สืบค้นงานวิจัย
 
Advanced Search
 หมวดหมู่ข่าวประชาสัมพันธ์
 ข่าวประกาศทุน/รางวัล
 ข่าวการจัดซื้อจัดจ้าง
 ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป
 อบรมสัมมนา,จัดกิจกรรม
 ข่าวรับสมัครงาน
 ข่าวอื่นๆ
 รวมทุกหมวด
 
 หมวดหมู่ข่าวสารประจำวัน
 การเกษตร
 วิทยาศาสตร์ - เทคโนโลยี
 เศรษฐกิจ - การเงิน
 การเมือง - ต่างประเทศ
 สังคม - วัฒนธรรม
 การศึกษา - งาน
 Sme - อุตสาหกรรม
 ท่องเที่ยว
 สุขภาพ - คุณภาพชีวิต
 รวมทุกหมวด
 

 

 

 

 
  นักวิชาการไทย: วิจัยแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งหาดโคลน สำเร็จเป็นครั้งแรก
รายละเอียด
นักวิชาการไทย

นักวิชาการไทย: วิจัยแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งหาดโคลน สำเร็จเป็นครั้งแรก

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว.

 

ปัญหาแผ่นดินหายเนื่องจากการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นและลมทะเลมีความรุนแรงมากขึ้นตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยทั้งหมด 2,667 กิโลเมตร พื้นที่มีปัญหากัดเซาะชายฝั่งรุนแรงที่สุดของประเทศ คือ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีแนวชายฝั่งทั้งสิ้น 45 กิโลเมตร ประชาชนได้ประสบปัญหาการพังทลายของแนวตลิ่งมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้หลายครอบครัวต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย จนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ไปตั้งถิ่นฐานยังแหล่งอื่นๆ

ส่วนครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ก็ต้องอพยพหนีน้ำมานานแล้วหลายครั้ง ดังเช่น ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ ได้อพยพหนีน้ำมาแล้ว 5 – 7 ครั้ง ภายในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โบสถ์ของวัดขุนสมุทรทราวาส จมน้ำทะเลประมาณ 1 เมตร ที่ดินราษฎรบริเวณนี้ได้ถูกน้ำทะเลซัดหายไปแล้วมากกว่า 1 กิโลเมตร และในช่วงปี พ..2510 - 2548 พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการถูกน้ำทะเลกัดเซาะหายไปทั้งสิ้น 11,104 ไร่ ดังนั้นหากเราไม่มีมาตรการใด ๆ พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการจะถูกน้ำทะเลกัดเซาะหายเพิ่มอีกประมาณ 1.3 กิโลเมตร ในอีก 20 ปี ข้างหน้า

สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย ( สกว. ) เห็นถึงความสำคัญของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้มีความร่วมมือกับจังหวัดสมุทรปราการ สนับสนุนให้ รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีมนักวิจัย เร่งศึกษาถึงแนวทางการลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล โดยเลือกหมู่บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ เป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษา และเป็นงานวิจัยแบบบูรณาการ มีผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาทิเช่น อุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา นิเวศวิทยาชายฝั่ง ธรณีพิบัติภัยเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมชายฝั่งและสังคม รวมถึงภูมิสถาปัตย์ และกฎหมายที่ดิน นอกจากนั้นยังมีนักวิจัยท้องถิ่นซึ่งเป็นชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมเก็บข้อมูลบางส่วนเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ไปด้วย

 

โครงการนำร่องนี้มีฐานมาจากงานวิจัยเบื้องต้นที่ทำความเข้าใจกับปัจจัยและกลไกการกัดเซาะชายฝั่งจากอิทธิพลของลมมรสุม 2 ฤดู คือ ช่วงแรกประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายนจะมีลมใต้และต่อด้วยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะจะเกิดตะกอนมาพอกอยู่ใกล้ตามชายฝั่ง แต่พอเมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์บริเวณนี้จะได้รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดเข้ามาอีกด้านหนึ่งจะมีการพัดพาตะกอนที่พอกตามชายฝั่งออกไปนอกทะเลอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่สามารถกักเก็บตะกอนเอาไว้ได้ [1]

โดยข้อมูลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้จากกระบวนการธรรมชาติ ที่นำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองเขื่อนสลายคลื่น “ขุนสมุทรจีน 49 A2” ได้สำเร็จ

แบบจำลอง “ขุนสมุทรจีน 49 A2” ที่พัฒนาขึ้นจะมีโครงสร้างหลักแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกช่วยสลายกำลังคลื่น จะมีลักษณะโครงสร้างเป็นเสาคอนกรีตสามเหลี่ยมด้านเท่ายาว 50 เซนติเมตร จัดวางแบ่งเป็น 3 แถว ความลึกของเสาคอนกรีตไล่จากส่วนที่ติดทะเลเข้าไปหาแผ่นดิน คือ 10 เมตร 8 เมตร และ 6 เมตร ตามลำดับ วางห่างกัน 1.5 เมตร ในลักษณะฟันปลา เมื่อคลื่นพัดเข้ามา จะถูกเฉือนออกเป็น 2 ข้าง และสะท้อนไปสะท้อนมาตามแนวเสาที่วางไว้ ถือเป็นการสลายความแรงของคลื่นเมื่อพัดผ่านแนวโครงสร้างเข้ามา คลื่นจะอ่อนกำลังลงทำให้ตะกอนที่ลอยในมวลน้ำตกตะกอนบริเวณแนวชายฝั่งหลังแนวเขื่อนที่สร้างไว้ และส่วนที่สองช่วยดักตะกอนมีลักษณะเป็นเสาคอนกรีตรูปบูมเมอแรงปิดผนังด้านข้าง 2 ข้างเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเอาตะกอนบริเวณริมฝั่งกลับออกสู่ทะเลอีกครั้ง จึงช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่งแล้วยังสามารถ

เก็บตะกอนไว้ส่วนหนึ่งด้วย เมื่อตะกอนมีการพอกพูนตื้นเขินขึ้น ทีมนักวิจัยจะนำต้นกล้าโกงกางมาปลูกเพื่อช่วยยึดดินส่วนนี้ไว้ให้งอกเป็นแผ่นดินกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

รศ.ดร. ธนวัฒน์ กล่าวว่า การดำเนินงานขณะนี้ได้มีการลงมือทำการติดตั้งโครงสร้างไปแล้วในส่วนที่ 1 ทั้งสิ้น 250 เมตร เมื่อโครงการติดตั้ง “ขุนสมุทรจีน 49 A2” เสร็จทีมนักวิจัยจะร่วมกับนักวิจัยท้องถิ่นช่วยเก็บข้อมูล วัดปริมาณการตกตะกอน วัดความเร็วและความแรงของกระแสน้ำ วัดทิศทางและความเร็วลม เพื่อนำมาพัฒนาเขื่อนสลายคลื่น “ขุนสมุทรจีน 49 A2” ที่มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้นต่อไป แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นนี้ถือเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่มีลักษณะเป็นหาดโคลนเป็นครั้งแรกของโลก ขณะที่ในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาในลักษณะของหาดทราย หลังจากได้ทำการติดตั้งโครงสร้างส่วนแรกเสร็จประมาณ 2 เดือน ปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือ คลื่นทะเลที่เข้ามาหลังเขื่อนเริ่มน้อยลง พร้อมกับมีตะกอนโคลนเข้ามาสะสมตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2550 ที่ผ่านมาทางทีมนักวิจัยได้ร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าชายแลนกับทางชมรมยุวชนธนาคารโลกและพนักงานบริษัทเอเชียกรุ๊ปประมาณ 80 คน ในพื้นที่นำร่องได้แล้ว

โครงการวิจัยนี้กำลังได้รับความสนใจจากต่างประเทศอย่างมาก มีสำนักข่าวต่างๆ ทั้ง BBC AFP รอยเตอร์ NHK และมีนักวิชาการนานาชาติด้านการกัดเซาะชายฝั่งทะเลให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมพื้นที่นำร่องเป็นประจำ เพราะเป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดโคลน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่และนำไปขอรับสิทธิบัตรแล้ว อย่างไรก็ดียังจำเป็นต้องดำเนินการวิจัยระยะหนึ่งเพื่อติดตามเก็บข้อมูลและประเมินผล ผลสรุปจากโครงการนำร่องจะนำไปสู่นโยบายการแก้ไขปัญหาในระดับชาติต่อไป

ด้านนางสมร เข่งสมุทร วัย 51 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ตำบลแหลมฟ้าผ่า ผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำการต่อสู้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะตามลำพังมานานกว่า 30 ปี กล่าวว่ารูปแบบที่อาจารย์ธนวัฒน์ได้พัฒนาและทดลองใช้ที่บ้านขุนสมุทรจีนที่เป็นเขื่อนสลายกำลังคลื่นนั้นได้ผลดีมากที่สุด ดูได้จากคลื่นที่สงบลงหลังเขื่อนและมีคะยอ(ตะกอน)มาสะสมตัวมากอย่างเห็นได้ชัดเจน จนเป็นที่ฮือฮาในหมู่ชาวบ้านเพราะไม่เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนอีกด้านหนึ่งคือชาวบ้านสามารถหากุ้ง หอย ปู ปลาได้มากขึ้นอีกด้วย จึงนับว่าเขื่อนสลายกำลังคลื่นนี้มีประโยชน์หลายด้านที่เดียว [2]



ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ โทร 02-278-8231


 แหล่งที่มา :  ฝ่าย 3
 ข่าววันที่ :   [21-มิ.ย.-2007 / 12:40:02]  [เข้าชม: 9108 ครั้ง] 


  สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2545-2547  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ข้อแนะนำคำติชมข้อเสนอแนะและคำร้องเรียนต่างๆ ติดต่อได้ที่ : callcenter@trf.or.th , ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สกว. และกิจกรรมต่างๆ ติดต่อ : callcenter@trf.or.th