดยจะบอกรายละเอียดกันแบบตามเวลาจริง (Real Time) และ (2) จากการส่งสัญญาณของกลุ่มแว้นกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ โดยกลุ่มเด็กแว้นที่อยู่ต้นๆ ของกลุ่ม หรือที่เรียกว่า “คนอยู่ต้นสาย” ซึ่งจะคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ เมื่อเห็นสิ่งผิดสังเกต ก็จะมีการบีบแตรให้สัญญาณ พร้อมทั้งขี่รถจักรยานยนต์ออกมาพร้อมบีบแตรให้สัญญาณทันที

“...แตรสัญญาณจะเป็นที่รู้กันดี ถ้าบีบแตรไล่กันมาหลายๆ คัน หมายถึง ตำรวจมา ถ้าบีบแตรแล้วมีการออกตัวเร็วๆ พร้อมกัน จะหมายถึง ให้ต่างคนต่างหนี ถ้าหนีได้ก็จะกลับมารวมกันใหม่ที่ฝั่งตรงข้าม โดยเด็กแว้นส่วนใหญ่ที่หนีได้จะเป็นเด็กแว้นในพื้นที่ รู้เส้นทางและสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่เป็นอย่างดี...” นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของ “เด็กแว้น” ในยุคนี้

สิ่งนี้สะท้อนถึงพัฒนาการของเด็กแว้นยุคใหม่ที่มีอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหา

ที่มา : สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560